ภายหลังจากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล รวบรวมพรรคการเมืองอีก 7 พรรค จัดตั้งรัฐบาล 312 เสียง ได้เกิดข้อขัดแย้งกรณี น.ต.ศิธา ทิวารี จากพรรคไทยสร้างไทย ตั้งคำถามและเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับเอ็มโอยู ว่าจะสามารถทำเอ็มโอยูแอดวานซ์เพื่อตอกย้ำกระชับพรรคร่วมรัฐบาลได้หรือไม่ จนบานปลายกลายเป็นข้อขัดแย้งกับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กระทั่งมีคำประกาศให้พรรคก้าวไกลมาจัดการ โดยยื่นข้อเสนอให้เลือกระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคไทยสร้างไทย
อีกกรณีคือโควต้าประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าควรจะเป็นของพรรคก้าวไกลหรือพรรคเพื่อไทย โดยพรรคก้าวไกลยกเหตุผล 3 ข้อที่ระบุว่าตำแหน่งดังกล่าวควรเป็นของพรรคก้าวไกลเพื่อขับเคลื่อนกฎหมายที่พรรคก้าวไกลเคยสัญญาไว้กับประชาชน เพราะที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลเคยผิดหวังต่อการยื่นกฎหมายเพราะประธานสภายับยั้งมาแล้ว ขณะที่พรรคเพื่อไทยมองว่าเสียง ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยก็ต่างจากพรรคก้าวไกลแค่ 10 เก้าอี้ ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงมีสิทธิที่จะได้ตำแหน่งนี้เช่นกัน เพราะพรรคก้าวไกลได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ความขัดแย้งดังกล่าวล่วงเลยมาถึงขั้นเสนอฟรีโหวต
ความขัดแย้งดังกล่าวถือเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่การเมืองในเวลานี้ถือเป็นการเมืองในห้วงเวลาไม่ปกติ เพราะประชาชนแสดงเจตจำนงที่จะเปลี่ยนแปลงอำนาจการบริหารจากฟากฝั่งของ คสช. มาเป็นฟากฝั่งประชาธิปไตย ไม่ว่าคนที่เลือกพรรคก้าวไกล หรือเลือกพรรคเพื่อไทย ต่างมีเจตนาจะเปลี่ยนแปลง เพราะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดจะส่งผลดีต่อประเทศและตัวเองทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ และสามารถต่อรองได้ แต่ขออย่าได้ลืมความต้องการของประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิใช้เสียงที่ต้องการการเปลี่ยนผ่านจากการบริหารงานตามแนวทางของ คสช. ไปสู่การบริหารงานแบบใหม่ ซึ่งลำพังการตั้งไข่รัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องอธิบายความให้วุฒิสภาเข้าใจความต้องการของประชาชน และต้องต่อสู้ข้อร้องเรียนที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยซึ่งต้องการจะคว่ำทั้งคนและพรรคด้วยตัวบทกฎหมายแล้ว หากซ้ำเติมด้วยการทำให้ประชาชนผิดหวังและเกิดความเบื่อหน่ายจนเป็นเงื่อนไขล้มล้างความหวังของประชาชนแล้ว ย่อมส่งผลเสียทั้งต่อตัวพรรคการเมือง ประเทศชาติ ประชาชน และประชาธิปไตยที่กำลังได้คืนมา

