ส่อง‘ส.ว.3กลุ่ม’ โหวต‘พิธา’นายกฯ
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณี นายวันชัย สอนศิริ ส.ว. ระบุว่า ส.ว.แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ส.ว.ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกหรือไม่เลือกตามที่ปรากฏเป็นข่าวแต่ไม่มากนัก กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ โดยบอกว่าขอรอเวลาก่อน และกลุ่มที่ 3 อยู่ในระหว่างการพิจารณา และจะไปตัดสินใจในวันโหวตนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี

ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช
สำหรับ ส.ว.ตอนนี้ผมคิดว่าน่าจะมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มซึ่งแสดงเจตจำนงว่าจะลงคะแนน หรือโหวตให้ตามฉันทานุมัติของประชาชน ซึ่งกลุ่มนี้ ณ เวลานี้น่าจะมีไม่เกิน 20 คน และมีโอกาสเพิ่มเติมขึ้นอีกได้เล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับอีก 2 กลุ่มก็ยังน้อยอยู่ ในขณะที่กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มซึ่งจะ “โหวตโน” ไม่รับชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ และไม่สนับสนุนรัฐบาลพรรคก้าวไกล ในขณะที่กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มที่จะ “โนโหวต” ลงคะแนนเสียง “งดออกเสียง” บางท่านอาจจะใช้คำว่าปิดสวิตช์ตัวเอง แต่ก็คือสิ่งเดียวกัน ดังนั้น กลุ่มที่ 2 กับ 3 รวมกัน ยังคงมากกว่ากลุ่มที่ 1 มีแนวโน้มที่ ส.ว.จะลงคะแนนออกมาในลักษณะแบบนี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้มีความคิดเรื่องปิดสวิตช์ ส.ว. โดยการใช้เสียงจากสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แต่ก็ต้องบอกว่าไม่ง่าย เพราะวันนี้ถ้าเราดูเสียงของสภาผู้แทนราษฎร ทางพรรคก้าวไกลอยู่ที่ประมาณ 313 เสียง ถึงแม้จะได้เสียงจากบรรดาพรรคเล็กพรรคน้อยมาเพิ่มเติมอีกก็ไม่เกิน 320 เสียง เพราะพรรคขนาดกลางอย่างภูมิใจไทยก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่สนับสนุน ซึ่งภูมิใจไทยมีอยู่ถึงประมาณ 70 ที่นั่ง ในขณะที่รวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา แม้ว่ายังมีท่าทีที่ไม่ชัดเจน แต่ก็มีแนวโน้มไปในทางที่จะไม่โหวตให้มากกว่า ดังนั้น การจะใช้เสียง ส.ส.เพื่อปิดสวิตช์ ส.ว.ก็คงจะเป็นไปได้ยาก จึงต้องอาศัยเสียง ส.ว. ซึ่ง ส.ว.ในกลุ่มที่ 1 ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 20 เสียง เต็มที่ที่สุดก็คงไม่เกิน 30 ถ้า 30 ส.ว.+313 ส.ส. ที่จะร่วมรัฐบาลก้าวไกล หรืออาจจะไปได้ถึง 320 ก็ตาม บวกกันแล้วก็ยังเพียงแค่ 350 ยังไม่เกินกว่า 375 เสียงขึ้นไป
เพราะฉะนั้น เมื่อเสียงยังไม่ถึง 376 เสียง โอกาสที่จะได้รับการโหวตก็คงจะไม่ง่ายเหมือนกัน วันนี้จึงเห็นพรรคก้าวไกล พยายามใช้กลไกต่างๆ ในการที่จะขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเรื่องของ MOU ไม่ว่าจะคณะทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลง หรือ Transition team คณะทำงานเจรจากับทาง ส.ว. ซึ่งกลไกลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นเหมือนกันว่า ก้าวไกลเองก็ยังมีความไม่มั่นใจในกติกาและสถานการณ์ทางการเมือง รวมทั้งยังไม่มั่นใจว่าพลังทางสังคมจะกดดัน ส.ว.ได้เพียงพอหรือไม่ อันที่จริงกลไกเหล่านี้เราก็ต้องยอมรับว่าเป็นมิติใหม่ทางการเมืองที่น่าสนใจ เอามาใช้เป็นครั้งแรกและไม่เคยมีในการเมืองไทยมาก่อน แต่กลไกเหล่านี้ก็สะท้อนภาพความไม่มั่นใจดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน
วันนี้แม้ว่าใน MOU จะไม่มีการพูดถึง ม.112 ก็ตาม แต่อย่าลืมว่าประเด็นอื่นที่ ส.ว.จะหยิบยกก็ยังคงมี ไม่ว่าจะเป็นประเด็นนายพิธาถือครองหุ้นสื่อ หรือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล มาครอบงำพรรค หรือประเด็นอื่นๆ ที่จะตามมาอีกมากมาย ดังนั้น ผมไม่คิดว่าประเด็น ม.112 จะเป็นสิ่งที่เมื่อไม่พูดถึงแล้วจะทำให้ ส.ว.จำนวนหนึ่งนั้นเปลี่ยนใจมาสนับสนุนพรรคก้าวไกล ในทางกลับกันประเด็นเรื่อง ม.112 เป็นหลุมพรางทางการเมืองด้วยซ้ำไป ที่ทาง ส.ว.พยายามใช้เกมนี้เพื่อที่จะทำให้พรรคก้าวไกลมาตกหลุมพราง เพื่อทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “โมเมนตัมทางการเมือง” หรือแรงเหวี่ยงกลับทางการเมืองกับพรรคก้าวไกล
สิ่งที่เป็นปัจจัยท้าทายสำหรับก้าวไกลในเวลานี้ ผมว่ามี 3 เรื่องคือ 1.การแบกรับความคาดหวังของประชาชน ซึ่งอันนี้หนักมาก การแบกรับตรงนี้มีโอกาสที่จะทำให้เกิด “แรงเหวี่ยงกลับทางการเมืองได้” เช่น กรณีพรรคชาติพัฒนากล้า ก็เป็นสิ่งที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เป็นฟีดแบ๊ก หรือผลสะท้อนกลับจากโมเมนตัมทางการเมืองตรงนี้ด้วยอยู่เหมือนกัน ดังนั้น เกมเรื่อง ม.112 ก็จะทำให้เกิดการตกหลุมพราง โดย ส.ว.อาจจะวางเกมเหล่านี้เอาไว้ เพราะท้ายที่สุดถึง ม.112 ไม่ผ่าน หรือไม่ได้มีการใส่ใน MOU ก็ตาม ก็จะมีเรื่องอื่นที่ถูกหยิบยกอยู่ดี
ความท้าทายประการที่ 2 ของก้าวไกลคือวิธีคิด หรือวิถีปฏิบัติทางการเมืองของพรรคก้าวไกล แน่นอนว่ามีหลายอย่างที่น่าสนใจ มีแนวคิดใหม่ๆ เป็นมิติใหม่ทางการเมือง แต่ ณ วันนี้เราอยู่ในช่วงเวลาประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมีทั้งสิ่งที่เก่าก็ไม่ใช่ ใหม่ก็ไม่เชิง ดังนั้น ความคิดของก้าวไกลจะขับเคลื่อนกับคนที่ยังคงมีความคิด หรือกรอบแบบเก่าได้หรือไม่ เช่น พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน เรื่องกระทรวง โควต้ารัฐมนตรี ผลประโยชน์ทางการเมือง หรือแม้กระทั่งการเมืองแบบไทยๆ เราอาจจะเรียกว่าเป็นการเมืองแบบพรรคเดียวกันแต่คนละพวก หรือพวกเดียวกันแต่คนละพรรค ซึ่งนั่นทำให้การดีลในระดับมุ้งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะก้าวไกลอาจะดีลในระดับพรรคได้ วันนี้เราเห็น MOU เห็นการแถลงข่าวระดับพรรค แต่อย่าลืมว่าแต่ละมุ้ง มีจุดยืนที่ต่างกัน ถ้าดีลระดับมุ้งไม่ได้ ดีไม่ดีอาจจะเห็นฟรีโหวตในการเลือกนายกฯ
3.ความท้าทายเรื่องของระบบราชการ สมมุติก้าวไกลได้รัฐบาลจริงๆ สุดท้ายก็ต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่าพรรคข้าราชการ ซึ่งฝ่ายการเมืองทุกยุคสมัยเผชิญมาหมด ไม่ว่าจะเป็นเกียร์ว่าง วางยา สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยท้าทายต่อการจัดตั้งรัฐบาลก้าวไกลเยอะ
ส.ว.ถ้าจะโหวตสวน หรืองดออกเสียง ในเบื้องต้นรอบแรกจะยังไม่มีการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เชื่อว่าจะมีชื่อนายพิธาคนเดียว เพื่อให้การโหวตตรงนี้ไม่ผ่าน ไม่ว่าจะเป็น ส.ว.สายลุงตู่ ลุงป้อมก็ตาม โอกาสที่จะโหวตไปในทางงดออกเสียงหรือไม่รับชื่อนายพิธา มีความเป็นไปได้สูงที่สุด แต่ผมเชื่อว่ากลุ่มโนโหวตจะมากกว่า กลุ่มที่รองลงไปคือกลุ่มโหวตโน ส่วนกลุ่มโหวตรับไม่น่าจะเกิน 30 เสียงใน ส.ว. ผมเชื่อว่าในรอบที่ 1 จะไม่มีชื่อใครนอกจากชื่อนายพิธา ส่วนถ้านายพิธาโหวตไม่ผ่าน ในรอบต่อๆ ไปอาจจะเริ่มมีชื่อคนอื่นๆ แล้ว เช่น อาจจะมีแคนดิเดตจากเพื่อไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ เป็นไปได้หมด อย่าลืมว่าวันนี้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเกมเสี้ยมระหว่างแดงกับส้ม อาจจะเป็นโอกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นมาในภายหลังได้หรือไม่ จริงอยู่ว่าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์กับขั้วรัฐบาลเดิมมีอยู่ 181 ที่นั่ง อาจจะเป็นเสียงข้างน้อย แต่ถ้ารวมกับ ส.ว.จะเป็น 431 ที่นั่ง เขาสามารถปักธงนายกฯได้ไม่ยาก แต่ปัญหาใหญ่คือเขาจะเดินต่ออย่างไรภายใต้รัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่เราก็ไม่ควรจะปิดทางนี้ มีโอกาสพลิกเกมได้ท่ามกลางกระแสเกมเสี้ยมนั่นเอง เราจึงไม่ควรประมาท
หรือแม้การพลิกกลับขึ้นมาตั้งรัฐบาลของเพื่อไทย ก็เป็นไปได้หมด รอบแรกคงไม่มีการเสนอชื่อแข่ง แต่ถ้าโหวตไม่ผ่านรอบที่ 2 ก็เป็นความชอบธรรมของเพื่อไทย หรือแม้กระทั่งถ้าสูตรไพบูลย์โมเดลเกิดขึ้นจริง ส.ส.ไหลมาเพื่อไทย ก็จะยิ่งทำให้เพื่อไทยมาเป็นพรรคอันดับ 1 ด้วย ตรงนี้จริงๆ ก็ต้องบอกว่าปรากกฏในแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยด้วยเหมือนกันที่บอกว่า เพื่อไทยเคารพในเสียงของพรรคที่ได้อันดับ 1 ดังนั้น ถ้าวันหนึ่งพรรคเพื่อไทยได้เป็นอันดับ 1 พรรคก้าวไกลก็ต้องเคารพในหลักการนี้เหมือนกัน หลายคนบอกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยอาจจะได้รับความนิยมน้อยลง หรือว่าอาจจะตกต่ำเหมือนกรณีประชาธิปัตย์ ผมว่าไม่เหมือนกัน ประชาธิปัตย์มีปัญหาโครงสร้างภายในด้วย แต่เพื่อไทยปัญหาภายในไม่มีเหมือนประชาธิปัตย์ ขณะเดียวกันคนที่เลือกเพื่อไทยสนับสนุนแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย เขาไม่ได้สนับสนุนก้าวไกลอยู่แล้ว ดังนั้น เสียงตรงนี้จึงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร ในขณะเดียวกัน เจตจำนงร่วมของเพื่อไทยกับก้าวไกลคือสิ่งเดียวกัน คือการต้านรัฐประหาร ไม่เอาเผด็จการ สนับสนุนประชาธิปไตย ไม่เอา 2 ลุง ซึ่งไม่ได้ส่งผลเสียหายอะไรมากนัก แต่ถ้าเพื่อไทยไปยกมือให้ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างนี้จึงจะเสียหาย ดังนั้น จึงไม่น่ากังวลในสมการที่ถ้าเพื่อไทยจะขึ้นมาจริงๆ ซึ่งจุดที่จะชี้วัดได้ประการหนึ่ง คือการเลือกประธานสภา อันจะเกิดขึ้นก่อนการเลือกนายกรัฐมนตรี ตอนนี้ก็มีปัญหาระหว่างเพื่อไทยกับก้าวไกลอยู่
ในเวลานี้ผมคิดว่ากลไกที่ก้าวไกลวางไว้ ไม่ว่าจะเป็น MOU คณะทำงานเปลี่ยนผ่าน เรื่องคณะทำงานเจรจากับ ส.ว. ก็เป็นกลไกที่น่าจะขับเคลื่อนไปได้ หลังจากนี้คงต้องอาศัยการพูดคุยทางการและไม่เป็นทางการ อาศัยความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เป็นทางที่สามารถขับเคลื่อนไปได้ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่ได้เป็นความตั้งใจ เพราะก้าวไกลอยากเห็นการเมืองใหม่ แต่ด้วยความที่เราอยู่ในระยะประชาธิปไตยเปลี่ยนผ่าน บางเรื่องก็ต้องใช้วิธีการแบบไม่เป็นทางการอยู่เหมือนกัน เพราะสิ่งสำคัญอันหนึ่งคือ การเมืองเป็นเรื่องของการแสวงหามิตร เราเคารพในเสียงข้างมาก เจตจำนงของประชาชน นั่นเป็นหลักการที่ดีและถูกต้อง แต่ในขณะที่อีกด้านเราก็ต้องรับฟังเสียงข้างน้อยด้วย

สมชาย ปรีชาศิลปกุล
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่
การโหวตนายกรัฐมนตรี ต้องใช้เสียง ส.ส. 500 คน ส.ว.อีก 250 คน รวมเป็น 750 คน โดยโหวตเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 376 คนขึ้นไป ซึ่งการทำ MOU จัดตั้งรัฐบาล มีเพียง 8 พรรคการเมือง รวม 313 เสียงเท่านั้น ยังขาดอีก 63 เสียง แม้มี ส.ว.บางส่วนกว่า 20 คน ประกาศสนับสนุนนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แต่ไม่มีหลักประกันว่า เมื่อถึงเวลาเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ส.ว.ที่ประกาศสนับสนุน จะโหวตหรือลงคะแนนให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หรือไม่ เพราะการเมืองสามารถเปลี่ยน หรือพลิกผันได้ตลอดเวลา
ส่วนตัวมองว่า ส.ว. 250 คน มาจากอำนาจและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน จึงไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนอย่างใด ไม่น่ามีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต่างจาก ส.ส.ที่มาจากเลือกตั้งประชาชนโดยตรง ดังนั้น จึงเป็นตัวแทนประชาชนโดยชอบธรรม ถ้าโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ส.ว.ควรโหวตตามเสียงข้างมากของ ส.ส. ไม่ใช่ฝืนมติ หรือสวนกระแสประชาชน ถ้า ส.ว.งดออกเสียง เท่ากับไม่เห็นชอบให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
สังคมควรร่วมกันกดดันให้ ส.ว.ลาออก ไม่ให้มีความหมายใดๆ อีก เหมือนสมัยจอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ประชาชนกดดันให้ สนช.ลาออกเพื่อล้มการยึดอำนาจจากรัฐประหารซึ่งประเทศมีบทเรียนในช่วง 14 ตุลาคม ที่เป็นบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์มาแล้ว หาก ส.ว. 250 คน ลาออก 150 คน เหลือ ส.ว.เพียง 100 คน เท่ากับว่าเหลือ ส.ส.และ ส.ว. ในรัฐสภาเพียง 600 คน แต่พรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค มี ส.ส. 313 คน สามารถโหวตเลือกนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีได้ทันที ไม่ต้องขอเสียง ส.ว.สนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีก ซึ่งแนวทางดังกล่าว น่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อจัดการ ส.ว.ที่มาจากการทำรัฐประหารยึดอำนาจไม่ให้มีบทบาทเลือกนายกรัฐมนตรีอีก ซึ่ง ส.ว.ที่แต่งตั้งมากว่า 5 ปีได้เสวยสุข และได้รับค่าตอบแทน สวัสดิการมากพอแล้วไม่ควรยึดติดตำแหน่ง อำนาจ ผลประโยชน์ใดๆ อีก
ส่วนการทำ MOU 8 พรรคร่วมรัฐบาล 23 ข้อ และแนวทางปฏิบัติอีก 5 ข้อนั้นสนับสนุนข้อแรก คือ ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมตรวจสอบ ติดตามอย่างโปร่งใส ที่สำคัญต้องให้สิทธิเสรีภาพประชาชน ยึดหลักสิทธิมนุษยชนตามอารยประเทศ พร้อมกำหนดที่มา ส.ว. ต้องมาจากเลือกตั้งประชาชนหรือ ส.ว.จังหวัดอีกครั้ง บางส่วนอาจมาจากการสรรหา อาทิ ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวขาญด้านกฎหมาย นักวิชาการรัฐศาสตร์และการปกครอง เพื่อช่วยกลั่นกรองกฎหมาย ยกร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ส่วนสัดส่วน ส.ว.ที่มาจากเลือกตั้ง หรือสรรหา ยังมีเวลาพูดคุย ถกเถียงเจรจาอีกหลายเวที
แต่เรื่องเร่งด่วน ประชาชนต้องร่วมใจกดดัน ส.ว.ฝั่งประชาธิปไตย และยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกใคร โหวตให้นายพิธาได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจโดยชอบธรรม เป็นเรื่องแรกก่อนเข้าไปบริหารจัดการประเทศตามบันทึก MOU ต่อไป

