หน้าแรก การเมือง นักวิชาการ กร...

นักวิชาการ กระตุกมโนธรรมสำนึก ส.ว. ชี้ ไม่ใช่เรื่อง ‘วิงวอนขอ’ ย้ำฝ่ายปชต.ยึดหลักการให้มั่น

23.05.23 | 22:42 น.

อนุสรณ์ อุณโณ ปลุก สำนึกมโนธรรม ส.ว. ให้กำลังใจม็อบยืนหยัดในหลักการแม้เจอฝ่ายคัดค้าน

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศกิจกรรมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา เกียกกายในช่วงเวลาราว 18.00 น. ซึ่งมีการจัดเวทีเสวนา โดย นายอุเชนทร์ เชียงเสน อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย นายรัฐภูมิ เลิศไพจิตร โฆษกกลุ่มวีโว่

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า การแต่งตั้ง ส.ว. ขัดกับหลักการข้อที่ 1 คือ อำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชน เพราะเราเลือกตัวแทนเราเพื่อไปตัดสินใจในการออกกฎหมายต่างๆ การเลือกนายกรัฐมนตรี คำถามคือ สมาชิกวุฒิสภามีความชอบธรรมมาจากอะไร ในการที่จะลงคะแนนว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี
หลักการข้อที่ 2 คือ มันเป็นอันตรายต่อระบบรัฐสภา ทันทีที่เปิดโอกาสที่ให้คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาแทรกตรงกลาง

รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่นับว่าเป็นประชามติได้ ระดับที่ 1 ในการออกเสียงประชามติ จำกัดการแสดงความเห็น กอรมน. ส่งตัวแทนของตัวเอง 5แสนคนลงทุกหมู่บ้านลงพื้นที่ไปให้ความเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญนี้มันดีอย่างไร คนที่คัดค้านก็ถูกดำเนินคดีไป หลังจากผ่านประชามติแล้ว มันถูกแก้ 2-3 ครั้ง โดยที่ประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ฉะนั้นเราไม่สามารถอ้างได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ ต่อให้ผ่านประชามติ มันก็เป็นการแต่งตั้ง และสรรหา ซึ่งไม่สามารถอ้างได้อยู่แล้ว รศ.ดร.อนุสรณ์อธิบาย

เมื่อถามว่าการที่สมาชิกกวุฒิสภาบางท่านไม่เห็นด้วยกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามมติเสียงข้างมากของประชาชน มีความคิดเห็นอย่างไร ?

Advertisement

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับมโนธรรมสำนึกของ ส.ว. มีสิ่งที่ผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว คุณสามารถแก้ไข้ความผิดพลาดนั้นด้วยตัวของคุณเองโดยที่ไม่ต้องมีใครกดดันด้วยซ้ำไป อย่างที่บอกว่าไม่มีระบบประชาธิปไตยในโลกนี้อนุญาตให้คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งได้มีส่วนในการเลือกผู้นำประเทศ เมื่อคุณมาอยู่อย่างไม่ถูกที่ถูกทาง ควรใช้โอกาสนี้ในการไถ่บาป แต่อย่างน้อยที่สุดก็ควรออกมาแถลงของ ส.ว.จำนวนหนึ่งที่จะยกมือให้กับนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเสนอชื่อ ในจำนวนนั้นมีภาคประชาสังคม หรือภาคประชาชนอยู่

“หลายคนอ้างว่าจำเป็นต้องเป็น ส.ว. เพราะเขาขอมาให้เป็น หรือให้เหตุผลว่าเข้ามาเพื่อที่จะทำให้สิ่งที่เลวร้ายอยู่นั้นไม่เลวร้ายไปกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น ย้อนกลับไปที่มาของ ส.ว.ในรัฐธรรมนูญ 2540 ถูกก่อตัวท่ามกลางการเป็นพันธมิตรของชนชั้นปกครอง ชนชั้นกลาง และชนชั้นสามัญ จนสุดท้ายได้รัฐธรรมนูญ 2540 ส.ว.เลือกตั้งครั้งแรกในปี 2543 ส่วนในปี 2549 ส.ว.ขึ้นเวทีปราศรัย ซึ่งมีส.ว.ที่มาจากภาคประชาชนด้วย เราเห็นการขยับเข้ามาของคนเหล่านี้ แต่เมื่อสภาวะทางการเมืองพลิกผันก็เลยถูกใช้เป็นตัวขจัดคู่แข่งทางการเมืองของตนเอง

มาถึงตอนนี้เราเห็น ส.ว. จำนวนหนึ่งทำเหมือนกับสนับสนุนฝ่ายนี้ ผมไม่แน่ใจ และอ่านเกมมากไปกว่าการที่ใครจะเป็นรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นการขยับตัวครั้งใหญ่ของชนชั้นปกครองในการรับมือกระแสการเปลี่ยนแปลงตอนนี้ สุดท้ายแล้วเขารับฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ หรือยกมือบนฐานของการปรับตัวครั้งใหญ่ของชนชั้นปกครองท่ามกลางการท้าทายที่แหลมคมตอนนี้ที่ต้องจับตาดูให้ดี” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า ต้องการให้ส.ว.โหวตตามเสียงของประชาชน แต่ในระยะยาวเราต้องคิดถึงการมีอยู่ของ ส.ว. ให้จริงจัง ถ้าไปดูตัวแบบ การแต่งตั้งให้มีอำนาจน้อยลง เมื่อปรับแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่กับงบประมาณที่เสียไป งบประมาณที่เราให้ ส.ว.เป็นพันล้านบาท ถ้าแต่งตั้งทั้งหมดหน้าที่ก็จะทับซ้อนกับ ส.ส. สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ สภาผัวเมีย นี่เป็นโจทย์ใหญ่ หรือเราจะยกเลิก ส.ว.ไปเลยหรือไม่ เพราะเดิมทีประเทศไทยก็เคยมีแค่สภาเดี่ยว อีกทางหนึ่งคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอาจจะได้รัฐสภา

“เราอาจจะไม่ต้องเจอคนเราไม่ได้เลือก กลายเป็นเรื่องต้องกราบกราน ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องของการร้องขอ วิงวอน แต่เป็นการกระตุกจิตสำนึกของคนให้ทำสิ่งที่ถูกต้องสักที

เราคาดว่าการส่งดอกไม้ให้เขา แล้วเขาจะมีเมตตากลับมา ผมคิดว่าเป็นการคาดหวังที่สูงเกินไป เราต้องยืนหยัดในหลักการเบื้องต้น ส่วนเงื่อนไขคือท่าทีในการเข้าไป ใช้วิธีการพูด ชักจูงชี้ให้เห็นหลักการว่าเป็นอย่างไร อย่างวันนี้ผมก็คิดว่าเป็นสิ่งที่เรายิ่งต้องยืนยันว่าเราไม่ยอมติดกับดักเพียงแค่ชัยชนะเฉพาะหน้า โดยการละเลยในหลักการ ฉะนั้นผมขอให้กำลังใจทุกคนท่ามกลางกระแสไม่เพียงแต่ฝ่ายตรงข้ามแต่รวมไปถึงฝ่ายเดียวกันเองด้วย” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว