หน้าแรก การเมือง ‘กัณวีร์’ ลั่...

‘กัณวีร์’ ลั่น ถึงเวลายกระดับ ‘จุดยืนการทูตล้าหลัง’ ถ้า รปห.ได้ทุกเมื่อ ใครจะอยากมาลงทุน ?

24.05.23 | 15:47 น.

‘กัณวีร์’ ลั่น ถึงเวลายกระดับ ‘จุดยืนการทูตล้าหลัง’ เป็นผู้นำในเวทีโลก แนะเน้นพหุภาคี ถ้า รปห.ได้ทุกเมื่อ ใครจะอยากมาลงทุน ?

เมื่อวันที่ 24 พฤภาคม ผู้สื่อข่าวรายงาน นายกัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคและ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเป็นธรรม ให้สัมภาษณ์กับทาง ‘มติชนทีวี’ ในเรื่องของการยกระดับบทบาทไทยในเวทีโลก โดยระบุว่า ถึงเวลาเปลี่ยนบทบาทการเป็นผู้นำของประเทศไทยในเวทีโลก ควบคู่กับการปกป้องสิทธิมนุษยชน พร้อมชี้ว่าจุดยืนการทูตไทยล้าหลังอย่างมาก ยังย่ำอยู่ในสมัยสงครามเย็น

นายกัณวีร์กล่าวว่า เราไม่ได้หวังและไม่เคยต่อรองในเรื่องตำแหน่ง เราต่อรองเพียงเรื่องเดียว คือขอให้เราทำงาน ให้เราไปทำอะไรก็ได้ เป็นมดงานก็ได้ เรื่องการต่างประเทศเราก็สามารถ เพราะจุดยืนทางด้านการต่างประเทศของไทย กระบวนทัศน์ในมุมมองของจุดยืนทางการทูตไทยล้าหลังอย่างมากและยังคงย่ำอยู่กับตอนสมัยสงครามเย็น ยังไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นผู้นำบทบาทในเวทีระหว่างประเทศได้

“ในต่างประเทศ เวทีโลกอื่นๆ โลกเสรีประชาธิปไตย นโยบายการต่างประเทศเป็นนโยบายหลักๆ ของประเทศ แต่ผมยังไม่เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญในเรื่องนโยบายการต่างประเทศอย่างดีพอ เราชอบพูดถึงความภูมิใจในตัวเอง มั่นใจมากในเวทีโลก แต่ตัวเองยังไม่สามารถทำให้ตัวเองมีความมั่นใจได้ แล้วเราจะเป็นผู้นำได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเราจะต้องเปลี่ยนบทบาทการเป็นผู้นำของเราในเวทีโลกให้ได้

“ไม่ใช่ว่าเรามีแค่ที่เดียวและเราก็จะถ่อมตัว ไม่ใช่ ถึงแม้เรามีหลายที่ก็ตาม เราจะบอกทุกคนว่าถ้าให้เราไปทำงานในสิ่งที่เราถนัด เราทำงานในสิ่งที่เราสามารถเสนอ สนอง ให้กับความต้องการของประชาชน ความต้องการของประเทศนี้ ในการจะดึงประเทศนี้ขึ้นไปอยู่เวทีโลกได้ เราทำหมด” นายกัณวีร์กล่าว

Advertisement

นายกัณวีร์กล่าวว่า ด้านจุดยืนทางการทูตของไทย ยังอยู่ในกรอบทวิภาคีทางด้านอนุรักษนิยม และอิงความมั่นคงเป็นหลัก คือ เราชอบดีลกับประเทศมหาอำนาจ แต่เรามองไม่เห็น เพราะถ้าเราจะดีลเฉพาะทวิภาคีอนุรักษนิยมและอิงความมั่นคงเป็นหลักจะไม่ทำให้เราเป็นผู้นำได้ เราจะเป็นผู้ตามตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจุดยืนทางการทูตของไทยจำเป็นต้องเปลี่ยน ต้องเน้นที่พหุภาคี เรื่องเกี่ยวกับ soft approach โดยใช้สิทธิมนุษยชนหรือมนุษยธรรมนำหน้า

“ถ้าเราสามารถแสวงหาความเป็นผู้นำในกรอบพหุภาคี เน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม เราจะสามารถมีบทบาท มีจุดยืนในเวทีโลกได้ว่าเราเป็นผู้นำในเรื่องต่างๆ การเป็นผู้นำใน soft approach พวกนี้ ถึงแม้ว่าเงินทองมันจะไม่เหมือนกับความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ มันมีผลตามมาเยอะ ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลกเราจะเยอะขึ้น และการลงทุนจะมาเอง

ถ้าเราไม่มีเครดิตบิลิตี้ อย่าไปพูดกับใคร ประชาธิปไตยประเทศไทยยังไม่มี เราจะไปพูดประเทศไหนได้ ใครจะมาลงทุนในประเทศไทยเรา วันพรุ่งนี้ก็อาจจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้น“ นายกัณวีร์กล่าว

นายกัณวีร์กล่าวต่อว่า หากเราสามารถสร้างความเป็นผู้นำในกรอบพหุภาคีได้ เราจะเน้นในเรื่อง อาทิ ผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ สิทธิพลเมือง เรื่องเกี่ยวกับการอุ้มซ้อมทรมาน ถ้าเราสามารถแสวงหาความเป็นผู้นำได้ แต่เราช้าไปหน่อย เราให้สัตยาบันอนุสัญญาเรื่องเกี่ยวกับการต่อต้านการอุ้มซ้อมทรมานนานหลาย 10 ปีแล้ว แต่วัฏจักรของสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยเราไม่รู้

“เราให้สัตยาบันกับอนุสัญญานี้ แล้วก็นั่งนิ่งๆ บอกนี่ฉันอนุวัตแล้ว ฉันเป็นภาคีแล้ว จนกระทั่งปัญหามันเกิดขึ้นตรงที่ทางตำรวจไปอุ้มซ้อมแล้วก็มีคนเสียชีวิต เราก็เลยอนุวัตกฎหมาย นี่แหละที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเป็นผู้นำในเวทีระหว่างประเทศได้”

“สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่ทุกประเทศจะต้องแสวงหาจุดร่วม หลังจากนั้นเราต้องทำการคุ้มครอง และการพัฒนา มันคล้ายกับ MOU ที่เรามีตอนนี้ เราเห็นร่วมว่าอันนี้เป็นสิทธิมนุษยชน หลังจากนั้นเราต้องคุ้มครอง โดยการแต่ละประเทศจะต้องไปอนุวัตกฎหมายตามที่คุณให้สัตยาบันไว้แล้ว มันจะเป็นการพัฒนาต่อไป สถานการณ์เปลี่ยนทุกอย่างต้องเปลี่ยน”

“ประเทศไทยเราแสวงหาแนวร่วม เคารพ คือ ไปลงนามกับเขาแล้วลืมคุ้มครอง จนให้สถานการณ์มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นประเทศไทยต้องแสวงหาการเป็นผู้นำในกรอบพหุภาคี ถ้าเรามีความรู้ในด้านนี้จริงๆ มันจะทำให้เราพุ่งสู่นู่น เหมือนเป็นซินเดอเรลล่า” นายกัณวีร์กล่าว