กว่าจะถึง 3 สิงหา จับตา-เปลี่ยนใจ ส.ว. ร่วมสร้างประวัติศาสตร์สง่างาม

26.05.23 | 14:10 น.
กว่าจะถึง 3 สิงหา จับตา-เปลี่ยนใจ ส.ว. ร่วมสร้างประวัติศาสตร์สง่างาม

กว่าจะถึง 3 สิงหา
จับตา-เปลี่ยนใจ ส.ว.
ร่วมสร้างประวัติศาสตร์สง่างาม

เมื่อความสงบยังไม่ได้จบที่ผลการเลือกตั้ง เพราะกว่าจะถึงวันยกมือโหวตเลือกนายกรัฐมตรี 3 สิงหาคม 2566 ดูทรงต้องสู้อีกหลายยก ไม่เพียงกับกลุ่มผู้เห็นต่าง แต่แม้กระทั่งฟากฝั่งประชาธิปไตยด้วยกันเองก็ยังมีหลากประเด็นที่ไม่เห็นพ้องจนเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวาง

ไม่ใช่แค่ แฟนคลับ เอฟซี หรือ ‘ติ่ง’ ตามแต่จะเรียก ที่ออกมาขึ้นเวทีดีเบตผ่านโลกออนไลน์ไม่เว้นแต่ละวัน ทว่า แม้แต่กองเชียร์ให้ก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จลุล่วงก็ยังมองคนละมุมในบางประเด็น

ล่าสุด เกิดเหตุวุ่นพอประมาณ แต่ไม่บานปลาย บริเวณหน้ารัฐสภา เกียกกาย เมื่อ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยกลุ่ม แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เมื่อมีฉากถกเถียงหนักมากระหว่างผู้ชุมนุมที่ยืนยันว่าต้อง ‘กดดัน ส.ว.’ ให้โหวตตาม ‘มติมหาชน’ เพื่อให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้นั่งเก้าอี้นายกฯ ในขณะที่บางรายซึ่งยืนยันว่าเลือกก้าวไกลทั้ง 2 ใบ เปิดใจกลางฝูงชนว่า หากทำเช่นนี้ พิธา อาจตั้งรัฐบาลไม่ได้ หากเชียร์ก้าวไกล หากรักพิธา ขออย่าม็อบ

‘ถ้ารักพิธา อย่าทำแบบนี้ ทำแบบนี้เขาถึงตั้งรัฐบาลไม่ได้’

Advertisement

คือสุ้มเสียงตอนหนึ่งที่อื้ออึงกลางความโกลาหล

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนยังไม่กระจ่างชัดว่า เหตุถกเถียงดังกล่าว เกิดเพียงเพราะการชุมนุมกดดัน ส.ว. หรือเพราะแผ่นป้ายไวนิลที่มีข้อความไม่สุภาพถึง ส.ว. อีกทั้งป้าย ‘คัดค้าน ม.112’ ด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ กระแสจำนวนไม่น้อยในโลกออนไลน์ ที่ส่งถึงกลุ่มแนวร่วม มธ. ก็ออกมาท้วงติงว่า นี่อาจไม่ใช่เวลาเหมาะสม เพราะเสี่ยงถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างเพื่อความชอบธรรมในการกระทำการบางอย่าง

การชุมนุมในค่ำคืนนั้น แม้ชัดเจนว่ามีการยื่นหนังสือแจ้งการชุมนุมอย่างถูกต้องแล้ว อีกทั้งรูปแบบประกอบด้วยการเสวนาทางวิชาการเป็นหลัก แต่ภาพลักษณ์ที่ยังคงเป็นม็อบ ก็ส่งผลให้เกิดเสียงวิจารณ์

ประเด็นดังกล่าว ยังถูกนำไปเอ่ยถึงบนเวทีซึ่งมีแง่มุมต่างๆ น่าสนใจอย่างยิ่ง

กระตุกมโนธรรมสำนึก
ไม่ใช่เรื่อง‘วิงวอนขอ’
ย้ำฝ่ายประชาธิปไตย‘ยึดหลักการให้มั่น’

เปิดเวทีด้วยการแขวนป้ายไวนิล ‘ส.ว.ต้องไม่สวนมติประชาชน’ รัฐภูมิ เลิศไพจิตร โฆษกกลุ่มวีโว่ จับไมค์รับหน้าที่พิธีกร โดยมี รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอุเชนทร์ เชียงเสน อาจารย์รัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมวงสนทนา

เริ่มก้าวแรกด้วยคำถามที่ว่า การที่สมาชิกกวุฒิสภาบางท่านไม่เห็นด้วยกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามมติเสียงข้างมากของประชาชน มีความคิดเห็นอย่างไร ?

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับมโนธรรมสำนึกของ ส.ว. มีสิ่งที่ผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว คุณสามารถแก้ไข้ความผิดพลาดนั้นด้วยตัวของคุณเองโดยที่ไม่ต้องมีใครกดดันด้วยซ้ำไป อย่างที่บอกว่าไม่มีระบอบประชาธิปไตยในโลกนี้อนุญาตให้คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งได้มีส่วนในการเลือกผู้นำประเทศ เมื่อคุณมาอยู่อย่างไม่ถูกที่ถูกทาง ควรใช้โอกาสนี้ในการไถ่บาป แต่อย่างน้อยที่สุดก็ควรออกมาแถลงของ ส.ว.จำนวนหนึ่งที่จะยกมือให้กับนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเสนอชื่อ ในจำนวนนั้นมีภาคประชาสังคม หรือภาคประชาชนอยู่

“หลายคนอ้างว่าจำเป็นต้องเป็น ส.ว. เพราะเขาขอมาให้เป็น หรือให้เหตุผลว่าเข้ามาเพื่อที่จะทำให้สิ่งที่เลวร้ายอยู่นั้นไม่เลวร้ายไปกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น ย้อนกลับไปที่มาของ ส.ว.ในรัฐธรรมนูญ 2540 ถูกก่อตัวท่ามกลางการเป็นพันธมิตรของชนชั้นปกครอง ชนชั้นกลาง และชนชั้นสามัญ จนสุดท้ายได้รัฐธรรมนูญ 2540 ส.ว.เลือกตั้งครั้งแรกในปี 2543 ส่วนในปี 2549 ส.ว.ขึ้นเวทีปราศรัย ซึ่งมี ส.ว.ที่มาจากภาคประชาชนด้วย เราเห็นการขยับเข้ามาของคนเหล่านี้ แต่เมื่อสภาวะทางการเมืองพลิกผันก็เลยถูกใช้เป็นตัวขจัดคู่แข่งทางการเมืองของตนเอง

มาถึงตอนนี้เราเห็น ส.ว. จำนวนหนึ่งทำเหมือนกับสนับสนุนฝ่ายนี้ ผมไม่แน่ใจ และอ่านเกมมากไปกว่าการที่ใครจะเป็นรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นการขยับตัวครั้งใหญ่ของชนชั้นปกครองในการรับมือกระแสการเปลี่ยนแปลงตอนนี้ สุดท้ายแล้วเขารับฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ หรือยกมือบนฐานของการปรับตัวครั้งใหญ่ของชนชั้นปกครองท่ามกลางการท้าทายที่แหลมคมตอนนี้ที่ต้องจับตาดูให้ดี” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า ในระยะยาวเราต้องคิดถึงการมีอยู่ของ ส.ว.ให้จริงจัง ถ้าไปดูตัวแบบ การแต่งตั้งให้มีอำนาจน้อยลง เมื่อปรับแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่กับงบประมาณที่เสียไป งบประมาณที่เราให้ ส.ว.เป็นพันล้านบาท ถ้าแต่งตั้งทั้งหมดหน้าที่ก็จะทับซ้อนกับ ส.ส. สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ สภาผัวเมีย นี่เป็นโจทย์ใหญ่ หรือเราจะยกเลิก ส.ว.ไปเลยหรือไม่ เพราะเดิมทีประเทศไทยก็เคยมีแค่สภาเดี่ยว อีกทางหนึ่งคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“เราอาจจะไม่ต้องเจอคนเราไม่ได้เลือก กลายเป็นเรื่องต้องกราบกราน ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องของการร้องขอวิงวอน แต่เป็นการกระตุกจิตสำนึกของคนให้ทำสิ่งที่ถูกต้องสักที

เราคาดว่าการส่งดอกไม้ให้เขา แล้วเขาจะมีเมตตากลับมา ผมคิดว่าเป็นการคาดหวังที่สูงเกินไป เราต้องยืนหยัดในหลักการเบื้องต้น ส่วนเงื่อนไข คือ ท่าทีในการเข้าไป ใช้วิธีการพูด ชักจูงชี้ให้เห็นหลักการว่าเป็นอย่างไร อย่างวันนี้ผมก็คิดว่าเป็นสิ่งที่เรายิ่งต้องยืนยันว่าเราไม่ยอมติดกับดักเพียงแค่ชัยชนะเฉพาะหน้า โดยการละเลยในหลักการ ฉะนั้นผมขอให้กำลังใจทุกคนท่ามกลางกระแสไม่เพียงแต่ฝ่ายตรงข้ามแต่รวมไปถึงฝ่ายเดียวกันเองด้วย” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

ฝากหัวคะแนนธรรมชาติ
ทำงานหนัก ‘เปลี่ยนใจ ส.ว.’

ด้าน อุเชนทร์ เชียงเสน อาจารย์รัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ย้อนถึงความเจ็บปวดของประชาชนครั้งที่แล้ว ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 คือพรรคการเมืองที่ได้เป็นอันดับ 1 หรือพรรคเพื่อไทยไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ตามที่ควรจะเป็น กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เกิดจาก ส.ว. 250 คนที่มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำให้ดุลอำนาจในสภาเสียไป ทำให้ข้อตกลงที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรและหลักการสำคัญ คือ การยอมรับผลการเลือกตั้งถูกทำลาย

“การเอาคืนที่เด็ดขาดที่สุดสำหรับ 4 ปีที่ผ่านมา และการประกันชัยชนะของฝั่งประชาธิปไตย คือ การยืนยันอย่างเหนียวแน่นในการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชนร่วมกันของพรรคฝ่ายค้านเดิม ไม่แตกแยกกันเอง หรือจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ตามแรงกดดันของ ส.ว. รวมไปถึงผู้มีอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยการยืนยันบรรทัดฐานทางการเมืองในระบอบรัฐสภา ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของไทย พยายามทำมาแล้วในสมัยนั้น คือ การให้พรรคอันดับ 1 เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วผู้นำของพรรคนั้นครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี”

อุเชนทร์กล่าวด้วยว่า ความสำเร็จของการต่อสู้ และการผลักดันในเรื่องนี้ มีการถกเถียงกันมาก ว่าเราควรกดดัน ส.ว.หรือไม่ ซึ่งในเชิงทฤษฎีการต่อสู้แบบไม่ใช้ความรุนแรง คือ สิ่งที่เรียกว่าสันติวิธี มีคำอธิบายอยู่ 2 แนวทาง ซึ่งแนวทางแรก คือ เปลี่ยนพฤติกรรมของฝั่งตรงกันข้ามโดยการสร้างเงื่อนไข กดดัน ทำให้เขาทำตามเราแม้เขาไม่อยากทำ ส่วนแนวทางที่ 2 คือ เปลี่ยนทรรศนะของคู่ต่อสู้ให้ยอมรับเป้าหมายของเรา

“คำถามสำคัญ คือ เราสามารถเปลี่ยนคนที่เราด่าเขาทุกวันได้หรือเปล่า ถ้าเราจะเข้าใจเรื่องนี้เราต้องเข้าใจว่าขณะที่เขาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็น ส.ว. เขาก็เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ของหลานๆ ซึ่งหลานๆ เหล่านั้นอาจจะเป็นด้อมส้ม เป็นปู่ย่าตายายของหลานๆ ที่กำลังเติบโตเป็นสมาชิกของสมาคมต่างๆ ดังนั้นการทำหน้าที่ของพวกเขาระหว่าง ส.ว. กับหน้าที่อื่นซึ่งเยอะแยะมากมายในฐานะคนคนหนึ่งอาจจะขัดแย้งกันได้ แล้วต้องเชื่อในความดีของมนุษย์ว่าพวกเขาเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม การโหวตนายกรัฐมนตรีตามเป้าประสงค์ของผู้แต่งตั้ง หรือตามความคิดของตัวเองก็อาจขัดแย้งที่สายสัมพันธ์ของท่านหรือกับผู้คนอื่นๆได้”

อาจารย์รัฐศาสตร์ ยังระบุ 2 เหตุผลที่อยากเชิญชวนเปลี่ยนใจ ส.ว. ให้ ส.ว. โหวตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคที่ได้คะแนนอันดับที่ 1 และรวบรวมเสียงข้างมากในรัฐสภาด้วยเหตุผล 2 ประการ
ประการแรก คือ เพื่อเป็นการแสดงการยอมรับประชาธิปไตยและผลเลือกตั้งตามครรลอง ให้ไทยออกจากระบบอำนาจนิยมแบบมีการเลือกตั้งอย่างสันติ ออกจากความขัดแย้งที่เผชิญหน้าและจบลงด้วยความรุนแรง อย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา 10 กว่าปีมานี้

“ระบอบอำนาจนิยมที่มาจากการเลือกตั้ง มีทางออกอยู่ 3 ทาง คือ 1.ออกจากระบบนี้ด้วยการปฏิวัติรัฐประหารด้วยความรุนแรง 2.ออกด้วยวิธีที่สันติผ่านการเลือกตั้ง คือมีการเลือกตั้ง ฝ่ายอำนาจเดิมแพ้การเลือกตั้งยินยอมแล้วค่อยๆออกไป ให้เป็นไปตามผลการเลือกตั้ง 3.เกิดการต่อต้านจากประชาชนหลังจากการเลือกตั้งแล้วผู้มีอำนาจไม่ยอมรับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าการยอมตามผลการเลือกตั้งเป็นวิธีการออกที่ดีที่สุดของระบอบนี้”

ประการที่สอง 2 คือ สังคมประชาธิปไตยเป็นสังคมที่เหมาะสมสำหรับการเติบโตอย่างมีคุณภาพของลูกหลานมากกว่าระบอบเผด็จการมาก ไม่ว่าพวกเขาจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร สิทธิเสรีภาพของพวกเขาจะได้รับการคุ้มครอง เขาสามารถตัดสินใจเลือกรัฐบาลที่เขาชอบ และเปลี่ยนรัฐบาลที่เขาไม่ชอบ ไม่พอใจได้ผ่านการเลือกตั้งทุก 4 ปี เขาสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้ด้วยบัตรเลือกตั้งโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับความรุนแรง

“ผมก็อยากเชิญพวกเขามาร่วมเปลี่ยนแปลง ครั้งนี้ผมคิดว่ามันเป็นโอกาสจริงๆ เป็นโอกาสที่เราจะกลับไปสู่ร่องรอยระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง ถ้าเราไม่สามารถใช้จุดนี้เปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตยได้ เราไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้ามันจะเกิดอะไรขึ้นอีก

อยากฝากพวกหัวคะแนนธรรมชาติด้วยว่าช่วยทำงานต่อกันอีกนิด เพราะผมคิดว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาหัวคะแนนธรรมชาติทำงานที่สำคัญมาก และเปลี่ยนใจคนได้จำนวนมาก ถ้าท่านมี connection กับ ส.ว.ทั้งหลายลองเปลี่ยนใจเขา เหนื่อยนิดหนึ่ง”

อุเชนทร์ ยังได้กล่าวถึงโอกาสในการเปลี่ยนแปลงในขณะนี้ว่า วิธีการทำงานของสันติวิธีมีอยู่ 2 แบบแต่ใครจะถนัดวิธีไหนใดว่าไป แต่ในกรณีนี้ อยากให้คิดว่าแม้ที่ผ่านมาจะเกิดอะไรขึ้น ขัดแย้งอะไรกันก็ช่าง แต่ว่าตอนนี้เป็นโมเมนต์ทางประวัติศาสตร์

“ปี 2549 รัฐประหารกันกี่คน ปี 2553 ใครวิ่งหลบกระสุนบ้าง อันนี้พูดในฝั่งเสื้อแดง แต่ในอีกฝั่งหนึ่งก็เหมือนกัน เสื้อเหลือง กปปส. ก็มีคนตาย ในความขัดแย้งแบบนี้เราตายกันมาเยอะแล้ว ประชาธิปไตยก็ไม่ไปไหนสักที ฉะนั้น ผมคิดว่ามันเป็นจุดสำคัญ โอกาสเปลี่ยนแปลงที่ดีที่ เป็นโอกาสสำหรับทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่เฉพาะพวกเราเอง แต่สำหรับลูกหลานเราด้วย ถ้าคุณไม่สามารถได้ประโยชน์จากโมเมนต์ทางประวัติศาสตร์แบบนี้ได้ คุณจะเสียใจ

ฉะนั้นมาพูดวันนี้เพื่อให้เห็นว่านี่เป็นโอกาสและการเปลี่ยนตัวเอง มันเปลี่ยนได้ ผมคิดว่าคุณทำหน้าที่ ส.ว. วันหนึ่งไม่กี่ชั่วโมง เราเป็นพ่อแม่ เราเป็นป้าของเด็กข้างบ้าน เวลาเรานึกถึงป้าข้างบ้าน เราก็จะมีภาพลักษณ์ที่ไม่มีดี คือ ป้าข้างบ้านชอบเสือก แต่ว่ามันมีโมเมนต์ ป้าข้างบ้านที่เป็นห่วง ฉะนั้นการคิดว่าเราอยู่ตำแหน่งแห่งที่อะไรมันเปลี่ยนเราได้ ผมเชื่อว่าเราเปลี่ยนได้ ผมเชื่อว่า ส.ว. เป็นมนุษย์เหมือนกับผมและเขาเปลี่ยนได้”

อุเชนทร์ ย้ำว่าเราต้องเล่นตามกติกาต่อไป ส.ว. มีเวลาอีกปีหนึ่ง จับมือกันแน่นๆ 313 เสียง เราจะกลับมาเป็นรัฐบาลของประชาชนอย่างภาคภูมิใจ อย่ายอม ถ้าเรายอมแยกขั้วสลับข้างเมื่อไร เท่ากับว่าสิ่งที่เขาต้องการประสบความสำเร็จ

จ.ม. ถึง ส.ว.
‘ขอความกรุณาเคารพเจตจำนงประชาชน’
บันทึกประวัติศาสตร์สง่างาม

ในช่วงสุดท้าย เป็นการอ่านจดหมายเปิดผนึกถึงวุฒิสภา ซึ่งแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมมีความตั้งใจจะยื่นหนังสือแด่วุฒิสมาชิก มีรายละเอียดเพื่อสร้างความเข้าใจให้สมาชิกวุฒิสภาโหวตตามเสียงประชาชน

รัฐภูมิ เลิศไพจิตร อ่านจดหมายดังกล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงบนเวที มีความว่า
“ขอให้สมาชิกวุฒิสภาเข้าใจเจตนารมณ์ของประชาชนในการลงมติเห็นชอบที่ได้รับเสียงข้างมากจากประชาชนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เรียนสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน สืบเนื่องจากวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ได้มีการจัดเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร ผลปรากฏว่าพรรคก้าวไกลได้ผลการโหวตจากประชาชน มาเป็นลำดับที่ 1 โดยได้ที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 152 ที่นั่ง และสามารถรวมเสียงจากพรรคต่างๆ รวมกันได้มากกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร จึงหมายความว่า พรรคก้าวไกลมีสิทธิชอบธรรมอันสมบูรณ์ในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ปรากฏว่า สมาชิกวุฒิสภาบางท่านแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่มาจากเจตจำนงส่วนใหญ่ของประชาชน ด้วยท่าทีของสมาชิกวุฒิสภาบางท่านที่ปฏิเสธเจตจำนงของประชาชน นำมาซึ่งการตั้งคำถามต่อสมาชิกวุฒิสภาในการดำรงไว้ ซึ่งหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนไม่ว่าจะมีสถานะหรือสถานภาพแตกต่างกันเพียงใดล้วนมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่ากัน

ด้วยเกียรติของสมาชิกวุฒิสภาผู้ซึ่งต้องรับผิดชอบผลประโยชน์ของประชาชน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงขอความกรุณาสมาชิกวุฒิสภาเคารพเจตจำนงของประชาชน โดยการลงคะแนนเสียงเห็นชอบให้พรรคการเมืองที่ได้รับการไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และสนับสนุนให้พรรคการเมืองที่มาจากประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน

ทั้งนี้ การกระทำที่สง่างามและตามหลักการของประชาธิปไตยจะถูกบันทึกไว้หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย”

นพวิชญ์ เอี่ยมสืบทัพ
สุธาสินี สืบเรือง