4ปี ‘สยาม ธีรวุฒิ’ อยู่ที่ไหน? เปิด พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ความหวังถึงรัฐบาลใหม่ บนสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง

25.05.23 | 12:30 น.
4ปี‘สยาม ธีรวุฒิ’อยู่ที่ไหน? เปิด พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ความหวังถึงรัฐบาลใหม่ บนสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง

4ปี‘สยาม ธีรวุฒิ’อยู่ที่ไหน?
เปิด พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ความหวังถึงรัฐบาลใหม่
บนสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง

(จากซ้าย) ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข, กัญญา ธีรวุฒิ, มนทนา ดวงประภา, พรพิมล มุกขุนทด และรณกรณ์ บุญมี

หายสาบสูญโดยไม่ทราบชะตากรรมไปนานถึง 4 ปีเต็ม สำหรับ สยาม ธีรวุฒิ นักกิจกรรมผู้ลี้ภัยทางการเมืองไปยังเวียดนาม ก่อนอันตรธานหายไปโดยแทบไม่มีความคืบหน้าใดๆ ให้ครอบครัวมีหวัง แม้เพียงล่วงรู้ว่าชะตากรรมของเขาเป็นเช่นไร

ในขณะที่ ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 ให้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 พ.ศ.2566 ขัดรัฐธรรมนูญ โดยการอ้างเหตุความไม่พร้อมด้านงบประมาณและบุคลากร ไม่เข้าเงื่อนไขในการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว

พูดง่ายๆ คือ ศาลตีตก พ.ร.ก. ‘ยื้อ’ กฎหมายป้องกันทรมานฯ ดังนั้น ตำรวจต้องบันทึกภาพวิดีโอตอนจับและคุมตัว ไม่อาจอิดออด

ย้อนไปเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา งานรำลึก 4 ปีการสูญหายของสยาม ธีรวุฒิ จัดขึ้นที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา มากมายด้วยกิจกรรมทั้งดนตรี การแสดงละคร และอีกหลากหลาย รวมถึงวงเสวนา ‘4 ปี การบังคับสูญหาย สยาม ธีรวุฒิ : เส้นทางการตามหาความยุติธรรมและแนวทางใหม่ใต้ พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย’ โดย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข ดำเนินรายการ

Advertisement

ฉากสะเทือนใจในชีวิตจริงเกิดขึ้นบนเวที เมื่อ กัญญา ธีรวุฒิ แม่ของสยามถึงกับร่ำไห้

“ปีหน้าก็จะครบ 5 ปีแล้ว ก็มีแต่น้ำตาที่ให้คำตอบ คงไม่เจอ หายไปจากชีวิตแม่จริงๆ” นางกัญญาสะอื้น และกล่าวทั้งน้ำตาว่า อยากได้ลูกกลับคืนมา เสียน้ำตาแทบทุกวัน

“เอาเถอะ สักวันคนที่ทำพบความสูญเสียแบบเรา คุณคงต้องหลั่งน้ำตาเหมือนเรา หายไป 4 ปีแล้ว เขาจะยิ้มไหม หัวเราะไหม จะทำอย่างไรให้หาสยามเจอ”

รัฐคือที่พึ่งเดียวเหยื่ออุ้มหาย
ญาติรวมหลักฐานยากเข็ญ
ยกเคส ‘สยาม-สุรชัย’

บนเวทีเดียวกัน พรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เผยว่า เคสที่เกี่ยวข้องกับการซ้อมทรมานให้รับสารภาพและบังคับบุคคลสูญหายมีความยากลำบากในการรวบรวมหลักฐานต่อสู้คดีเป็นอย่างมาก จะสร้างภาระให้เหยื่อและญาติ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายที่บังคับใช้เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เคสของนางกัญญา ธีรวุฒิ และป้าน้อย ภรรยานายสุรชัย แซ่ด่าน ก็มีการไปยื่นเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษที่ศูนย์อัยการ โดยในหนังสือจะกล่าวถึงเหตุการณ์เบื้องต้นว่าเกิดอะไรกับคุณสยามหรือคุณสุรชัย แซ่ด่านบ้าง ระบุไปในหนังสือร้องทุกข์

“ใส่รายละเอียดเรื่องข้อหา กล่าวถึงผู้กระทำความผิดที่สงสัยว่าเขาจะเป็นผู้กระทำความผิดลงในหนังสือร้องทุกข์นั้น ไปยื่นที่ศูนย์ป้องกันทรมาน เบื้องต้นวันแรกเขาจะทำการสืบสวนข้อเท็จจริง มีข้อหนึ่งที่เขาจะถามเป็นหลักการสำคัญ คือใครเป็นผู้กระทำความผิด หรือใครเป็นผู้ต้องสงสัยในการกระทำความผิดครั้งนี้

เคสที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มฆ่าหรืออุ้มหาย การที่จะทราบว่าใครเป็นผู้อุ้มหรือใครเป็นผู้กระทำผิดในเคสเหล่านี้ถือเป็นเรื่องยากมาก การกระทำเหล่านี้มีการทำเป็นกระบวนการ อาจมีการจ้างวานเกิดขึ้นด้วยซ้ำ”

พรพิมลระบุด้วยว่า การจะกล่าวหาหรือระบุตัวผู้กระทำความผิด ตามที่แพลตฟอร์มของอัยการต้องการให้มีการระบุชื่อของผู้กระทำความผิดเลย ก็มีการโต้แย้งและพูดคุยกับอัยการว่า เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เราจะขออัยการใส่มูลเหตุจูงใจของบุคคลที่ถูกอุ้มหายไป ว่าใครบ้างที่เป็นคู่ขัดแย้ง พยายามใส่ข้อเท็จจริงในส่วนนี้ให้ได้เยอะที่สุด

“เราพยายามบอกกับอัยการว่าคดีอุ้มฆ่าอุ้มหายเกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ปัญหาในการเก็บรวบรวมหลักฐานในคดีเหล่านี้ ญาติไม่มีทางกระทำได้ เราพยายามแจ้งในลักษณะนี้ เพราะถ้าเราพึ่งเจ้าหน้าที่รัฐในการเก็บรวบรวมหลักฐานไม่ได้ ญาติซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีอะไรในมือก็จะไม่สามารถทำได้ เราเหลือที่พึ่งเดียวคือเจ้าหน้าที่รัฐ

อีกข้อหนึ่งที่พนักงานอัยการจะสอบสวนเป็นเรื่องของความเสียหายหรือพยานหลักฐานในพื้นที่เกิดเหตุอุ้มหาย เขาจะเก็บหลักฐานไว้ และความเสียหายที่ป้าน้อยกับแม่กัญญาได้รับ ส่วนนี้เขาจะรวบรวมไว้ เพื่อในวันหนึ่งถ้าจะมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด จะได้มีการเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ในอนาคต” พรพิมลอธิบาย ก่อนทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนขั้วรัฐบาลใหม่มาพร้อมกับความหวังใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีความเป็นประชาธิปไตย ให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชนมากขึ้น และมีกฎหมายใหม่ที่เพิ่งประกาศมา ซึ่งก็คือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

“เรามองว่าเป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะมาประกอบสร้างกัน แล้วทำให้การคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน การจับตาดูการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ และการมี พ.ร.บ.ใหม่ตัวนี้มาทำหน้าที่ในการกำชับ กำกับดูแลเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอย่างเคร่งครัดมากขึ้น โดยเฉพาะตัว พ.ร.บ.กำหนดไว้ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ต้องมีการบันทึกภาพ บันทึกเสียงตลอดการจับกุม คิดว่าการทรมาน หรืออุ้มหายอุ้มฆ่าก็น่าจะลดน้อยลง”

‘3 สิทธิ’ ครอบครัวต้องรู้
ฝากสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง ‘ทำความจริงให้กระจ่าง’

อีกหนึ่งทนายบนเวที คือ มนทนา ดวงประภา จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน อธิบายถึงรายละเอียดรายงานของ องค์การสหประชาชาติ ที่ส่งหนังสือมายังประเทศไทย รัฐบาลลาว กัมพูชา และเวียดนามว่า

‘การบังคับให้บุคคลสูญหายที่เกิดจากการลี้ภัย เกิดขึ้นเพราะความร่วมมือระหว่างรัฐ ซึ่งเป็นรายงานที่มีลายลักษณ์อักษรมาแล้ว และในรายงานยังบอกอีกว่าความร่วมมือระหว่างรัฐอาจจะเกิดขึ้นจากการประสานงานกัน อาจจะเกิดขึ้นจากการช่วยเหลือกัน หรืออาจจะเกิดขึ้นจากการที่อยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร เพื่อให้เกิดการลักพาตัว’

จากนั้นกล่าวถึงสิทธิที่จะต้องรู้ของครอบครัวผู้สูญหาย มีทั้งหมด 3 ประการ

อย่างแรกคือ สิทธิที่จะได้รู้ข้อเท็จจริง เมื่อเกิดการบังคับให้สูญหายแล้วชะตากรรมเขาอยู่ที่ไหน ที่อยู่เขาอยู่ที่ไหน ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐในการยื่นมือเข้าไปช่วย

อย่างที่สองคือ สิทธิในการได้รับการเยียวยาอันเกิดขึ้นจากการละเมิดสิทธิ หรือ พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาปี 2544

ตัวอย่าง ในกรณีของสยาม ธีรวุฒิ ที่มารดาได้ยื่นหนังสือเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2565 และในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 คณะอนุกรรมการยกคำขอนี้ เหตุผลคือ แม่และสยามไม่ใช่ผู้เสียหาย เพราะไม่ปรากฏแน่ชัดว่าสยามถึงแก่ชีวิต หรืออาจจะมีอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจได้ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2566 ครอบครัวของสยามยื่นอุทธรณ์ต่อคณะอนุกรรมการ โดยเป้าหมายคือ ต้องการให้เยียวยาครอบครัวของผู้สูญเสียตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา

มนทนาอธิบายเพิ่มเติมถึง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายว่า มีความท้าทายหนึ่งที่ปรากฏคือ ใน พ.ร.บ.ระบุว่าจะต้องถูกทำให้เสียชีวิต

“ขอถามทุกคนในที่นี้ ว่าถ้าเกิดการบังคับสูญหายเราจะรู้หรือไม่ เราจะพบตัวเขาหรือไม่ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาถูกทำให้เสียชีวิตแล้ว คิดว่าคณะอนุกรรมการอาจจะต้องยืดหยุ่นและเข้าใจบริบทของคำว่า การบังคับให้บุคคลสูญหาย

สิ่งหนึ่งที่คณะอนุกรรมการสามารถนำไปพิจารณาได้คือ ทำให้การบังคับสูญหายถูกรับรู้ว่ามันมีอยู่ บริบทของการลี้ภัยหลังการรัฐประหารในปี 2557 ต้องยอมรับว่ามีข้อเท็จจริงอยู่”

จากนั้นกล่าวถึง อย่างที่สามคือ เบาะแสเกี่ยวกับการถูกจับกุมตัว กรณีของสยามที่มีการจับกุมตัวที่เวียดนาม และเกี่ยวกับการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ด้วยสัญญาณเตือนความไม่ปลอดภัยของสยาม ทางศูนย์ทนายเห็นว่า ครอบครัวของสยามก็ควรเป็นผู้ที่ได้ค่าตอบแทนตาม พ.ร.บ.ด้วย

“ถ้ารัฐเยียวยาให้กับครอบครัวเหล่านี้รัฐเสียอะไรไหม คำตอบคือไม่ ในมุมมองของทนายคือเป็นผลดีกับรัฐด้วยซ้ำ ที่รัฐสามารถตอบนานาชาติว่าได้ประกันสิทธิเหยื่อจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับได้ ตามอนุสัญญาของสหประชาชาติในข้อ 8

อย่างที่สองคือ รัฐได้แสดงความก้าวหน้าในการเยียวยาการละเมิดสิทธิโดยการใช้ความพยายามในทุกวิถีทาง เป็นโอกาสที่ดีของรัฐว่าระหว่างที่มีการรอบังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหาย ว่าได้เยียวยาครอบครัวผู้สูญหายอย่างเต็มที่แล้ว”

มนทนากล่าวต่อไปว่า เมื่อเรารับรู้ถึงสายลมของการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะรู้สึกหรือไม่รู้สึกแต่หลักการของมันมีอยู่ รัฐมีหน้าที่เป็นฝ่ายริเริ่มสืบสวนสอบสวนไม่ใช่ครอบครัว แค่มีมูลเหตุอันควรว่าเกี่ยวข้องกับรัฐก็สามารถทำได้ อยากฝากรัฐบาลใหม่ที่เป็นสายลมของการเปลี่ยนแปลงจริงๆ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับการอบรมจากนักวิชาการแล้ว ทุกคนก็สามารถช่วยกันทำให้เรื่องผู้สูญหายกระจ่างขึ้นมาได้

เยียวยาสิทธิมนุษยชน
ทำได้เลย ไม่ต้องรอศาล

จากนั้น ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงลึกถึง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ รวมถึงการเยียวยาตามกฎหมาย โดยเกริ่นว่า กรณีอุ้มหายต้องแยกเป็น 3 ส่วน คดีสิทธิมนุษยชน คดีอาญา และคดีแพ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะคดีแพ่ง คดีอาญา หรือสิทธิมนุษยชน จะไปเจอล็อกใหญ่คือ คุณไม่รู้ว่าจำเลย หรือผู้ต้องหาคือใคร ซึ่งเป็นปัญหาของคดีด้านสิทธิมนุษยชนอย่างมาก

“สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องรอศาล คือการเยียวยาด้านสิทธิมนุษยชน จะเห็นว่ากรณีความรุนแรงใน 3 ชายแดนใต้ รัฐบาลในอดีตก็เคยมีการตั้งกองทุนเพื่อเยียวยา สืบสวนข้อเท็จจริง และไม่จำเป็นต้องหาว่าใครเป็นคนทำผิด”

ผศ.ดร.รณกรณ์อธิบายต่อไปว่า ความหมายของการอุ้มหายตาม พ.ร.บฉบับนี้ไม่ได้แปลว่าอุ้มแล้วหายไปเลย เหมือนกรณี สยาม ธีรวุฒิ คือไม่เจออีกเลย 4 ปี พ.ร.บ.นี้ไม่ใช่ธรรมนูญกรุงโรมที่ต้องใช้เวลานาน สมมุติว่าอุ้มไปวันนี้ จะจับไปโดยชอบ-ไม่ชอบ มีหมายจับ-ไม่มีหมายจับไม่สำคัญ

“ถ้าคุณจับ ญาติไปถาม คุณปฏิเสธ จับเช้า ปฏิเสธบ่าย ความผิดสำเร็จทันที แม้วันรุ่งขึ้นคุณจะปล่อยตัว นี่คือ พ.ร.บ.อุ้มหาย ซึ่งไม่ใช่แบบธรรมนูญกรุงโรม ไม่ได้ผิดตอนที่คุณเอาเขาไปทำอะไร ผิดตอนที่คุณรู้อยู่แล้วว่าคุณมีตัวเขาแล้วปฏิเสธหรือปกปิด ไม่ยอมแจ้งศาล ไม่แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความผิดสำเร็จทันที เพราะฉะนั้น อุ้มไม่จำเป็นต้องหายถาวร แม้หายไปเพียงชั่วคราวก็ผิด พ.ร.บ. ตอนนี้เป็นความผิดอาญาซึ่งโทษรุนแรง”

ผศ.ดร.รณกรณ์เผยว่า นอกจากการเยียวยาควรมีการดำเนินคดีอาญาอย่างจริงจัง พ.ร.บ.นี้เป็นคู่แฝด 2 ฉบับ ทรมาน-อุ้มหาย ในฟากการทรมานมีกรณีของ พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ซึ่งตอนนี้ออกมาจากเรือนจำแล้ว ติดคุก 15 ปี ติดจริง 5 ปี ที่ไปทรมานผู้ต้องหา เราลงโทษได้ แต่อุ้มหายอาจจะยากกว่า แต่ข่าวดีคือในอนาคต พ.ร.บ.อุ้มหาย ทำให้การดำเนินคดีอาญาแม้ผู้กระทำความผิดจะเป็นทหารก็จะไม่ขึ้นศาลทหารอีกต่อไป ทุกอย่างจะถูกผลักมาที่ศาลพลเรือนซึ่งแสงไฟส่อง อย่างน้อยแสงไฟมันส่องไปถึงมากกว่ากรณีของศาลทหารที่โอกาสเข้าถึงข้อมูลอาจจะน้อยกว่า

อุ้มหายที่ไหนในโลก
ดำเนินคดีอาญาในไทยได้หมด

ผศ.ดร.รณกรณ์กล่าวต่อไป ไม่ว่าการอุ้มหายจะเกิดขึ้นที่ใดในโลก ไม่ว่าจะกระทำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายไหนก็ตาม เราสามารถดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยได้ ถ้ามีพยานหลักฐาน ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างชาติ หรือเป็นคนไทยในต่างประเทศ สามารถส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้ ไม่ติดเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น

“วันนี้ผมเข้าใจว่าเรามีผู้เสียหาย ญาติ ที่ถูกอุ้มหายซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ มาตรา 43 เขียนชัดเจนว่า การอุ้มหายไม่ว่าเกิดขึ้นก่อนหรือหลัง พ.ร.บ.นี้ เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องสืบสวนจนพบชะตากรรมและผู้กระทำความผิด” ผศ.ดร.รณกรณ์กล่าว

นอกจากนี้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังอนุญาตให้ญาติและสามีภรรยาที่ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสมรสดำเนินการได้ ต่างจากที่ผ่านมา สำหรับการเยียวยาคงเป็นการรู้ข้อมูลว่าใครเป็นคนทำหรือเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่ถ้าดีกว่านั้นคือการเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ คำถามที่ต้องถามคือ แล้วความผิดที่กระทำขึ้นก่อนวันที่ 22 กุมภาพันธ์ จะสามารถเอามาใช้ได้ไหม คำตอบคือ ‘ไม่ทราบ’ ถ้ายึดติดกับคดี 1/2489 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งถูกฟ้องโดยข้อหาเป็นอาชญากรสงคราม ศาลตอนนั้นบอกว่ากฎหมายออกหลังจากที่จอมพล ป.ทำผิด ฉะนั้นลงโทษไม่ได้

“แต่เรื่องนี้ศาลยุโรปก็ดี Working group ของ UN ก็ดี พูด ตัดสิน แนะนำชัดเจนว่ากรณีอุ้มหายเป็นความผิดต่อเนื่อง เขียนไว้ในมาตรา 7 วรรค 2 ผมคิดว่าถ้าเราค่อยๆ ให้ความรู้ ทนายความลองต่อสู้ดู ผมคิดว่าศาลน่าจะสามารถเอากฎหมายที่ออกมาทีหลัง สามารถใช้กับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อนได้”

เรียกร้องรัฐบาลใหม่
ร่วมอนุสัญญาอุ้มหายของยูเอ็น
‘โดยเร็วที่สุด’

ต่อคำถามที่ว่า รัฐบาลใหม่กำลังจะมา มองว่าจะมีอะไรดีขึ้นหรือไม่ ผศ.ดร.รณกรณ์เผยว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ‘ตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงและเยียวยา* ไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนอาญา ดำเนินการทางสิทธิมนุษยชน ค้นหาความจริง และถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นจริง แม้จะปักหมุดไปไม่ได้ว่าเป็นจ่าแดง เป็นร้อยตำรวจตรีดำ เป็นอะไรก็ตาม ให้เยียวยาผู้เสียหาย และให้เข้าร่วมอนุสัญญาอุ้มหายของ UN โดยเร็วที่สุด เรารับปากมาตั้งแต่ปี’61 คือปี’55 เราไปเซ็นไว้ว่าจะเข้าร่วมปี’61 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บอกว่า อนุญาตให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าร่วมบนเงื่อนไขว่าไปแก้ไขกฎหมาย

“UN ส่งเรื่องมา คำที่เขาส่งเรื่องมาเป็นแค่คำแนะนำ เขาส่งเรื่องเรามา 80 กว่าคดี เราเคลียร์ไปเหลือ 76 คดีที่อยู่ในลิสต์ แต่ถ้าเข้าร่วม คำแนะนำนี้จะมีน้ำหนัก มีความหมายในทางสิทธิมนุษยชน และในทางระหว่างประเทศ

ถ้าประเทศไทยจะเชิดหน้าชูตาระหว่างประเทศ จากที่ตกจอเรดาร์ไปนานจะกลับมาได้ เราต้องยืนยันเรื่องสิทธิมนุษยชน เข้าร่วมทั้งฉบับ ไม่สงวนอีกต่อไป รวมทั้งสื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานให้เข้าใจ การอุ้มหาย ตัดตอนความเสียหายที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า” ผศ.ดร.รณกรณ์กล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า

ผมคิดว่ารัฐบาลใหม่ต้องมีความจริงใจที่จะดำเนินการ

ขวัญพรทัศ ธนูสิงห์
สุธาสินี สืบเรือง