อุเชนทร์ ชี้ การเอาคืนที่เด็ดขาดที่สุด คือ การจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน วอนหัวคะแนนธรรมชาติทำงานหนัก
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศกิจกรรมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา เกียกกายในช่วงเวลาราว 18.00 น. ซึ่งมีการจัดเวทีเสวนา โดย นายอุเชนทร์ เชียงเสน อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย นายรัฐภูมิ เลิศไพจิตร โฆษกกลุ่มวีโว่
นายอุเชนทร์ กล่าวว่า ความเจ็บปวดของประชาชนครั้งที่แล้ว ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 คือพรรคการเมืองที่ได้เป็นอันดับ 1 หรือพรรคเพื่อไทยไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ตามที่ควรจะเป็น กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เกิดจาก ส.ว. 250 คนที่มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำให้ดุลอำนาจในสภาเสียไป ทำให้ข้อตกลงที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรและหลักการสำคัญ คือ การยอมรับผลการเลือกตั้งถูกทำลาย
“การเอาคืนที่เด็ดขาดที่สุดสำหรับ 4 ปีที่ผ่านมา และการประกันชัยชนะของฝั่งประชาธิปไตย คือ การยืนยันอย่างเหนียวแน่นในการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชนร่วมกันของพรรคฝ่ายค้านเดิม ไม่แตกแยกกันเอง หรือจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ตามแรงกดดันของ ส.ว. รวมไปถึงผู้มีอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
โดยการยืนยันบรรทัดฐานทางการเมืองในระบอบรัฐสภา ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของไทย พยายามทำมาแล้วในสมัยนั้น คือ การให้พรรคอันดับ 1 เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วผู้นำของพรรคนั้นครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” นายอุเชนทร์กล่าว
นายอุเชนทร์กล่าวด้วยว่า ความสำเร็จของการต่อสู้ และการผลักดันในเรื่องนี้ มีการถกเถียงกันมาก ว่าเราควรกดดัน ส.ว.หรือไม่ ซึ่งในเชิงทฤษฎีการต่อสู้แบบไม่ใช้ความรุนแรง คือสิ่งที่เรียกว่าสันติวิธี มีคำอธิบายอยู่ 2 แนวทาง ซึ่งแนวทางแรก คือ เปลี่ยนพฤติกรรมของฝั่งตรงกันข้ามโดยการสร้างเงื่อนไข กดดัน ทำให้เขาทำตามเราแม้เขาไม่อยากทำ ส่วนแนวทางที่ 2 คือ เปลี่ยนทรรศนะของคู่ต่อสู้ให้ยอมรับเป้าหมายของเรา
“คำถามสำคัญ คือ เราสามารถเปลี่ยนคนที่เราด่าเขาทุกวันได้หรือเปล่า ถ้าเราจะเข้าใจเรื่องนี้เราต้องเข้าใจว่าขณะที่เขาเจ้าหน้าที่รัฐ เป็น ส.ว. เขาก็เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ของหลานๆ ซึ่งหลานๆ เหล่านั้นอาจจะเป็นด้อมส้ม เป็นปู่ย่าตายายของหลานๆ ที่กำลังเติบโตเป็นสมาชิกของสมาคมต่างๆ ดังนั้นการทำหน้าที่ของพวกเขาระหว่าง ส.ว. กับหน้าที่อื่นซึ่งเยอะแยะมากมายฐานะคนคนหนึ่งอาจจะขัดแย้งกันได้ แล้วต้องเชื่อในความดีของมนุษย์ว่าพวกเขาเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม การโหวตนายกรัฐมนตรีตามเป้าประสงค์ของผู้แต่งตั้ง หรือตามความคิดของตัวเองก็อาจขัดแย้งที่สายสัมพันธ์ของท่านหรือกับผู้คนอื่นๆได้ “ นายอุเชนทร์กล่าว
นายอุเชนทร์กล่าวว่า ตนอยากเชิญชวนเปลี่ยนใจ ส.ว. ให้ ส.ว. โหวตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคที่ได้คะแนนอันดับที่ 1 และรวบรวมเสียงข้างมากในรัฐสภาด้วยเหตุผล 2 ประการ
ประการแรก คือ เพื่อเป็นการแสดงการยอมรับประชาธิปไตยและผลเลือกตั้งตามครรลอง ให้ไทยออกจากระบบอำนาจนิยมแบบมีการเลือกตั้งอย่างสันติ ออกจากความขัดแย้งที่เผชิญหน้าและจบลงด้วยความรุนแรง อย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา 10 กว่าปีมานี้
“ระบอบอำนาจนิยมที่มาจากการเลือกตั้ง มีทางออกอยู่ 3 ทาง คือ 1.ออกจากระบบนี้ด้วยการปฏิวัติรัฐประหารด้วยความรุนแรง 2.ออกด้วยวิธีที่สันติผ่านการเลือกตั้ง คือมีการเลือกตั้ง ฝ่ายอำนาจเดิมแพ้การเลือกตั้งยินยอมแล้วค่อยๆออกไป ให้เป็นไปตามผลการเลือกตั้ง 3. ก็คือว่าเกิดการต่อต้านจากประชาชนหลังจากการเลือกตั้งแล้วผู้มีอำนาจไม่ยอมรับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าการยอมตามผลการเลือกตั้งเป็นวิธีการออกที่ดีที่สุดของระบอบนี้” นายอุเชนทร์กล่าว
ประการที่สอง 2 คือ สังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมที่เหมาะสมสำหรับการเติบโตอย่างมีคุณภาพของลูกหลานมากกว่าระบอบเผด็จการมาก ไม่ว่าพวกเขาจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร สิทธิเสรีภาพของพวกเขาจะได้รับการคุ้มครอง เขาสามารถตัดสินใจเลือกรัฐบาลที่เขาชอบ และเปลี่ยนรัฐบาลที่เขาไม่ชอบ ไม่พอใจได้ผ่านการเลือกตั้งทุก 4 ปี เขาสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้ด้วยบัตรเลือกตั้งไม่ต้องเผชิญหน้ากับความรุนแรง
“ผมก็อยากเชิญพวกเขามาร่วมเปลี่ยนแปลง ครั้งนี้ผมคิดว่ามันเป็นโอกาสจริง ๆ เป็นโอกาสที่เราจะกลับไปสู่ร่องรอยระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง ถ้าเราไม่สามารถใช้จุดนี้เปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตยได้ เราไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้ามันจะเกิดอะไรขึ้นอีก
อยากฝากพวกหัวคะแนนธรรมชาติด้วยว่าช่วยทำงานต่อกันอีกนิด เพราะผมคิดว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาหัวคะแนนธรรมชาติทำงานที่สำคัญมาก และเปลี่ยนใจคนได้จำนวนมาก ถ้าท่านมี connection กับ ส.ว.ทั้งหลายลองเปลี่ยนใจเขา เหนื่อยนิดหนึ่ง” นายอุเชนทร์กล่าว
นายอุเชนทร์ ยังได้กล่าวถึงโอกาสในการเปลี่ยนแปลงในขณะนี้ว่า วิธีการทำงานของสันติวิธีมีอยู่ 2 แบบแต่ใครจะถนัดวิธีไหนใดว่าไป แต่ในกรณีนี้ อยากให้คิดว่าแม้ที่ผ่านมาจะเกิดอะไรขึ้น ขัดแย้งอะไรกันก็ช่าง แต่ว่าตอนนี้เป็นโมเม้นทางประวัติศาสตร์
“ปี 2549 รัฐประหารกันกี่คนปี 53 ใครวิ่งหลบกระสุนบ้าง อันนี้พูดในฝั่งเสื้อแดง แต่ในอีกฝั่งหนึ่งก็เหมือนกัน เสื้อเหลือง กปปส. ก็มีคนตาย ในความขัดแย้งแบบนี้เราตายกันมาเยอะแล้ว ประชาธิปไตยก็ไม่ไปไหนสักที ฉะนั้น ผมคิดว่ามันเป็นจุดสำคัญ โอกาสเปลี่ยนแปลงที่ดีที่ เป็นโอกาสสำหรับทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่เฉพาะพวกเราเอง แต่สำหรับลูกหลานเราด้วย ถ้าคุณไม่สามารถได้ประโยชน์จากโมเม้นทางประวัติศาสตร์แบบนี้ได้ คุณจะเสียใจ
ฉะนั้นมาพูดวันนี้เพื่อให้เห็นว่านี่เป็นโอกาสและการเปลี่ยนตัวเอง มันเปลี่ยนได้ ผมคิดว่าคุณทำหน้าที่ ส.ว. วันหนึ่งไม่กี่ชั่วโมง เราเป็นพ่อแม่ เราเป็นป้าข้างบ้านของเด็กข้างบ้าน เวลาเรานึกถึงป้าข้างบ้าน เราก็จะมีภาพลักษณ์ที่ไม่มีดี คือ ป้าข้างบ้านชอบเสือก แต่ว่ามันมีโมเม้นป้าข้างบ้านที่เป็นห่วง ฉะนั้นการคิดว่าเราอยู่ตำแหน่งแห่งที่อะไรมันเปลี่ยนเราได้ ผมเชื่อว่าเราเปลี่ยนได้ ผมเชื่อว่า ส.ว. เป็นมนุษย์เหมือนกับผมและเขาเปลี่ยนได้” นายอุเชนทร์ กล่าว
นายอุเชนทร์ กล่าวว่าเราต้องเล่นตามกติกาต่อไป ส.ว. มีเวลาอีกปีหนึ่ง จับมือกันแน่นๆ 313 เสียง ยังไงอีกปีหนึ่งเราจะกลับมาเป็นรัฐบาลของประชาชนอย่างภาคภูมิใจ อย่ายอม ถ้าเรายอมแยกขั้วสลับข้างเมื่อไร เท่ากับว่าสิ่งที่เขาต้องการประสบความสำเร็จ
“ฝากพวกหัวคะแนนธรรมชาติด้วยว่าช่วยทำงานต่อกันอีกนิด เพราะผมคิดว่าในการเลือกตั้งที่ผ่านมา หัวคะแนนธรรมชาติทำงานสำคัญมาก และเปลี่ยนใจคนได้จำนวนมาก ถ้าท่านมี connection กับ ส.ว. ทั้งหลาย ลองเปลี่ยนใจเขา เหนื่อยนิดนึง"
อุเชนทร์ เชียงเสน
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์… pic.twitter.com/St07QokPk4— Matichon Online (@MatichonOnline) May 23, 2023

