เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม นายณพลเดช มณีลังกา อดีตเลขานุการกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ร้องเรียนต่อ กกต.กรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้ถือหุ้นแทนทั้งหมด 42,000 หุ้น ซึ่งเป็นหุ้นมรดกที่เป็นหุ้นสื่อ โดยกล่าวหาว่านายพิธาถือหุ้นสื่อและผิดกฎหมายเลือกตั้งว่าด้วยการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2569 มาตรา 42 (3) นั้น
หากย้อนไปในช่วงหลังการเลือกตั้งปี 2562 จะเห็นการฟ้องร้องใครถือหุ้นสื่อก็จะผิดไปหมด และถูกปลดจากตำแหน่ง ส.ส.กันในหลายต่อหลายคน แต่ปัจจุบันจากแนววินิจฉัยหลังจากปี 2566 มีคำวินิจฉัยที่เปลี่ยนไปจากในอดีตในทิศทางให้คุณกับผู้ถือหุ้นสื่อ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยแบ่งเป็นสองกรณี คือ
1.การถือหุ้นไม่มากพอที่จะสั่งสื่อได้ ถือว่าไม่ผิด
2.บริษัทไม่ได้ดำเนินการจนมีหลักฐานไม่ได้ดำเนินการสื่อ ถือว่าไม่ผิด
จากกรณีการถือหุ้นไม่มากพอที่จะสั่งสื่อได้ถือว่าไม่ผิดนั้น มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาจากฎีกาหมายเลขคดีแดงที่ ลตสสข 24/2566 ลงวันที่ 2 พ.ค.2566 กรณีถือหุ้นสื่อตามคำวินิจฉัยของศาลได้วางหลักว่า “การถือหุ้นเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ย่อมไม่มีอำนาจสั่งการให้บริษัทเผยแพร่ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมืองได้ การตีความบทบัญญัติของกฎหมายตามลายลักษณ์อักษร การมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเพราะเหตุเป็นผู้ถือหุ้นย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ” จึงถือว่าไม่ผิด
ส่วนกรณีบริษัทไม่ได้ดำเนินการจนมีหลักฐานไม่ได้ดำเนินการสื่อ ถือว่าไม่ผิด มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาจากฎีกาหมายเลขคดีแดงที่ ลต สสข 39/2566 ลงวันที่ 10 พ.ค.2566 ได้ตรวจสอบลึกไปถึงงบการเงินว่าบริษัทไม่ได้ประกอบกิจการและมีรายได้จากสื่อ อีกทั้งมีการตรวจสอบถึง กสทช.ไม่ได้ยื่นต่ออายุต่อ กสทช.ภายหลังได้มีการยกฟ้อง
นายณพลเดชกล่าวว่า จะเห็นว่าทั้งสองคำพิพากษาข้างต้นมีการเปลี่ยนไปแล้วในอดีต “การถือหุ้นสื่อที่ไม่อาจทำให้สื่อช่วยเหลือประชาสัมพันธ์เลือกตั้งได้ย่อมไม่ผิด” ได้ลงรายละเอียดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายการถือหุ้นสื่อการมุ่งประสงค์ร้ายเพื่อให้นายพิธาพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. อันจะส่งผลให้มีผลทางคดีอาญา อันอาจจะส่งผลถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นการอาฆาตมาดร้าย อาจผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หาก กกต.ร้องต่อศาลก็อาจจะกระทำความผิดเข้าตามมาตรา 175 ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท อย่างไรก็ดี อยากบอกนายพิธาว่า หากจะสู้คดีให้สู้ในสองประเด็นนี้ และให้ฟ้องกลับคนร้องเหล่านั้นด้วย

