หน้าแรก การเมือง สงครามการเมือ...

สงครามการเมืองรอบใหม่ หลังเลือกตั้งเพิ่งเริ่มขึ้น โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

23.05.23 | 13:10 น.

สงครามการเมืองรอบใหม่ หลังเลือกตั้งเพิ่งเริ่มขึ้น

เ ป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การเมืองไทยปัจจุบันกำลังเข้าสู่เฟสสองของการต่อสู้ทางการเมือง

ขณะที่รอบแรกนั้นการต่อสู้ทางการเมืองจบลงเมื่อผลการเลือกตั้งจบลงไปเมื่อคืนวันที่ 14 พ.ค.2566 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งที่จบลงไม่ได้มีส่วนชี้ขาดในการจัดตั้งรัฐบาลและบริหารประเทศต่อ เพราะเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามบัญชีรายชื่อที่ได้เสนอเอาไว้เมื่อตอนเลือกตั้ง ซึ่งปัจจุบันมีชื่อเรียงตามลำดับคะแนนของแต่ละพรรค คือ พิธา แพทองธาร เศรษฐา ชัยเกษม อนุทิน ประวิตร และประยุทธ์

ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะต้องมีการประชุมสองสภา และได้คะแนนเสียง 376 เสียงขึ้นไป

Advertisement

ขณะที่ในปัจจุบันพรรคที่ได้คะแนนสูงสุดคือพรรคก้าวไกล ที่เสนอรายชื่อของพิธา ได้คะแนน 152 คะแนนเท่านั้น

แต่เมื่อมีความพยายามรวมกันแล้ว พันธมิตรหลังการเลือกตั้งที่ร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกลมีอยู่ในตอนนี้คือประมาณ 313 เสียง

และอาจจะมีเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยในกรณีที่ ส.ส.และพรรคบางพรรคที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลประกาศจะสนับสนุนพิธาเป็นนายกฯ แต่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล

แต่กระนั้นก็ตามก็ยังไม่มีฉันทามติจากสภาผู้แทนทั้งหมดที่จะยกมือให้พิธาเป็นนายกฯ

ด้วยเงื่อนไขว่าต้องการยืนยันเสียงของประชาชนและหลักการว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

ทางเลือกที่ทางพรรคก้าวไกลพยายามเดินเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลนั่นก็คือ การกดดันและเรียกร้องถึงสิทธิและความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาลจากทางวุฒิสภา มากกว่าการหันไปจับมือกับพรรคที่มาจากการเลือกตั้งเป็นอันดับสาม ซึ่งหมายถึงพรรคภูมิใจไทย ที่มีคะแนน 70 คะแนนรออยู่

จากจดหมายเปิดผนึกที่สมาชิกระดับแกนนำของพรรคก้าวไกลที่พูดถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ ส.ว.จะต้องสนับสนุนแคนดิเดตพรรคก้าวไกลเป็นนายกฯ โดยอ้างอิงถึงรายชื่อ 63 ส.ว.ที่เคยเห็นชอบในหลักการการปิดสวิตช์ ส.ว.ไม่ให้มีสิทธิเลือกนายกฯ

กล่าวคือ ถ้าไม่ได้ 70 ของพรรคภูมิใจไทยซึ่งต้นทุนมากมาย กับการได้มาซึ่ง 63 ส.ว. ในตอนนี้สถานการณ์การเมืองก็ยังอยู่ในภาวะที่พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง แต่จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้

ถ้าพรรคก้าวไกลยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคก้าวไกลคงจะต้องลากสถานการณ์นี้ไปเรื่อยๆ โดยทำให้พันธมิตรยังอยู่กับตนไปยาวๆ จนถึงปีหน้า เพื่อให้ ส.ว.ชุดนี้สิ้นสุดลง เพราะ ส.ว.ในชุดหน้าจะไม่มีที่มาจากคณะรัฐประหารอีกต่อไป ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการเลือกมากขึ้น

คำถามคือพรรคก้าวไกลจะใช้อะไรเป็นหลักประกันว่าทุกพรรคที่อยู่กับพรรคก้าวไกลจะอยู่ยาวได้ถึงวันนั้น

ยังไม่ต้องนึกถึงว่าในระหว่างนี้ถึงปีหน้า ถ้าไม่มีการตั้งรัฐบาล แม้สภาชุดใหม่จะเข้าทำงาน แต่ประยุทธ์และคณะก็จะยังเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีรักษาการต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งในเงื่อนไขนี้อภิปรายไม่ไว้วางใจก็ทำไม่น่าทำได้ และการใช้งบประมาณก็ยังคงใช้ตามอัตราเดิมไปได้เรื่อยๆ

ยังไม่นับว่าต้องสู้กับบรรดาอภิมหาเนติบริกรต่างๆ ที่จะหาเงื่อนไขให้รัฐบาลรักษาการนี้ทำงานได้ต่อไปอีก แม้ว่าจะสวนทางกับความชอบธรรมที่ลดลงเรื่อยๆ

ส่วนกรณีนายกฯคนนอกนั้นยิ่งไม่มีทางเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะเงื่อนไขการลงคะแนนยากขึ้นไปอีก

สำหรับพรรคเพื่อไทยเอง ตอนนี้แม้ว่าจะไม่ได้ที่หนึ่ง แต่การได้คะแนนน้อยกว่ามีนัยยะต่อความพ่ายแพ้ที่ชัดเจนกว่า เพราะไม่สามารถอ้างความชอบธรรมได้เท่ากับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ที่แม้ว่าได้เก้าอี้มากที่สุด แต่ได้คะแนนรวมน้อยกว่าพรรคพลังประชารัฐอยู่ดี

พรรคเพื่อไทยในรอบนี้ได้คะแนนน้อยกว่าทั้งคะแนนเขตและคะแนนบัญชีรายชื่อ ซึ่งหมายความว่าแพ้ทั้งสองสนาม ยังไม่นับคะแนนการเมืองออนไลน์ซึ่งน้อยกว่าพรรคก้าวไกลอีกครึ่งหนึ่งในแง่ของการมีส่วนร่วมของผู้คนออนไลน์

ถามว่าเป็นรัฐบาลได้ไหม คำตอบก็คือเป็นได้ แต่ความชอบธรรมจะลดตั้งแต่วันแรก เพราะต้องไปจับกับอีกขั้วของพรรคการเมือง และจะต้องได้รับการสนับสนุนจาก ส.ว.อยู่ดี

ประเด็นที่อยากนำเสนอก็คือในการพิจารณาทั้งหมดที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น เป็นการมองด้านเดียวคือมองจากฝั่งของประชาธิปไตย และมองจากเรื่องเลือกตั้งเท่านั้น

ยังไม่ได้ให้น้ำหนักกับอีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน นั่นก็คือฝ่ายอำนาจในระบอบที่ยังคงถืออำนาจในปัจจุบันอยู่ แม้ว่าเจตจำนงของประชาชนผ่านการเลือกตั้งจะบ่งชี้ไปในอีกทางหนึ่งแล้วก็ตาม

หมายความว่าหากมองจากอีกมุมหนึ่งแล้ว สมรภูมิที่สองของการเข้าสู่อำนาจรัฐเพิ่งจะเริ่มขึ้น เพราะการตั้งรัฐบาลไม่มีเงื่อนเวลา เงื่อนเวลามีแค่ไม่เกินหกสิบวันต้องประกาศผลการเลือกตั้ง และมีการเปิดประชุมรัฐสภาหลังจากนั้น และน่าจะจบแค่เลือกตั้งประธานรัฐสภาเท่านั้น

ในความเห็นของผมนั้นเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 เอาเข้าจริงในตอนเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องที่เป็นใจกลางของการเลือกตั้งสักเท่าไหร่ อย่างน้อยในฝ่ายประชาธิปไตย

เนื่องจากไม่มีฉันทามติในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา

และไม่มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเปิดเผย

แม้แต่จากทางพรรคก้าวไกลเอง แม้จะมีจุดยืนในเรื่องนี้อยู่จากประวัติการผลักดันเรื่องนี้ในรัฐสภา แต่หากเอาจากคำสัมภาษณ์ของตัวหัวหน้าพรรคเป็นหลักก็ไม่ใช่เรื่องของเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการเสนอเป็นวาระในการเลือกตั้งและเป็นรัฐบาล เมื่อเทียบกับนโยบายหลักเรื่องยกเลิกการเกณฑ์ทหาร สุราก้าวหน้า สมรสเท่าเทียม

แต่พิธาก็ไม่เคยหนีที่จะตอบเรื่องนี้ในเวทีดีเบตหรือในทุกเวที และส่วนมากแล้วในทุกเวทีสิ่งที่ควรเรียนรู้คือการถกเถียงในเรื่องนี้ระหว่างคุณพิธาและพรรคที่มีจุดยืนตรงข้าม หรือเอาเรื่องนี้ของพรรคก้าวไกลมาเป็นเป้าหมายในการโจมตีก็สามารถออกรายการทีวีและออนไลน์ได้

ในส่วนหนึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เรื่องเหล่านี้มีการพูดจากันอย่างตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่กฎหมายจะเปิดโอกาสให้ และทุกฝ่ายก็มีความอดทนอดกลั้นมากขึ้นในการวิพากษ์วิจารณ์และอยู่ในวงสนทนากันได้มากขึ้นกว่าหลายปีก่อน

มิพักต้องกล่าวถึงว่าใน MOU ที่พรรคก้าวไกลเองมีกับพรรคพันธมิตรก็ไม่ได้บรรจุเรื่องของการแก้ไขหรือยกเลิก ม.112 อยู่ในเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด

สิ่งที่เป็นกำลังเกมที่เปราะบางและกำลังจะเกิดขึ้นก็คือ ฝ่ายที่ไม่เอาพรรคก้าวไกลต่างหากที่จะนำเอาประเด็นเรื่อง ม.112 นี้มาเป็นเงื่อนไขทางการเมือง โดยใช้เงื่อนไขนี้ในการผลักเอาพรรคก้าวไกลออกจากการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ด้วยเงื่อนไขของการโจมตีโดยตรงไปเลย เช่น การไม่สนับสนุนและร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล

หรือในระดับ ส.ว.ก็ใช้เรื่องนี้โจมตีพรรคก้าวไกลหนักขึ้นทุกวัน แทนที่จะเล่นแค่เรื่องของการยังรวมเสียงไม่ได้ 376 เสียง

พูดง่ายๆ ตอนนี้ก็คือ ม.112 ไม่ใช่เงื่อนไขสาธารณะที่เปิดเผยในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่ได้มีการพูดเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

แต่หลังการเลือกตั้ง การต่อสู้ในการจัดตั้งรัฐบาลถูก ส.ว.และพรรคฝ่ายที่ต้องการรักษาระยะห่างกับพรรคก้าวไกลใช้เงื่อนไขนี้เป็นเงื่อนไขเปิดเผยในการกำหนดเกมในการสู้ในเรื่องนี้อย่างเปิดเผย

ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาได้ยาก ทั้งแก้ไข และไม่สามารถเลยเถิดไปถึงขั้นยกเลิกได้เลยในพื้นที่การเมืองที่เป็นทางการ

ตราบใดที่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่คุยกันได้ตรงไปตรงมาจริงๆ ในพื้นที่การเมืองที่เป็นทางการ การหยิบยกเอาประเด็น ม.112 มาใช้ในการจัดการกับพรรคก้าวไกลในรอบนี้ก็เป็นเกมที่พรรคก้าวไกลเองก็ตกที่นั่งลำบากทั้งกับผู้ที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลซึ่งมีมากจากหลายฝ่าย และพันธมิตรพรรคก้าวไกลเองที่อาจไม่ได้เห็นพ้องกับพรรคก้าวไกลในเรื่องนี้ในทุกๆ เรื่อง

แต่ในอีกด้านหนึ่งฝ่ายที่ใช้เงื่อนไข ม.112 มาเป็นเงื่อนไขในการกดดันพรรคก้าวไกล และสลายขั้วทางการเมือง แม้อาจจะเชื่อว่านี่คือการเซตเกมการเมืองใหม่เลย เพราะจากนี้ไม่ใช่เรื่องการเลือกตั้งแล้ว แต่เป็นเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล และเชื่อว่าเมื่อเล่นเกมนี้จะแก้เกมที่พรรคก้าวไกลเอามวลชนและกระแสมากดดันฝ่าย ส.ว.ได้

แต่ต้องคิดให้ดีว่าฝ่ายไหนกันล่ะที่นำเอาเกมนี้มาเล่นอย่างเป็นระบบและเปิดต่อสาธารณะมากกว่ากัน

อย่าลืมว่าหนึ่งในเงื่อนไขของการดำรงอยู่ของมาตรา ม.112 ก็คือความคลุมเครือในการพูดถึงเพราะแต่ละฝ่ายคิดกับเรื่องนี้ไม่ตรงกัน และไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันอย่างตรงไปตรงมา

ทั้งฝ่ายที่คิดว่าต้องแก้ กับฝ่ายที่บอกว่าไม่ต้องแก้ ไม่ใช่ปัญหาในตัวกฎหมาย เป็นเรื่องของการปฏิบัติ ไล่เรียงมาถึงการโจมตีว่าใครอยู่เบื้องหลังในฝ่ายไหน

แต่เพื่อรักษาอำนาจของตนไว้ฝ่ายที่พยายามเปิดเรื่อง ม.112 มาเป็นเงื่อนไขในการตอบโต้กับพรรคก้าวไกลเองก็ต้องระวังให้ดีว่าการจุดเอากระแสเรื่องนี้ขึ้นมาเล่นอย่างเปิดเผยแบบตรงไปตรงมาเช่นนี้ก็อาจจะเกิด unintended consequences หรือผลที่คาดไม่ถึงที่จะเกิดขึ้นตามมาได้เช่นกัน

ผมจึงเห็นว่าเกมการเมืองในปัจจุบันมาถึงสงครามบทใหม่ที่ไม่ได้มีใครสามารถกำชัยชนะโดยปราศจากความเสียหายได้ง่ายนัก

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์