ทนายสิทธิฯ หวังรัฐบาลใหม่คืนความยุติธรรม สยาม ธีรวุฒิ
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา เวลา 15.30 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF Thailand) จัดเสวนา “4 ปี การบังคับสูญหายสยาม ธีรวุฒิ: เส้นทางการตามหาความยุติธรรมและแนวทางใหม่ใต้ พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย” นำโดย นางกัญญา ธีรวุฒิ แม่ของนายสยาม ธีรวุฒิ, น.ส.มนทนา ดวงประภา ทนายความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, น.ส.พรพิมล มุกขุนทด ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนายรณกรณ์ บุญมี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี น.ส.ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข ดำเนินรายการ (อ่านข่าว แม่ ‘สยาม ธีรวุฒิ’ สะอื้นไห้ ทวงยุติธรรมกลางเวทีเสวนา 4 ปีถูกอุ้มหาย ‘ทำอย่างไรจะหาลูกเจอ?’)
ในตอนหนึ่ง น.ส.มนทนา อธิบายถึงรายละเอียดรายงานของสหประชาชาติที่ได้ส่งหนังสือมายังประเทศไทย รัฐบาลของประเทศลาว รัฐบาลของประเทศกัมพูชา และรัฐบาลของประเทศเวียดนามว่า
‘การบังคับให้บุคคลสูญหายที่เกิดจากการลี้ภัย เกิดขึ้นเพราะความร่วมมือระหว่างรัฐ ซึ่งเป็นรายงานที่มีลายลักษณ์อักษรมาแล้ว และในรายงานยังบอกอีกว่าความร่วมมือระหว่างรัฐอาจจะเกิดขึ้นจากการประสานงานกัน อาจจะเกิดขึ้นจากการช่วยเหลือกัน หรืออาจจะเกิดขึ้นจากการที่อยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไร เพื่อให้เกิดการลักพาตัว’
จากนั้น กล่าวถึงสิทธิที่จะต้องรู้ของครอบครัวผู้สูญหาย มีทั้งหมด 3 ประการ
อย่างแรกคือ สิทธิที่จะได้รู้ข้อเท็จจริง เมื่อเกิดการบังคับให้สูญหายแล้วชะตากรรมเขาอยู่ที่ไหน ที่อยู่เขาอยู่ที่ไหน ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐในการยื่นมือเข้าไปช่วย
อย่างที่สองคือ สิทธิในการได้รับการเยียวยาอันเกิดขึ้นจากการละเมิดสิทธิ หรือ พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาปี 2544
ตัวอย่าง ในกรณีของสยาม ธีรวุฒิ ที่นางกัญญา ธีรวุฒิ มารดา ได้ยื่นหนังสือเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2565 และในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 คณะอนุกรรมการยกคำขอนี้ เหตุผลคือ แม่และสยามไม่ใช่ผู้เสียหาย เพราะไม่ปรากฏแน่ชัดว่าสยามถึงแก่ชีวิต หรืออาจจะมีอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจได้ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2566 ครอบครัวของสยามยื่นอุทธรณ์ต่อคณะอนุกรรมการ โดยเป้าหมายคือ ต้องการให้เยียวยาครอบครัวของผู้สูญเสียตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา
น.ส.มนทนาอธิบายเพิ่มเติมถึง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายว่า มีความท้าทายหนึ่งที่ปรากฎคือ ใน พ.ร.บ.ระบุว่าจะต้องถูกทำให้เสียชีวิต
“ขอถามทุกคนในทีนี้ ว่าถ้าเกิดการบังคับสูญหายเราจะรู้หรือไม่ เราจะพบตัวเขาหรือไม่ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาถูกทำให้เสียชีวิตแล้ว คิดว่าคณะอนุกรรมการอาจจะต้องยืดหยุ่นและเข้าใจบริบทของคำว่า การบังคับให้บุคคลสูญหาย
สิ่งหนึ่งที่คณะอนุกรรมการสามารถนำไปพิจารณาได้คือ ทำให้การบังคับสูญหายถูกรับรู้ว่ามันมีอยู่ บริบทของการลี้ภัยหลังการรัฐประหารในปี 2557 ต้องยอมรับว่ามีข้อเท็จจริงอยู่”
จากนั้น น.ส.มนทนา กล่าวถึง อย่างที่สามคือ เบาะแสเกี่ยวกับการถูกจับกุมตัว กรณีของสยามที่มีการจับกุมตัวที่เวียดนาม และเกี่ยวกับการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ด้วยสัญญาณเตือนความไม่ปลอดภัยของสยาม ทางศูนย์ทนายฯ เห็นว่า ครอบครัวของสยามก็ควรเป็นผู้ที่ได้ค่าตอบแทนตาม พ.ร.บ.ด้วย
“ถ้ารัฐเยียวยาให้กับครอบครัวเหล่านี้รัฐเสียอะไรไหม คำตอบคือ ไม่ ในมุมมองของทนายคือเป็นผลดีกับรัฐด้วยซ้ำ ที่รัฐสามารถตอบนานาชาติ ว่าได้ประกันสิทธิเหยื่อจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับได้ ตามอนุสัญญาของสหประชาชาติในข้อ 8
อย่างที่สองคือ รัฐได้แสดงความก้าวหน้าในการเยียวยาการละเมิดสิทธิโดยการใช้ความพยายามในทุกวิถีทาง เป็นโอกาสที่ดีของรัฐว่าระหว่างที่มีการรอบังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหาย ว่าได้เยียวยาครอบครัวผู้สูญหายอย่างเต็มที่แล้ว สรุปแล้วไม่มีอะไรเสียหายเลย อีกทั้งยังเป็นการแสดงความจริงใจ และเยียวยาต่อครอบครัวพวกเขาในบางส่วนแล้ว แม้ว่าจะยังตามหาตัวไม่เจอ”
น.ส.มนทนา กล่าวต่อไปว่า เมื่อเรารับรู้ถึงสายลมของการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะรู้สึกหรือไม่รู้สึกแต่หลักการของมันมีอยู่ รัฐมีหน้าที่เป็นฝ่ายริเริ่มสืบสวนสอบสวนไม่ใช่ครอบครัว แค่มีมูลเหตุอันควรว่าเกี่ยวข้องกับรัฐก็สามารถทำได้ อยากฝากรัฐบาลใหม่ที่เป็นสายลมของการเปลี่ยนแปลงจริงๆ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับการอบรมจากนักวิชาการแล้ว ทุกคนก็สามารถช่วยกันทำให้เรื่องผู้สูญหายกระจ่างขึ้นมาได้
“ทุกครอบครัวได้ยื่นเอกสารทุกอย่าง ข้อมูลทุกอย่างตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ อยู่ในมือของหน่วยงานรัฐแล้ว อัยการสูงสุด คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หรือกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้ทุกอย่างมีความกระจ่าง ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนถ้ายืนบนหลักการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องเริ่มตั้งแต่วันที่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว” น.ส.มนทนาทิ้งท้าย



