‘พิธา’ ถกทีม ส.อ.ท. ปมร้อนเศรษฐกิจ รับปากไม่ขึ้นค่าจ้างแบบกระชาก-ลดค่าไฟ70สตางค์

24.05.23 | 06:10 น.

‘พิธา’ ถกทีม ส.อ.ท. ปมร้อนเศรษฐกิจ รับปากไม่ขึ้นค่าจ้างแบบกระชาก-ลดค่าไฟ 70 สตางค์

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนำคณะ เข้าหารือกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. พร้อมผู้บริหาร ส.อ.ท. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ อาทิ นโยบายค่าแรง 450 บาทต่อวัน นโยบายปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้า การพัฒนาเอสเอ็มอี การปรับกฎเกณฑ์การดูแลของภาครัฐให้สะดวกขึ้น ซึ่งบรรจุอยู่ในเอ็มโอยูจำนวน 23 ข้อ ของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล นายพิธาให้สัมภาษณ์ก่อนการหารือว่า ประเด็นการออกเสียงสนับสนุนตนเป็นนายกรัฐมนตรีของ ส.ว.ขณะนี้ยังไม่มีปัญหา ส่วน ส.ว.ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ แกนนำพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมพยามเจรจาพูดคุยกันอยู่ สำหรับนโยบายการปรับขึ้นค่าแรง เอสเอ็มอี จะนำไปคุยกับพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรง แต่ในเรื่องอัตราค่าจ้างอาจจะค่อนข้างกระชาก แต่ก็จะนำไปพิจารณากัน

จากนั้นนายพิธาให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า ภาคเอกชนได้สอบถามนโยบายพรรคร่วมรัฐบาล ด้านพลังงาน กฎหมายที่อาจล้นเกิน การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น สำหรับเรื่องค่าแรงได้คุยกันในภาพรวม ซึ่งค่าแรงที่เหมาะสมทางพรรคได้อธิบายให้ ส.อ.ท.สบายใจว่าไม่ได้มองเพียงด้านเดียว ต้องช่วยผู้ประกอบการด้วย อาทิ การลดภาษีให้ธุรกิจเอสเอ็มอี การให้ธุรกิจหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าเป็นเวลา 2 ปี

“กรอบตัวเลขค่าแรง พรรคก้าวไกลยังคงไว้ที่ 450 บาท และต้องหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งมีกรอบตัวเลขที่ต่างกัน รวมถึงหารือเครือข่ายแรงงาน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยืนยันจะไม่ปรับขึ้นแบบกระชาก โดยเห็นตรงกันว่าต้องขึ้นตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ ประสิทธิภาพแรงงาน ซึ่งในช่วง 8-9 ปี การปรับขึ้นค่าแรง 1% จีดีพีโต 2% ประสิทธิภาพแรงงานขึ้น 3% ไม่อยากเห็นตัวเลขแบบนั้นอีก ทั้งนี้ จะใช้กลไกคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคีพิจารณา” นายพิธากล่าว

นายพิธากล่าวว่า ประเด็นโครงสร้างไฟฟ้ายังมีความเห็นไม่ตรงกัน เช่น กรณีของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ผ่านความเห็นชอบแผนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 1 หมื่นเมกะวัตต์ อาจต้องชะลอออกไปก่อน รัฐบาลชุดใหม่จะเข้าไปพิจารณาอีกครั้ง นอกจากนี้ จะเข้าไปตรวจสอบว่ามีปัญหาผูกขาดเพื่อลดปัญหาในระยะยาว ส่วนปริมาณสำรองไฟฟ้าต้องอยู่ในหลักคิดของความมั่นคงพลังงานและต้นทุนการผลิตที่สมดุล ไม่ใช่มองเฉพาะความมั่นคงด้านพลังงาน แต่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่ม ส่วนตัวเลขที่เอกชนขอให้ลดค่าไฟฟ้า 70 สตางค์ต่อหน่วย ก็มีความเป็นไปได้ จากปัจจุบันเก็บอยู่ 4.70 บาทต่อหน่วย เพราะขณะนี้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ปรับลดลงมามาก

Advertisement