‘เศรษฐา’ เปิดใจ-ถ้านั่งนายกฯ เดินหน้าตั้ง ส.ส.ร.รื้อรัฐธรรมนูญ’60 ต้นตอปัญหาประเทศ ตั้งเป้า 18 เดือนเสร็จเรียบร้อย คืนอำนาจให้ประชาชน
- บิ๊กเนมร่วมดินเนอร์ทอล์กคึก
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อค่ำวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ จัดงานเอ็กซ์คลูซีฟดินเนอร์ทอล์ก JOURNEY TO TRANSFORM ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 47 หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตซีอีโอ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และแคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย มาแชร์ประสบการณ์การทรานส์ฟอร์มตัวเองจากการเป็นผู้บริหารธุรกิจสู่การเป็นนักการเมือง และนายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การพาองค์กรฝ่ากระแสความเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวสู่เส้นทางใหม่ และหาโอกาสใหม่ๆ โดยมี นายสรกล อดุลยานนท์ คอลัมนิสต์ ชื่อดัง เป็นผู้ดำเนินรายการ
ทั้งนี้ ภายในงานจัดขึ้นในรูปแบบเอ็กซ์คลูซีฟดินเนอร์ทอล์ก ผู้เข้าร่วมงานมาร่วมรับประทานอาหารพร้อมฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากสปีกเกอร์บนเวที อีกทั้งพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์กับผู้ร่วมงานในบรรยากาศที่เป็นกันเอง โดยมี น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) น.ส.ดิษนีย์ นาคเจริญ บรรณาธิการประชาชาติธุรกิจ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้บริหารและ นักธุรกิจชื่อดังที่เข้าร่วมงานจำนวนมาก อาทิ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นายวีรธรรม เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี.เจ.เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท นายสุรศักดิ์ สุทองวัน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้ช่วยบริหารประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

- ซีอีโอบริษัทดังร่วมงานแน่น
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายสุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและ ค้าปลีก จำกัด (มหาชน) นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) นายอภิชาติ จูตระกูล รักษาการประธานกรรมการอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการบริษัท บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นายธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)
นายกรณ์ ณรงค์เดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) นายกิตติพงษ์ ศิริลักษณ์ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย นายสมปราชญ์ โบสุวรรณ รองกรรมการ ผู้จัดการ บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด นางประไพ ทยานุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ โฮมมาร์ท จำกัด
นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ (รักษาการ) หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญความงามด้าน ผิวพรรณ นายสัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) นายธนากร เลิศไพบูลย์ธนา ผู้บริหารโครงการพิเศษ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด นางอัมพร โชติรัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) นายพรเทพ ชูพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารงานวางแผนองค์กร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
- ‘อาทิตย์’ถอดบทเรียนทรานส์ฟอร์ม
ทั้งนี้ นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวหัวข้อ JOURNER TO TRANSFOR ว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลง เชิงเทคโนโลยี ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เป็นปัจจัยที่ทุกองค์กรกำลังเผชิญ จึงเป็นโจทย์ของผู้บริหารทุกองค์กรว่าจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและปัจจัยแวดล้อมที่ต้องเผชิญอย่างไร คำว่า Transformation ต้องเริ่มต้นจากการที่องค์กรจะทรานส์ฟอร์มเป็นอะไร
นายอาทิตย์กล่าวว่า ในส่วนของ SCBX เริ่มต้นจากการตั้งพันธกิจ หรือ Set Mission เพื่อสื่อสารให้คนในองค์กรรู้ว่าเราจะเปลี่ยนเป็นอะไร เพราะรู้ว่าการเป็นแบงก์อย่างเดียวไม่น่าจะมีความสามารถในการแข่งขัน หรือตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากนั้นเริ่มต้น Journey โดยบอกผู้ถือหุ้น คณะกรรมการธนาคาร (บอร์ด) พนักงานของเรา และลูกค้า โดยได้รับฉันทามติจากผู้ถือหุ้นเพื่อให้เกิด SCBX ส่วนธนาคารจะไม่กลายเป็นฟินเทค จะไม่กลายเป็นสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะเป็นธนาคารที่แข็งแรงและดีขึ้น

- แนะปรับรับยุค’Never Normal’
นายอาทิตย์กล่าวว่า แผนการดำเนินงานภายใต้ SCBX พยายามปิดปัญหาและอุปสรรค (Pain Point) ที่มีอยู่ 3 เรื่องคือ 1.จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ (Income Inequality) 2.เชื่อว่า Disruptive Technology จะเปลี่ยนแปลง Financial Landscape ไม่ว่าจะเป็น Blockchain ไม่ว่าจะเป็น AI และ 3.เชื่อว่าเรื่องของ Climate Change จะส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งต่อภาคธุรกิจขนาดใหญ่และภาคเอสเอ็มอี จะทำอย่างไรให้ SCBX เกาะอยู่ใน 3 ธีมนี้ และพยายามทรานส์ฟอร์มเทคโนโลยีขององค์กรเพื่อสามารถทำธุรกิจตอบสนองกับ Pain Point ใหญ่ของโลกใน 3 ด้านนี้
“ตอนนี้ที่ผมเปลี่ยนจาก SCB Bank สร้างเป็น SCB Group ผมต้องตีโจทย์ให้แตก และบอกกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะเป็นบอร์ด ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน รวมถึงลูกค้า แม้ว่าสิ่งที่คิดว่าตีแตกแล้วหลายๆ เรื่องก็ต้องปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนว่าสิ่งที่เราคิดมันอาจจะไม่ถูกต้อง และทำอย่างไรให้เราสามารถอยู่กับการเปลี่ยนแปลงที่หลายท่านใช้ศัพท์ว่า Never Normal คือมันไม่ใช่คำว่า New Normal เพราะว่ามันจะเปลี่ยนไปอย่างไม่จบสิ้น อย่างไรก็ดี คำว่า Transform นั้นไม่ได้แปลว่าต้อง Transform ทุกอย่าง และก็ไม่ได้แปลว่าต้อง Transform อย่างรวดเร็ว และไม่ได้หมายความว่าจะต้อง Transform ได้ 100% ถ้าไม่ได้ผมจะไม่ทำ” นายอาทิตย์กล่าว
- เศรษฐาลั่นถ้าเป็นนายกฯรื้อรธน.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมา นายเศรษฐาขึ้นเวที โดยมี นายสรกล อดุลยานนท์ เป็นผู้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์ทางการเมืองหลังจากการหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และในช่วงหนึ่งนายสรกลเปิดโอกาสให้นายอาทิตย์ถามนายเศรษฐา โดยนายอาทิตย์ถามว่า หากนายเศรษฐาเป็นนายกฯจะทำอะไรก่อน
นายเศรษฐากล่าวตอบว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาเต็มไปด้วย worst case scenario เป็นตัวเลข เป็นการผสมผสานหลายๆ อย่างที่มันเหมือนกับอะไรที่ไม่เป็นใจให้แก้ไขปัญหาได้อย่างง่ายๆ
“หากวันนี้ผมเป็นนายกฯด้วยสภาพสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาหลักอยู่ที่รัฐธรรมนูญ ต้องร่างฉบับใหม่โดย ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น ถ้าเป็นนายกฯในสภาวะเช่นนี้เรื่องที่จะทำทันทีที่เป็นอุปสรรคที่ทำให้อยู่ร่วมกันลำบาก ขัดขวางการเดินหน้าของเศรษฐกิจประเทศ คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งรัฐธรรมมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่พิกลพิการ ถ้าถูกแก้ไขได้โดยเร็วที่สุดแล้วก็คืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชน คาดว่าจะใช้เวลา 18 เดือน” นายเศรษฐากล่าว

- พร้อมลุยงานทันที7เรื่อง
นายเศรษฐากล่าวว่า ถ้าตนได้ทำตำแหน่งนี้ ตนก็จะเป็นให้ และจะผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ระหว่างนั้นก็จะดำเนินการ อื่นๆ ที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ เช่น 1.การสมรสเท่าเทียม 2.สมัครใจเกณฑ์ทหาร ที่ต้องเทกแคร์คนรุ่นใหม่ อาจจะไม่สมัครใจเกณฑ์ทหาร สมมุติกองทัพต้องการกำลัง 1 แสนคน สมัคร 3 หมื่นคน แทนที่จะขอเกณฑ์อีก 7 หมื่นคน ก็ขอแค่ 5 หมื่นคน ช่วยลดลงไปได้หรือไม่ 3.ดิจิทัลวอลเล็ต 4.เพิ่มค่าแรง ขั้นต่ำ 5.การแก้ปัญหาประมงจากกฎไอยูยู 6.นายกฯต้องบินไปเจรจาต่างประเทศ 7.การเข้าถึงระบบสาธารณสุขพื้นฐาน อัพเกรดบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค
นายเศรษฐากล่าวว่า จะทำงานภายใน 6 เดือน ถ้าเกิดเรื่องเหล่านี้ได้ถูกแก้ไขและมีโรดแมปที่ชัดเจน เรื่องที่คนรุ่นใหม่ หรือพรรคร่วมรัฐบาลมีความกังวล เช่น เรื่องมาตรา 112 ถ้าไม่มีการแก้ไขปัญหาผ่านไปแล้ว 6 เดือน สิทธิเสรีภาพคืนสู่ประชาชน มีเรื่อง พ.ร.บ.สะอาดสามารถเดินหน้าได้ทันที และมีเรื่องใดที่มีประเด็นจะพยายามทำให้ดีที่สุดควบคู่ไปกับการทำงานอื่นๆ
“แต่การลงทุนเรื่องรถไฟความเร็วสูงผมว่าอย่าเพิ่งทำ เพราะว่าการลงพื้นที่เข้าใจว่ารถไฟทางคู่มีความสำคัญ เช่น ขอนแก่นไปหนองคายจำเป็นมาก สามารถข้ามไปฝั่งลาวได้ แค่นี้ นักลงทุน นักธุรกิจที่ภาคอีสานจำเป็น แต่หลักการอื่นๆ ประเทศยังบอบช้ำ เพราะมี พ.ร.บ.พิกลพิการอยู่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขได้ หากปัญหานี้ถูกแก้แล้วจะเดินหน้าต่อได้และคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชน เราค่อยมาว่ากันเรื่องรถไฟความเร็วสูง และเรื่องอื่นๆ ที่ใหญ่กว่า” นายเศรษฐากล่าว
- เผยได้บทเรียนการเมืองมาก
นายเศรษฐากล่าวถึงบทเรียนจากแวดวงการเมืองครั้งแรกว่า ได้บทเรียนยาวมาก เพราะว่าตนเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา เมื่อเวลาเข้าสู่การเมืองจะระมัดระวังมากขึ้น วันแรกเมื่อเข้าพรรคเพื่อไทยก็มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยมีคำถามว่าจะรับตำแหน่งนายกฯตำแหน่งเดียวเลยใช่หรือไม่ ถ้าเป็นนักการเมืองมืออาชีพจะมีลูกเล่น แต่ตนก็ตอบชัดเจนว่าถ้าไม่ใช่ตำแหน่งนายกฯก็คงไม่เอา ซึ่งแรงสะท้อน กลับมาก็ค่อนข้างจะแรงเหมือนกับว่าคนใหม่ หัดโลภ เพิ่งเข้ามาถึงก็ใฝ่สูง ไปกันใหญ่
“ได้คุยกับ 3 เกลอว่าเสียใจอะไรหรือเปล่า ผมก็บอกว่าผมเสียใจ เพราะตอบคำถามไม่ชัดเจน แต่ก็ได้พูดคุยและได้รับข้อมูลว่าจริงๆ แล้วคนรุ่นใหม่ชอบความชัดเจน และยืนยันว่าสิ่งที่ผมตอบไปในวันนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ก็อาจสรุปได้ว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมาทำให้เป็นนักการเมืองมากขึ้น” นายเศรษฐากล่าว

- คิดนานก่อนตัดสินใจ-อยากช่วยสังคม
เมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นจากนักธุรกิจเข้าสู่ความเป็นนักการเมือง นายเศรษฐากล่าวว่า คิดอยู่นานมาก เป็นอะไรที่ทราบกันดีว่านักธุรกิจที่ก้าวข้ามเข้ามาสู่วงการเมืองและปรารถนาจะขึ้นดำรงตำแหน่งระดับสูง ก็มีเสียงเตือนค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของคดี เรื่องของการถูกเพ่งเล็ง แต่เชื่อว่าการที่เป็นนักธุรกิจมา 30 กว่าปี ลูกทั้ง 3 คน ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตการศึกษาและ ชีวิตการทำงาน บ้านเมืองช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมา ค่อนข้างประสบปัญหา เมื่อตัวเองมีฐานะพอสมควรและไม่จำเป็นต้องมีมากไปกว่านี้ มีความสุขทางกายแล้ว แต่ความสุขทางใจ บางทีก็อยากเห็นคนอื่นมีบ้าน มีสังคมเจริญเติบโตภายใต้การบริหารจัดการที่ดี เชื่อว่าประเทศไทยต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องการคนที่มีมุมมองใหม่ๆ
นายเศรษฐากล่าวว่า หากถามว่าจากการที่อยู่วงการการเมืองมา 2-3 เดือน มีนักการเมือง คนไหนที่ให้ความเคารพมากและชื่นชม มากที่สุด ก็คือนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นคน มีความรู้รอบตัวสูง เข้าใจการเมืองไทย อธิบายให้ฟังว่าทำไมตนจึงต้องเข้ามา ตรงนี้ก็เป็นจุดเปลี่ยนให้เข้ามาสู่การเมือง
“เขาช่วยและให้ความสำคัญตั้งแต่วันแรก ผมบอกเขาว่าผมไม่เคยปราศรัยเลย เขาบอกผมว่าพี่ไม่ต้องหรอก พี่ขึ้นไปพูดคำสองคำ พอแล้ว โบกมือเท่านั้นเองแต่สิ่งที่ประทับใจ มากที่สุด คือเรื่องที่ได้พบปะประชาชน พี่น้อง ซึ่งทำให้เชื่อว่าขึ้นเวทีแล้วก็ไปพูดอย่างเดียวให้คน 20,000 คนฟัง อันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของการ หาเสียง ซึ่งวันนี้พรรคเพื่อไทยก็มีการพูดถึงการปรับตัวเกิดขึ้น เพราะวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องที่นำมาพูดคุยว่าวิธีการ ไปปราศรัยมีวิธีการที่มีอะไรต้องทำอยู่บ้าง หรือคนที่เป็นแฟนคลับอยู่แล้ว พูดไปอาจเป็นการตอกย้ำเท่านั้น แทนที่จะปราศรัยซัก 200 หน หรืออาจเป็น 76-77 ครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องอนาคตข้างหน้าและมีอะไรอีกหลายอย่าง ต้องทำ แต่สิ่งที่ประทับใจคือการพบปะกับพี่น้อง ประชาชน

- เดินหน้าทรานส์ฟอร์มพรรคพท.
เมื่อถามว่า ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงแพ้พรรคก้าวไกล นายเศรษฐากล่าวว่า ตอนที่ปิดหีบบัตรเลือกตั้งก็คุยกันในพรรคเพื่อไทย แม้ไม่ได้ชะล่าใจแต่ก็ไม่สบายใจ ว่าอีก 4 ปีข้างหน้าจะสู้อย่างไร เริ่มเห็นสัญญาณว่าต้อง ปรับตัว แต่ก็ยังไม่กังวลเพราะขณะนั้นคะแนนยังนำอยู่ แต่หลังจากนั้นประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง สถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก แบบไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
“การปรับโครงสร้างไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เอาเงินดิจิทัล 10,000 บาทใส่กระเป๋า เอาค่าแรง 450-600 บาท เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ว่าพรรคเพื่อไทย สามารถทำได้ แต่เรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเป็นเรื่องสำคัญ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พูดไว้อย่างชัดเจนสัมภาษณ์กับ CNN เป็นอะไรที่ได้ใจความ การให้ประเทศไทยปลอดอิทธิพลทหาร ยุติการผูกขาด และมุ่งกระจายอำนาจ ซึ่งบอกแค่ 3 อย่างก็ตบมือเฮและเข้าใจหมด บางทีเรื่องบางเรื่องไม่ใช่เรื่องเงินในกระเป๋าอย่างเดียว” นายเศรษฐากล่าว
นายเศรษฐากล่าวว่า อยากบอกว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเมือง แต่มีเรื่องของจิตใจ เรื่องของโครงสร้าง เป็นเรื่องสิทธิการประกอบอาชีพ สิทธิการ เลือกเพศสภาพ และเรื่องทั่วๆ ไป มีการพูดคุยกันกับผู้ใหญ่ในพรรคว่า พรรคก้าวไกลเป็นแค่กระแสเท่านั้น แต่วันที่ 14 พฤษภาคม ก็เป็นคำตอบ ดังนั้นต้องยกตัวอย่างให้ชัดเจนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ปัญหาคืออะไร
“พรรคเพื่อไทยมีครบสมบูรณ์แบบทุกอย่าง มีวิธีการจัดการเหมือนบริษัทใหญ่ๆ ทั่วไป แต่เกิดเหตุใหญ่เมื่อ 14 พฤษภาคม หาก ไม่ทรานส์ฟอร์ม ครั้งถัดไปอาจจะได้แค่ 100 หรือต่ำกว่านั้นอีก เพราะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้น ซึ่งก็มีหลายอย่างถึงวิธีการพรรคอื่นทำอย่างไร วันนี้ก็ขอโทษ ส.ส.หลายคนที่อยู่ในพรรคว่ามาช้าไป แต่ทำเต็มที่แล้ว เพราะผมก็อายุ 61 แล้ว ไม่ได้อายุ 42 เพราะทุกวันนี้ช่วงหาเสียงก็หมดสภาพ ที่จริงมีอีกหลายจังหวัดที่อยากไป มีหลายคนที่อยากคุยด้วย อีกหลายวงที่อยากสนทนา มีอีกหลายอุตสาหกรรมที่อยากพูดคุยด้วย” นายเศรษฐา กล่าว
- ลงพื้นที่ร่างกายไม่ไหวดีเบต
ส่วนเหตุผลที่ไม่ไปขึ้นเวทีดีเบตช่วงใกล้เลือกตั้ง นายเศรษฐากล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายให้ลงพื้นที่มากๆ อีกทั้งเป็นคนหน้าใหม่ก็อยากพบปะประชาชนเพื่อรับทราบปัญหาที่แท้จริง อยากเข้าไปซึมซับและยืนหยัดสู่วิถีชนบทโดยแท้จริง ไม่ใช่เป็นการแก้ตัวแต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องจริง นอกจากนี้ในด้านสุขภาพหลังจากลงพื้นที่ค่อนข้างมาก ช่วง 2 อาทิตย์ก่อนเลือกตั้งเป็นไข้ ยอมรับว่าไม่อยู่ในช่วงที่พร้อมจะเข้าร่วมดีเบตกับใคร และก็ขอโทษ ส.ส.และไม่ได้มีความกลัวอะไรสำหรับการเข้าร่วมดีเบต แต่การดีเบตจะเป็นวาไรตี้มากกว่าการหาเสียง รู้สึกว่าคนมีขีดจำกัด ซึ่งมันไม่ใช่ข้อแก้ตัว แต่การที่เราทำงานหนักจริงๆ ตั้งแต่เช้าจนถึง 4 ทุ่มของทุกวัน จากนั้นมีการคุยกับผู้ใหญ่ ในพรรคว่าวันนี้ไปทำอะไรมาบ้าง ซึ่งพอรับอะไรอะไรหลายอย่างมันก็หนักขึ้น ร่างกาย มันไม่ไหวจริงๆ เพราะเวลาลงพื้นที่ก็ลงด้วยความทุ่มเทและลงด้วยความจริงใจ
- เห็นใจผู้ประกอบการแท็กซี่
นายเศรษฐากล่าวถึงเมื่อครั้งออกหาเสียงพบปะกลุ่มต่างๆ ว่า อีกเรื่องหนึ่ง ได้ไปสมาคมแท็กซี่ สหกรณ์แท็กซี่ รับทราบปัญหาแท็กซี่เกิดจากอะไร และมีความคับแค้นใจอย่างไร แท็กซี่มิเตอร์อัตราเริ่มต้น หรือค่าโดยสารขั้นต่ำ 35 บาท ถูกกำหนดมาแล้ว 30 ปี ซึ่งตอนนั้นราคาน้ำมันอยู่ที่ 6-10 บาทต่อลิตร และขณะนี้ขึ้นมา 30-40 บาทต่อลิตร แต่ไม่มีการขึ้นราคาให้แท็กซี่ มีคนต่อว่าแท็กซี่ทำให้รถติด มีคนต่อว่าไม่จอดรับผู้โดยสาร หรือ ผู้โดยสารบอกว่าแท็กซี่ได้ประโยชน์ แค่รถติด 2 นาทีก็ได้ 1 บาท หรืออาจมากกว่านั้น
“แต่ด้วยความที่เทคโนโลยีของไทยยังล้าสมัยมาก ด้วยมิเตอร์ถ้าขับรถ 2 นาที 59 วินาที ถ้ารถวิ่งไม่ถึงจะไม่ได้เงิน 1 บาท ถ้าเราไม่ทรานส์ฟอร์มเรื่องนี้เลย กฎหมายกระทรวงคมนาคมก็บอกว่าคนที่จะขับแท็กซี่ได้รถต้องมีขนาด 660 ซีซี ก็สุดท้ายแท็กซี่ก็แข่งกับแกร็บ ซึ่งจริงๆ ขนส่งก็มีรถไฟฟ้าที่ไม่มีซีซี ซึ่งมิเตอร์รถก็เหมือนกัน ก็ไม่มีการพัฒนา แต่ก็นั่งแกร็บ ได้ พอรถติดก็บอกเพราะแท็กซี่และก็ขึ้นราคามิเตอร์ เขาถูกจำกัดไว้เยอะ เขาบอกว่าถ้าพรรคเพื่อไทยมา อย่ายกกระทรวงคมนาคมให้เลย ผมบอกไม่ยกให้แม่ง วันนั้นผมไข้ขึ้นแล้วที่มีการตัดคลิปสั้นๆ ที่มีแต่คำหยาบของผมออกมาและไม่บอกด้วยว่าหลังจากนั้นแท็กซี่ทุกคนตบมือมันเป็นเรื่องเข้าถึงแล้วอินเรื่องนี้ เรื่องเหล่านี้เห็นแล้วอยากช่วยเหลือ ผมไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพและไม่สามารถปรับตัวได้ แต่ได้ยินปัญหาแล้วอยากแก้ไขให้ได้” นายเศรษฐากล่าว
เมื่อถามว่าวินาทีที่รู้ว่าพรรคเพื่อไทยไม่ชนะรับมือกับความผิดหวังอย่างไร นายเศรษฐากล่าวว่า ต้องบอกว่าไม่คิดว่าจะแพ้ และการทำงานช่วง 2 อาทิตย์หลังคือผมป่วย เพราะลงพื้นที่หนักมาก แต่ตอนนั้นก็ยังมั่นใจว่า ไม่แพ้ ยังไงก็ไม่แพ้ ยังไงผมก็ไม่แพ้ แต่ยอมรับว่า 2 นาทีสุดท้าย เหมือนมวยยก 9 เตะจน คิ้วแตกแล้ว ตาปิดแล้ว รู้ว่าเป๋ตั้งแต่ 280 เหลือประมาณ 250 และ 230 ยังไงก็ไม่ต่ำกว่า 200 และไม่เคยคิดว่าจะแพ้ แต่พอ 4 ทุ่มจากคะแนนเราดีขึ้น เหลือเพียง 140-150

- ยืนยันหนุน’พิธา’นายกฯ
เมื่อถามว่า ทราบว่าโพสต์ข้อความยืนยันสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ และขอให้พรรคอื่นสนับสนุนด้วย นายเศรษฐากล่าวว่า จุดยืนชัดเจนและยึดโยงกับประชาชน ไม่เอารัฐประหารหรือเผด็จการ ยินดีจะสนุนพรรคก้าวไกลและนายพิธา และในสปิริตการเมืองพรรคเพื่อไทยหากได้คะแนนเสียงสูงสุดต้องได้รับการสนับสนุนเพราะประชาชนเลือกแล้ว พรรคก้าวไกลมีสิทธิ 15 ล้านเสียง และพรรคเพื่อไทยมี 10 ล้านเสียง แต่มีอุดมการณ์ร่วมกันก็คือไม่เอารัฐประหาร
ผู้ดำเนินรายการถามว่า ในวันที่ไปร่วมประชุมที่พรรคเพื่อไทย นำกระเป๋าใบใหญ่ที่บอกว่าเป็นกระเป๋าใบแรกของการประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีความหมายว่าอย่างไร นายเศรษฐากล่าวว่า พูดตรงๆ ไม่ได้มีความหมายอะไร แต่ผมเรียกว่ามันเป็นความกะล่อนส่วนตัว เพราะว่าวันนั้นผมเห็นนักข่าวเยอะมาก คือผมไม่อยากพูดเรื่องอื่นเลย ผมไม่อยากพูดเรื่องการแย่งจัดตั้งรัฐบาลแข่งขันกัน เพราะได้เคยพูดไปแล้ว หลังจากที่ได้พูดคุยภายในพรรคแล้ว อีกทั้งได้ทวีตข้อความที่เรียกว่าสมบูรณ์มากที่สุดแล้ว ผมจึงไม่อยากพูดเรื่องนั้นอีก พอจอดรถก็นั่งอยู่ในรถสักพัก และคิดว่านักข่าวเยอะผมจะทำอย่างไรจะบ่ายเบี่ยงความสนใจ เลยนำบัตรประจำพรรคเพื่อไทยและกระเป๋าใบนี้มาเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อให้เขาถามผมเรื่องอื่นเท่านั้น” นายเศรษฐากล่าว
- ขอส.ว.ทำตามเสียงประชาชน
ส่วนเรื่องการรีแบรนดิ้งพรรคเพื่อไทย มีแนวทางอย่างไรบ้าง นายเศรษฐากล่าวว่า จุดเริ่มต้นที่ได้คุยกันในพรรคเป็นเรื่องของการหารือการจะสื่อสารต่อประชาชน เรื่องของการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย วันนี้ติ๊กต็อกกำลังมา ซึ่งไม่ได้หมายความว่าอีก 4 ปีข้างหน้าอาจจะไม่ได้มีแค่สื่อสังคมนี้อย่างเดียว หรืออาจจะมีสื่อสังคมอื่นเกิดขึ้นมาก็ได้ เรื่องของ ส.ส. การลงพื้นที่ และเรื่องอื่นๆ อีกหลายอย่างต้องแก้ไข
เมื่อถามว่า จะรับตำแหน่งทางการเมือง หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “ไม่ครับ จะทำหน้าที่ เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยและรีแบรนด์พรรค รวมถึงการปรับเปลี่ยนในเรื่องของการสื่อสาร ให้มากยิ่งขึ้น เช่น วิธีการปราศรัย เพราะลักษณะการทำยังเป็นอย่างเดิม ยังมีการปูพรมและขึ้นเวทีซึ่งยังเป็นเรื่องเดิมๆ ขณะที่พรรคก้าวไกล เขาจัดเวทีตรงและเข้าถึงการสื่อสารกับประชาชน” นายเศรษฐากล่าว
เมื่อถามว่าประเมินเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ มีโอกาสประสบความสำเร็จหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “ผมเป็นคนที่ชัดเจนเรื่อง ส.ว. ผมไม่เคยบอกว่าเขาเป็นคนไม่ดีหรือไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็น ส.ว. แต่ผมบอกว่าที่มาที่ไปของเขาผิด คนเลือก 2 คนมันไม่ถูก แต่อย่างไรผมก็ยังมีความหวังว่าสปิริตของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้อำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นการโหวตที่สะท้อนถึงความต้องการพี่น้องประชาชนชัดเจน และพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล จับมือกันได้ ส.ส.ถึง 300 เสียง ส่วน ส.ว. 250 เสียง ก็ต้องทำตามเสียงของพี่น้องประชาชน
- ถ้านั่งนายกฯแก้รธน.ใน18เดือน
สำหรับคำถามสุดท้ายที่ว่าหากได้เป็น นายกรัฐมนตรีจะทำอะไร นายเศรษฐากล่าวว่า หากวันนี้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในสภาพสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาหลักอยู่ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากการเลือกตั้ง เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้าถูกแก้ไขได้โดยเร็วที่สุดแล้วก็คืนอำนาจให้กับประชาชน คาดว่าจะใช้เวลา 18 เดือน ระหว่างนั้นก็จะดำเนินการอื่นๆ ที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ เช่น 1.การสมรสเท่าเทียม 2.สมัครใจเกณฑ์ทหาร 3.ดิจิทัลวอลเล็ต 4.ค่าแรงขั้นต่ำ 5.การแก้ปัญหาประมงที่จากกฎไอยูยู 6.นายกฯต้องบินไปเจรจาต่างประเทศ 7.การเข้าถึงระบบสาธารณสุขพื้นฐาน อัพเกรดบัตร 30 บาท โดยจะทำงานภายใน 6 เดือน



