ศึกชิงตำแหน่งประธานสภา แสดงให้เห็นถึงรอยร้าวแรกของการจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคเพราะพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย ทำท่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง อาจจะต้องไปโหวตชิงเก้าอี้ท่านประธานกันในที่ประชุมสภา โดยรอยแตกแยกนี้ จะลุกลามบานปลายต่อไปหรือไม่ น่าคิดอย่างมาก
ขณะที่ด่านใหญ่ คือ การโหวตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เห็นแนวโน้มความยุ่งยากอยู่แล้ว เพราะ ส.ว.ยังคงตั้งป้อมต่อต้าน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรืออาจจะเรียกได้ว่าต่อต้านพรรคก้าวไกลนั่นแหละ
ตั้งนายกฯก็ยังน่าเหนื่อย ตอนนี้มามีปัญหาตั้งประธานสภาอีก
ดูแล้วน่าเวียนหัวแทนจริงๆ
การเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม แม้การจับขั้วเพื่อเตรียมตั้งรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว พอวันรุ่งขึ้นหลังเลือกตั้ง ก้าวไกลก็จับมือกับเพื่อไทยและพรรคอื่นๆ ประกาศเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯได้ทันที
แต่ยังมีช่วงเวลาสำคัญที่ชวนระทึกขวัญรออยู่ นั่นคือ หลัง กกต.รับรอง ส.ส.อย่างเป็นทางการได้เป็นส่วนใหญ่ ภายใน 60 วัน หรือกลางเดือนกรกฎาคม จากนั้นปลายเดือนกรกฎาคม จะเป็นช่วงการตั้งประธานสภา และต้นสิงหาคม ตั้งนายกรัฐมนตรี
ตอนนี้มีวี่แววว่าจะร้อนระอุ ทั้งการตั้งประธานสภา และตั้งนายกฯ
แต่ก็ยังมีเวลาอีกพอสมควร กว่าจะถึงช่วงระทึกนั้น อาจจะยังมีการพูดคุยเจรจาหาทางออกที่ลงตัวก็ได้
ขณะที่หลายสิ่งหลายอย่างยังไม่ลงตัว ทำให้นักวิเคราะห์การเมืองล้วนพูดตรงกันว่า สูตรการตั้งรัฐบาล อาจจะพลิกไปได้อีกหลายสูตร
วันนี้พิธาและก้าวไกล ตกเป็นเป้าต่อต้านและเตะสกัด ดังนั้นอะไรก็ยังเกิดขึ้นได้
ยังเป็นช่วงห้ามกะพริบตาเป็นอันขาดก็ว่าได้
พอดิบพอดี ที่งานดินเนอร์ทอล์ก ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 47 ของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เมื่อค่ำวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีบิ๊กเนมวงการนักบริหารและนักธุรกิจ ไปร่วมงานอย่างคับคั่ง เพื่อฟัง นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอสซีบีเอกซ์ และ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตซีอีโอแสนสิริและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีพูดคุย
ที่น่าสนใจมากๆ คือ ในช่วงสนทนากับเศรษฐา ซึ่งมี สรกล อดุลยานนท์ เป็นผู้สัมภาษณ์แล้วในช่วงท้ายเชิญนายอาทิตย์ตั้งคำถาม
คำถามก็คือ ถ้าสมมุติว่าเศรษฐาได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะทำอะไรก่อน
คำตอบจากเศรษฐาคือ สิ่งแรกที่ต้องทำคือยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง คาดว่าจะใช้เวลา 18 เดือน
ระหว่างนั้นก็จะดำเนินการตามนโยบายอื่นๆ ที่จำเป็นเร่งด่วน เช่น การเปลี่ยนการเกณฑ์ทหารมาเป็นการสมัครใจ ความเท่าเทียมกันทางเพศสภาพ รวมถึงการแก้ปัญหาประมงจากกฎไอยูยู เรื่องเอฟทีเอ และเรื่องค่าแรง
จากนั้นจะยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่
คำตอบจากเศรษฐา ในกรณีถ้าสมมุติได้เป็นนายกรัฐมนตรี เท่ากับว่าจะเข้ามาเพื่อจัดการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับประชาชน พร้อมกับแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วน เพื่อฟื้นเศรษฐกิจ แล้วยุบสภา โดยไม่ต้องอยู่ให้ครบเทอม
หลายคนฟังจบแล้วนึกต่อ แนวคิดของคนที่ประกาศว่าเขาคงไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วดังกล่าว ฟังแล้วเข้าท่า
หรือนี่จะเป็นทางออกทางการเมืองในสถานการณ์วันนี้
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

