จับตา‘พท.-ก.ก.’ปะฉะดะ ชิงประธานสภา
ผ่านการเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับที่ 1 ด้วยเสียงผู้แทนราษฎร 151 ที่นั่ง พร้อมกับกุมความชอบธรรมเป็นแกนนำร่วมกับ 7 พรรคการเมือง จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับก้าวไกลรวม 312 เสียง
เดินหน้าเซ็นบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (เอ็มโอยู) ในการจัดตั้งรัฐบาลทั้ง 23 ข้อ และ 5 แนวทางบริหารประเทศ ไปเมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 พฤษภาคม ถือเป็นสัญลักษณ์ในวันครบรอบ 9 ปี การทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ประเด็นร้อนที่มาพร้อมกับการเดินหน้าเจรจาขอเสียสนับสนุนสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้ร่วมโหวต พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จนส่อแววว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างพรรค ก.ก. และพรรคเพื่อไทย (พท.) คือการแย่งชิงเก้าอี้ประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะต้องขึ้นมาทำหน้าที่ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งด้วย
ตำแหน่งประธานสภา ในทางการเมืองถือว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เบอร์หนึ่งของฝ่ายบริหาร เนื่องด้วยประธานสภาคือคนกุมเกมการเมือง ผ่านการขับเคลื่อนงานของฝ่ายนิติบัญญัติ กฎหมายสำคัญๆ หวังจะเป็นตัวขับเคลื่อนงานฝ่ายบริหารจึงต้องมีกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะประธานสภา ในการเดินหน้าให้งานมีความต่อเนื่อง เป็นเนื้อเดียวกัน
เมื่อเปิดข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 กำหนดอำนาจหน้าที่ของประธานสภาไว้ว่า ต้องเป็นประธานที่ประชุมรัฐสภา และต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่
กำหนดการประชุมรัฐสภา ควบคุมและดำเนินกิจการของรัฐสภา รักษาความสงบเรียบร้อยในที่ประชุมรัฐสภา ตลอดจนบริเวณรัฐสภา
เป็นผู้แทนรัฐสภาในกิจการภายนอก แต่งตั้งกรรมการเพื่อดำเนินการใดๆ และมีอำนาจหน้าที่อื่น ตามกฎหมายบัญญัติ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
ขณะเดียวกัน ในฐานะที่ต้องทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ยังมีอำนาจหน้าที่ตามตำแหน่งดังกล่าว คือการเป็นผู้คุมเกมการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 รวมทั้งต้องทำหน้าที่กราบบังคมทูลตำแหน่งนายกฯ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เช่น แต่งตั้งประธานองคมนตรี แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ตำแหน่งประธานสภา อำนาจหน้าที่ แปลความให้เข้าใจง่ายๆ คือ ผู้ควบคุมการประชุมสภา และประชุมรัฐสภา มีอำนาจสั่งนัดประชุม ปิดประชุม พักการประชุม
รวมทั้งมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระการประชุม ทั้งร่าง พ.ร.บ.ที่สำคัญๆ ญัตติต่างๆ ส่งผลต่อการเดินหน้าประเทศ
ย้อนกลับไปสมัยการประชุมสภาชุดที่ 25 ระหว่างปี 2562-2566 ที่มี ชวน หลีกภัย ทำหน้าที่ประธานสภา ร่างกฎหมาย และร่างแก้ไขกฎหมายของพรรค ก.ก. โดยเฉพาะร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หลายครั้งที่เสนอโดยพรรค ก.ก. จะมีคณะทำงานของประธานสภา และฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภา ทำหน้าที่กลั่นกรองอย่างเข้มข้นจนไม่สามารถฝ่าด่านเข้าบรรจุเป็นระเบียบวาระได้ จนกระทั่งมีการยุบสภาไปเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา
ตำแหน่งประธานสภา จึงเป็นเก้าอี้ที่มีความสำคัญ ทั้งพรรค ก.ก.และพรรค พท.ต้องการส่ง
ผู้แทนของพรรคตัวเองเข้าไปทำหน้าที่เพื่อคุมเกมในฝ่ายนิติบัญญัติ
โดยเฉพาะพรรค ก.ก. ประกาศชัดว่า ต้องมีผู้แทนของพรรค ก.ก.เข้าไปเป็นประธานสภา เพื่อขับเคลื่อน 3 วาระสำคัญ
วาระแรก เพื่อผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้า จำนวน 45 ฉบับ เกี่ยวข้องกับการเดินหน้าบริหารประเทศของรัฐบาลก้าวไกลในช่วง 100 วัน จนถึง 4 ปี
วาระที่สอง เพื่อผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเดินหน้าอย่าง
ราบรื่น ถือเป็นข้อแรกในเอ็มโอยูทั้ง 23 ข้อในการเดินหน้ารัฐบาลก้าวไกล
และวาระที่สามคือ พรรคก้าวไกลจะผลักดันหลักการ รัฐสภาโปร่งใส และประชาชนมีส่วนร่วม ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ทั้งการถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการทุกคณะ ให้พี่น้องประชาชนติดตามได้ หรือหากไปไกลกว่านั้น ก็เป็นการรายงานบันทึกการออกเสียงลงมติต่างๆ ของผู้แทนราษฎรทุกคน โดยนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบ เข้าถึงง่าย และรวดเร็ว เพื่อให้พี่น้องประชาชนติดตามการทำงานของผู้แทนของตนได้อย่างสะดวก ว่าในแต่ละประเด็น ผู้แทนของตนเองได้ลงมติออกเสียงไปอย่างไรบ้าง
ขณะที่ผู้ท้าชิง อย่างพรรค พท.ยกเหตุผลด้วยเสียงของ ส.ส.น้อยกว่าพรรค ก.ก.เพียง 10 เสียง และพรรค ก.ก.ไม่ได้ชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมากเกิน 250 เสียง อีกทั้งพรรค ก.ก.ได้ ตำแหน่งนายกฯ ซึ่งถือเป็นเบอร์หนึ่งของฝ่ายบริหารไปแล้ว ตามตรรกะและเหตุผล ควรจะต้องแบ่งเก้าอี้ประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติให้กับพรรคที่มีเสียงรองลงมา เพื่อให้การทำงานระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลมีความราบรื่น
ขณะที่ท่าทีล่าสุดแกนนำทั้งสองพรรคยังคงยืนกรานให้ตัวแทนของพรรคเข้าไปทำหน้าที่ประธานสภา พรรค พท.ประกาศจุดยืนออกมาว่า หากพรรค ก.ก.ไม่ยินยอม ก็คงต้องปล่อยให้ที่ประชุมสภาโหวตเลือกบุคคลที่เหมาะสมเป็นประธานสภา ด้วยการเปิดให้ฟรีโหวต ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่ตัวแทนของพรรค ก.ก.จะไม่ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภา เนื่องจากต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมทุกพรรค เพื่อให้ได้เสียงข้างมากจาก ส.ส.ทั้ง 500 คน โดยจำนวนมากกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 250 เสียง
การโหวตชี้ขาดในวาระที่สำคัญๆ ทั้งการเลือกประธานสภา การเลือกนายกฯ คณะกรรมการประสานงานของแต่ละพรรค (วิปฯ) จะต้องมีการกำชับ ส.ส. ให้ลงมติเป็นไปตามทิศทางของวิปฯแต่ละฝ่าย
หากปล่อยให้เกิดปรากฏการณ์ฟรีโหวต
ไม่ส่งสัญญาณให้กับ ส.ส.ของแต่ละพรรคก่อนวันลงมติ ย่อมมีความเสี่ยงต่อมติที่จะเกิดขึ้น อาจได้เห็นปรากฏการณ์โหวตข้ามขั้วของพรรคการเมืองอีกฝ่าย โดยเฉพาะขั้วพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่นำโดยพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อาจจะส่งผลต่อฉากทัศน์ทางการเมืองถึงการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้เหมือนกัน
จากนี้ไปจนถึงวันโหวตเลือกประธานสภา ตามไทม์ไลน์ คือ วันที่ 25 กรกฎาคม ทั้งพรรค ก.ก.และพรรค พท.จะแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ต่อการเลือกผู้ที่จะขึ้นมาทำหน้าที่ประธานสภาได้หรือไม่

