จาก ‘ชัชชาติ’ ถึง ‘พิธา’

22.05.23 | 09:25 น.

จาก ‘ชัชชาติ’ ถึง ‘พิธา’

22 พฤษภาคม 2566 จะถูกจดบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองที่พรรคกลุ่มฝ่ายประชาธิปไตยนำโดย พรรคก้าวไกลร่วมกับพันธมิตรอีก 7 พรรคการเมือง รวม 313 ส.ส. จะลงนามในเอ็มโอยู เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มี พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย

การลงนามในวันดังกล่าวส่งนัยยะถึงวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการของ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เมื่อช่วงเวลาประมาณ 16.30 น.

ดังนั้น การทำเอ็มโอยู จะเริ่มในเวลา 16.30 น. รังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล บอกว่า “เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่านี่คือการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์จากเดิมที่เป็นวันที่ทำให้ประเทศไทยถอยหลัง แต่เราจะเริ่มต้นกันใหม่เพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลับไปอยู่จุดเดิมอีก”

นอกจากวันดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 ครบ 1 ปีพอดี เป็นวันที่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ทำแลนด์สไลด์เสียง กทม. ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นการเลือกตั้งหนแรกในรอบ 9 ปี เสียงของคน กทม.เทใจเทโหวตให้ชัชชาติ 1,375,978 คะแนน ขณะที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ในนามอิสระ และเป็นผู้ว่าฯกทม.ที่ พล.อ.ประยุทธ์แต่งตั้งขึ้น เข้ามาลำดับที่ 5 ได้มาประมาณ 2 แสนกว่าคะแนน

Advertisement

ขณะที่วันรัฐประหาร ชัชชาติก็อยู่ในเหตุการณ์ เป็นหนึ่งในนักการเมืองถูกคลุมหัว มัดมือนำไปคุมขังในสถานที่ลับ

เมื่อนำปรากฏการณ์ของคนไทยที่ตัดสินเปลี่ยนผู้นำในสองเหตุการณ์มาเปรียบเทียบกัน เป็นการสะท้อนให้เห็น ไม่ว่าคนกรุงเทพฯ หรือคนทั้งประเทศ ที่กากบัตรในบัตรเลือกตั้งเลือก “คนที่ใช่” เพื่อหวังว่า อะไรจะเปลี่ยนไปจากเดิมและดีกว่าอย่างแน่นอน ไม่พร้อมที่จะให้โอกาส “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ”

ไม่ว่าจะเป็น ชัชชาติจนถึงพิธา ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการฟอร์มทีมรัฐบาล ต่างก็พูดในทำนองเดียวกันหลังประกาศชัยชนะว่า แม้เสียงคะแนนที่ไม่ได้เลือกเขามา ก็พร้อมจะทำหน้าที่เป็นผู้นำของทุกคน

วันนี้ชัชชาติเดินทางจากวันชนะการเลือกตั้งมาจนถึงการทำหน้าที่ผู้ว่าฯกทม.ก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่พร้อมทีมงานอย่างแข็งขัน เสียงวิจารณ์ เสียงต้านที่เข้ามา “ชัชชาติ” พึงปฏิบัติให้เห็นแล้ว เป็นเสียงที่ต้องการให้แก้ไขในทางที่ดีขึ้น ทำให้ปฏิกิริยาต่อต้านจากกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามหรือคน กทม.ที่ตรวจสอบการทำงานยังคงไว้วางใจชัชชาติให้ทำงานต่อไป

เจ้าตัวบอกแล้วว่า เป็นผู้ว่าฯกทม.ทุกวัน ไม่มีวันหยุด

ที่น่าสนใจสำหรับทั้งสองบุคคลพร้อมทีมงาน ชัชชาติเคยบอกว่า ตอนตัดสินใจลงสู้ชิงผู้ว่าฯกทม.ในนามอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมืองตามที่กฎหมายเปิดช่องไว้ ได้ศึกษาวิถีชีวิตของคนกรุงมาหลากรูปแบบ ทั้งรับฟังและดูด้วยตาก่อนจะผันออกมาเป็น 200 นโยบาย พร้อมกับสโลแกนที่ใช้หาเสียงหวังตอบโจทย์ประชาชนว่า “กรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน” หากใครได้ติดตามไลฟ์สดของชัชชาติตั้งแต่เริ่มจนถึงทุกวันนี้ ชัชชาติยอมรับว่า การไลฟ์สดก็ช่วยเติมพลังชีวิตให้คนบางคนที่ล้มแล้วลุกขึ้นมาสู้กับชีวิตใหม่อีกครั้งว่ายังมีหวัง และยังให้คน กทม.หรือคนทั้งประเทศติดตามการทำงานของผู้ว่าฯ ในการเดินถนน ดูการทำงานของคน กทม.ระดับล่าง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทั้งขยะ น้ำท่วม และชีวิตความเป็นอยู่ของคนเก็บขยะ กวาดถนน

เมื่อกล่าวถึง “พิธา” กับองคาพยพของก้าวไกล เปิดศึกการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ว่า พร้อมทำให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม สร้างประเทศที่ “การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต” มาพร้อมกับ 300 นโยบาย ที่พรรคจัดทำขึ้นและมีการเผยแพร่ออกไป นโยบายที่โดดเด่น อาทิ การปฏิรูปกองทัพ การปราบปรามการทุจริต การเปลี่ยนโครงสร้างฝ่ายปกครองครั้งใหญ่ ให้มีการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งประเทศ รวมถึงนโยบายการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทั้งปรับค่าแรงขั้นต่ำและโดยเฉพาะ “นโยบายรัฐสวัสดิการ” ที่พรรคก้าวไกลหวังว่าวันหนึ่งเมื่อทำให้เป็นกฎหมายขึ้นมา ก็จะให้อยู่คู่กับคนไทยไปอย่างยาวนาน

นโยบายเหล่านี้กำลังถูกจัดลำดับ พิธาและก้าวไกลหวังว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงให้มากที่สุด เพราะบอกแล้วทุกคะแนนหรือกว่า 14 ล้านเสียงล้วนอยู่บนศรัทธาและความหวัง ฉากแรกของประวัติศาสตร์ของพรรคก้าวไกลเริ่มถูกนับหนึ่งแล้ว