หน้าแรก การเมือง จตุพร ชี้ ชลน...

จตุพร ชี้ ชลน่านแบกความกดดันเยอะ ศิธาแฮปปี้ควบ 2 บท ‘นักการเมือง-ตัวตึงโซเชียล’

25.05.23 | 19:44 น.

‘จตุพร’ ยัน ‘ชลน่าน’ ไม่ก้าวร้าว แต่แบกความกดดันไว้มาก ลั่นตำแหน่งหัวหน้าพรรคคือเรื่องสมมุติ ไร้อำนาจตัดสินใจ ชี้ ผู้มีอำนาจตัวจริงคือทักษิณ

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กประเทศไทยต้องมาก่อน ในหัวข้อ “ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน พังก่อน?” ดำเนินรายการโดย อรุโณทัย ศิริบุตร

ในตอนหนึ่งนายจุตพรกล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่าง นายศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกพรรคไทยสร้างไทย และ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า นายแพทย์ชลน่านเดิมทีเป็นคนจิตใจดี ไม่ได้มีนิสัยก้าวร้าว แต่เมื่อดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต้องยอมรับว่าแบกความกดดันอยู่มาก แม้ว่าตำแหน่งดังกล่าวจะไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจได้มากก็ตาม

“โดยส่วนตัวหมอชลน่านไม่มีความก้าวร้าว มีเรื่องมีราวกับคนอื่นน้อยมาก แต่เมื่อมาอยู่ในบทบาทนี้ มันแบกความกดดัน แบกโลก เมื่อตนเองมีอำนาจในการตัดสินใจก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ตนเองเป็นเพียงหัวหน้าพรรคสมมุติ ผมมองว่าเป็นเรื่องของความกดดัน แม้กระทั่งเลขาพรรค เล่าประวัติศาสตร์ของพรรคยังไม่ครบเลย ตั้งพรรคปี 41 ปี 43 กดดันจนถึงขนาดเดินเลยเวที เดินตกเวทีมาแล้ว ทั้งหมดคือตำแหน่งหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรคในวันที่เขาปฏิบัติงานโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ มีสิทธิมีเสียงได้” นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีอำนาจจริงตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทย มีเพียงคนเดียวเท่านั้น คือ นายทักษิณ ชินวัตร ที่เหลือเป็นเรื่องสมมุติทั้งสิ้น

Advertisement

นายจตุพรกล่าวถึง นายศิธา ทิวารี ว่าหากนับความใกล้ชิด นายศิธาใกล้ชิดนายทักษิณมีมากกว่านายแพทย์ชลน่าน เพราะฉะนั้นการไปมาหาสู่ ระหว่างสามคนนี้ ตนเชื่อว่าศิธามีมากกว่าอีกฝ่ายแน่นอน

“ศิธาเมื่อย้ายตามคุณหญิงสุดารัตน์ไปอยู่พรรคไทยสร้างไทย ในการดีเบตเขาเป็นตัวแทนแคนดิเดตนายกฯจากพรรคไทยสร้างไทย ช่วงแรกพรรคที่ได้ประโยชน์จากการดีเบตของเขา คือพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล จะได้รับความนิยมกันทั่ว แต่เขาไปในนามพรรคไทยสร้างไทยซึ่งได้ประโยชน์ลำดับที่ 3 น้อยที่สุดจากการดีเบต เมื่อตอบปัญหาต่างๆ กองเชียร์พรรคไทยสร้างไทยมีความรู้สึกว่าทุกอย่างไปเคลียร์เพื่อพรรคเพื่อไทย เคลียร์ให้ทักษิณหมด

จนกระทั่งจุดหักเหที่เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเรียกพรรคเพื่อไทยว่าเป็นพี่ใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งที่พรรคของตัวเองก็ถูกเสนอให้เป็นพรรคที่สาม กับกรณีที่จะไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ หมอชลน่านที่ไปดีเบตและต้องประกาศรับปากว่าไม่จับมือ และถ้าหากจับมือจะรับผิดชอบด้วยการลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งแบกความกดดันมาก ส่วนคุณศิธาก็โลดแล่นได้รับความนิยมจากกองเชียร์พรรคก้าวไกล คนเชียร์พรรคก้าวไกล หรือพรรคเพื่อไทยเดิมให้ความสนใจคุณศิธาหมด นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวว่า เมื่อมีการประชุม 8 พรรค นายศิธาก็เข้าร่วมประชุมเช่นกัน แต่เมื่อถึงเวลาแถลง นายศิธานั่งใกล้กับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ทางฝั่งสื่อมวลชน แต่นายศิธาเข้าประชุมและมีข้อเสนอต่างๆ เรียบร้อย แต่เมื่อมาตั้งคำถามในฐานะสื่อมวลชน หมอชลน่าน ซึ่งมีปมอยู่แล้วในกรณีซักลากกันในเวทีดีเบต จึงแสดงความอึดอัด

“อารมณ์มันก็สะสมจนกระทั่งระเบิดออกมาว่าถ้าชกได้ก็ชกไปแล้ว ในทางการเมืองต่างก็รู้ว่าหากก้าวไกลไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่เป็นพรรคเพื่อไทยนั้น แน่นอนว่าเพื่อไทยจะไม่มีทางนำพรรคไทยสร้างไทยมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากแกนนำทั้งหลาย และคุณหญิงสุดารัตน์ พูดง่ายๆ ได้แสดงตนเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน ศิธาเคยพูดไว้แต่คงจำไม่ได้ ว่าโจรนั้นเวลาปล้นจะสามัคคีกัน แต่จะมีปัญหาตอนแบ่งสมบัติ สามารถย้อนกลับไปดูเทปเก่าๆ ซึ่งเขาพูดย้ำหลายครั้ง

เขาเชียร์ทั้งพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย แต่พรรคที่เขาสังกัดอยู่กลับได้รับอานิสงส์น้อยที่สุด สามารถดูได้จากคะแนนและความนิยมส่วนตัว กลับกลายเป็นว่าศิธาได้รับความนิยมส่วนตัวมากกว่าพรรค

เมื่อทำคอนเทนต์และได้รับความนิยม เสพโซเชียลได้ที่ ไปที่ไหนก็ทำโซเชียลจนทำให้เสพติด เพื่อนแถลงข่าวอยู่ข้างบน ส่วนตนเองมาทำหน้าที่สื่ออยู่ข้างล่าง แต่หมอชลน่านไม่ขำเพราะว่าการเมืองมันมีขอบเขตว่าสิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ แต่คุณศิธายังควบสองบทบาทในฐานะนักการเมือง และเป็นมนุษย์โซเชียล หมายความว่าทำหน้าที่เป็นสื่อแต่ตนเองไม่ได้เป็นสื่อ ทั้งที่ตนเองก็มีการเจรจาร่วมด้วย เขามีความสุขเพราะสื่อยกย่องว่าเป็นตัวปั่น เป็นแด๊ดดี้ เป็นตัวตึง กองเชียร์พรรคก้าวไกลชอบเขามาก พรรคเพื่อไทยก็เช่นกัน ยกเว้นกองเชียร์พรรคตนเอง” นายจตุพรทิ้งท้าย