เกมแห่งดุลอำนาจ เพื่อไทย-ก้าวไกล แย่งปธ.สภา

27.05.23 | 12:00 น.

เกมแห่งดุลอำนาจ เพื่อไทย-ก้าวไกล แย่งปธ.สภา

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการถึงรอยร้าวระหว่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ในการแย่งชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไชยันต์ รัชชกูล
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

ส่วนตัวมองว่าความขัดแย้งไม่ใช่เฉพาะระหว่างพรรค ภายในพรรคเดียวกันก็ขัดแย้งกัน ตามหลักการ องค์กรไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางการเมือง การทหาร จะสู้กันข้างในก่อน เพื่อที่จะไปสู้กับฝ่ายตรงข้าม ตัวอย่างหนึ่ง คือพรรคของรัสเซียที่สู้กันข้างในจนแตกเป็นฝ่ายบอลเชวิคกับเมนเชวิค

Advertisement

ประเด็นก็คือ ภายในองค์กรเดียวกันก็สู้กัน ขัดแย้งกัน เมื่อมียุทธศาสตร์ที่ต่างกันในการไปสู้กับฝ่ายตรงข้าม นอกจากยุทธศาสตร์ที่ต่างกัน บางครั้งไม่ได้เป็นแนวพรรคอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการคาดการณ์ว่าในอนาคตอะไรจะเกิดขึ้น หมายความว่า ที่ขัดแย้งกัน เนื่องมาจากว่าการคาดการณ์ต่างกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามากในองค์กรต่างๆ ไม่เฉพาะพรรคการเมือง หรือกองทัพ ต่อให้เป็นคณะวิชาหรือมหาวิทยาลัยก็เป็นแบบนี้

เมื่อกลับมาดูที่พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ถึงขนาดว่าจะมาตบตีกันเพราะเรื่องตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เรื่องที่ขัดแย้งกันจะมีอีกเยอะ ยกตัวอย่างเช่น ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลก็อยากเป็น จะมีเรื่องอีกเยอะ และเขาก็รู้

คนในพรรคทั้ง 2 ข้าง โดยเฉพาะคนที่มาจากพรรคเพื่อไทยผ่านการเมืองมาเยอะ เขารู้ว่ามันต้องขัดแย้งกัน แต่ไม่ถึงกับต้องแตกกันจนตั้งรัฐบาลไม่ได้ ที่งัดข้อกันอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่ระดับหัวหน้าพรรคที่เป็นคนออกมาตบตีกัน อย่างพรรคก้าวไกลส่งรองหัวหน้าพรรคออกมา

ในส่วนอำนาจของตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเองก็ไม่ได้มีสักเท่าไหร่ หัวหน้าพรรคอย่าง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับ ชลน่าน ศรีแก้ว แตกต่างกัน อำนาจของพิธามีมากในฐานะหัวหน้าพรรค แต่อำนาจของหมอชลน่านในพรรคเพื่อไทยมีไม่มาก ข้อนี้ได้ยินมานานแล้วจากคนในพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีการวางโครงสร้างไว้อีกแบบหนึ่ง อะไรๆ ต้องผ่านคณะกรรมการกลางของพรรคเยอะ และทุกคนต่างก็รู้ว่าถ้าแตกกันจะเสียทั้งคู่

ในประเด็นเรื่องการจับมือกับขั้วตรงข้าม ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ ส่วนตัวไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น หากทำอย่างนั้นจะเป็นการฆ่าตัวตายของเพื่อไทย คนจะออกมากระหน่ำมาก เพราะทั้งเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร ก็พูดแล้วว่าจะไม่เอาด้วยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

อย่างไรก็ตาม ฝั่งพรรคเพื่อไทยเองก็มีหลายปีก ทั้งของสมศักดิ์ เทพสุทิน หรือสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งอาจจะไปทางขวาของพรรคเพื่อไทย แต่กำลังเขาไม่มาก จึงจะมาทางกลางๆ ค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นไม่น่าเป็นไปได้ที่จะไปรวมกับ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร ถ้าทำอย่างนั้น อีก 3 พรรคตรงนั้นจะขี่คอเอา เขาจะเรียกร้องเยอะมาก จนกระทั่งพรรคเพื่อไทยเองก็ยอมไม่ได้ และ 2 ป. ตั้งรัฐบาลเองก็เป็นไปไม่ได้ รัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นไปไม่ได้

สำหรับทางออกที่จะทำให้เดินต่อไปได้นั้น คิดว่าพรรคเพื่อไทยควรให้ตำแหน่งประธานสภากับพรรคก้าวไกล เพราะไม่ได้สำคัญมาก เพียงแค่นำเรื่องเข้าบรรจุในวาระการประชุมเท่านั้น

ถามว่า ทำไมเราไม่รวมเอากรรมการของทุกพรรคมาเป็นกรรมการสำหรับทำงานสภาด้วยกัน หากทำเช่นนี้จะดีกว่าหรือไม่ คือส่งคนมาทั้ง 8 พรรครวมกัน ไม่ใช่เฉพาะพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล แล้วมาคุยว่าจะให้ใครเป็นประธานสภา โดยใน 8 คนนี้ให้เขาเป็นกรรมการในการทำงานสภา คอยเลือกว่าจะนำเรื่องอะไรบรรจุในวาระการประชุม ไม่ได้เหมือนในสมัยคุณชวน หลีกภัย ที่เรื่องนี้ไม่เอาก็เตะออก

กล่าวโดยสรุปคือ ให้มีกรรมการเป็นคณะทำงานพิจารณาด้วยกัน ทำให้ประธานสภามีอำนาจเพียงแต่ดำเนินการประชุมเท่านั้น ให้ตำแหน่งประธานสภาเป็นเรื่องของตำแหน่งทางเทคนิค

หากพูดภาษามหาวิทยาลัยคือให้เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย เป็นคนวาง Agenda วางวาระการประชุม แล้วให้คณะทำงานนี้ มาคิดร่วมกัน จะได้ไม่ขัดกัน ไม่ชนกันระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล

ซึ่งไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ก็จะไม่เสียหน้าทั้ง 2 ฝ่าย

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

สถานการณ์การเมืองในขณะนี้มองดูแล้วมีความสับสนวุ่นวาย เป็นเพราะการหวาดระแวงระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล กลัวว่าคนที่จะได้ตำแหน่งประธานสภาจะใช้ตำแหน่งในการกำหนดวาระ ญัตติ รวมทั้งการเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเหตุผลในเบื้องลึกและเบื้องหลัง

ในส่วนบทบาทของประธานสภา หลักๆ แล้วเป็นประมุขในฝ่ายของนิติบัญญัติ ควบคุมการทำงานของสภาทั้งหมด และควบคุมดูแลการประชุมสภาให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ให้เกิดความวุ่นวาย จึงถือว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญ

ส่วนการแสดงออกของแฟนคลับของแต่ละพรรคการเมือง ในเรื่องนี้มองว่าทุกคนมีสิทธิแสดงออก เพราะว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีความร่วมมือระหว่างพรรคอันดับ 1 และอันดับ 2 ในคะแนนที่ไล่เลี่ยกัน ทำให้มีความชอบธรรมทั้ง 2 พรรค ทั้งพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย จึงต้องเรียกร้องตำแหน่งแห่งที่ทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยอันดับ 2 ได้ยกตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้พรรคก้าวไกลไปแล้ว ในดุลอำนาจที่เท่าๆ กัน จึงจะต้องขอตำแหน่งประธานสภา แต่จะไปเทียบเคียงกับในอดีตไม่ได้ โดยอ้างธรรมเนียมปฏิบัติ หมายความว่าพรรคที่ได้อันดับ 1 จะได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและตำแหน่งประธานสภา เพราะเสียงในสภาได้เกินกึ่งหนึ่งของ ส.ส. แต่การเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่ใช่ เพราะคะแนนเสียง ส.ส.ไล่เลี่ยกัน

ดังนั้น หากพรรคก้าวไกลต้องการทั้งนายกรัฐมนตรีและประธานสภา แต่ทั้ง 8 พรรคที่จะร่วมรัฐบาลก็อ้างว่าตนเองก็มีเสียงข้างมากในสภาเหมือนกัน เสนอใครขึ้นมาก็มีโอกาสชนะ เพราะว่าเวลาเลือกตั้งประธานสภา จะต้องเลือกจาก ส.ส.จำนวน 500 คน แต่พอเสียงแตกออกไป ก็ต้องฟรีโหวต เพราะ ส.ส.จำนวน 500 คน หากเลือกใครเป็นประธานสภา และมีเสียงข้างมากก็จะสามารถนั่งตำแหน่งประธานสภาได้ หากพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลตกลงกันไม่ได้

ส่วนใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หากดูตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย มองดูแล้วโอกาสที่พรรคก้าวไกลจะจัดตั้งรัฐบาลยิ่งตีบตันขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีแนวโน้มมากที่พรรคเพื่อไทยจะถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หากพรรคเพื่อไทยถอนตัว พรรคก้าวไกลไม่มีพันธมิตรทางการเมืองอื่นเลย ดังนั้น พรรคก้าวไกลจะจัดตั้งรัฐบาลจะต้องพึ่งพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่จะสนับสนุน

นอกจากนี้ฝั่งอนุรักษนิยมได้พยายามชูลุงตู่ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมาอีก พร้อมทั้งอ้างประธานยุทธศาสตร์ 20 ปี เพื่อให้มีบทบาทในรัฐบาล มองว่าประธานยุทธศาสตร์ชาตินั้น นายกรัฐมนตรีเป็นโดยตำแหน่ง หากพรรคก้าวไกลมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล เชื่อว่าพรรคก้าวไกลคงยกเลิกรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับนโยบายกัญชา ครั้งแรกพรรคก้าวไกลสนับสนุน พอเจอนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ พยายามผลักดันให้กลับไปเป็นยาเสพติดอีก มองว่าบทบาทของนายชูวิทย์ พรรคก้าวไกลยอมรับข้อเสนอแนะของนายชูวิทย์ และเชื่อว่าจะเข้าไปมีบทบาทในสภา ทำให้หลายคนตกใจมากเหมือนกันกับบทบาทของนายชูวิทย์ ทำให้หลายคนมองว่านายชูวิทย์มีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาลก็ได้

ส่วนกระแสการโจมตีกันไปมา รวมทั้งแฟนคลับแต่ละพรรคการเมือง จะส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่นั้น มองว่าจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลมาก โดยเฉพาะแรงกดดันที่มาจากนักธุรกิจและภาคสังคม ที่เห็นว่าแนวโน้มในการจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคร่วมจะมีปัญหาก็จะออกมาคัดค้าน ฝ่ายปีกของอนุรักษนิยมก็จะรวมตัวเหมือนกัน ก็จะเป็นโอกาสทางการเมือง ที่จะฉวยโอกาสเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาลได้เหมือนกัน

หากมองพรรคเพื่อไทยจะเบี่ยงมาเอาฝ่ายอนุรักษนิยมมาจัดตั้งรัฐบาล มองว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องสร้างแรงกดดันจากสังคม ทำให้ประชาชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยแข็งแกร่งและคล้อยตาม ซึ่งมีความเคลื่อนไหวให้เห็นแล้ว ที่มวลชนออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยถอนตัว ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะต้องรักษาความรู้สึกของผู้สนับสนุนในส่วนนี้ไปอีกระยะหนึ่ง จนมีสถานการณ์สุกงอมให้พรรคเพื่อไทยถอนตัวได้แล้ว พรรคเพื่อไทยก็จะถอนตัว และเป็นไปตามธรรมชาติที่พรรคเพื่อไทยจะมาร่วมกับปีกอนุรักษนิยมทางใดทางหนึ่ง

ส่วนการมองในเรื่องความเห็นต่างทางการเมืองแล้วไม่ให้เกิดความรุนแรง ช่วงนี้ประชาชนกำลังมีความตื่นตัวทางการเมืองซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี รวมทั้งมีการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง ซึ่งเป็นการพัฒนาในระบอบประชาธิปไตย แต่ความเห็นต่างทุกฝ่าย ต้องให้ความเคารพสิทธิของความเห็นต่างแต่ละฝ่าย ต่างฝ่ายต่างต้องตระหนักต่อจุดยืนและเหตุผลแต่ละฝ่าย ในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้บังคับให้ทุกคนคิดเหมือนกัน และยืนยันในเรื่องความเห็นต่างด้วย ทุกฝ่ายจึงต้องอดทนอดกลั้น ต่อความเห็นต่างและยืนยันที่จะยอมรับความเห็นต่าง โดยไม่ใช้ความรุนแรงเป็นตัวกำจัดความเห็นต่าง และอย่ามองว่าตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย

การที่จะให้ประชาชนทุกคนเข้าใจในเรื่องของประชาธิปไตย ในเมื่อประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองและสนับสนุนพรรคการเมืองกันมากขนาดนี้แล้ว พรรคการเมืองควรจะมีการสื่อสารกับประชาชนในกลุ่มว่าจะต้องยอมรับความเห็นต่าง และคุยกันด้วยเหตุและผล มีความอดทนอดกลั้น ผมเชื่อว่าถ้าพรรคการเมืองทำบทบาทอย่างนี้ ประชาชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองนั้นๆ ก็จะคล้อยตามด้วย เพราะทุกคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นตามช่องทางต่างๆ ถือว่ามาทำแทนพรรคการเมือง

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

หากจะถอดรหัสจากเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้งในมุมของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ต้องถือว่าประธานสภา คือ คนคุมเกมในยกที่ 1 ที่ว่าด้วยการโหวตนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี หรือการยื้อเวลาเพื่อเสนอชื่อนายกฯ ออกไป และอาจรวมถึงการเสนอชื่อนายกฯเข้ามาให้รัฐสภาโหวตครั้งที่สองครั้งที่สาม หรือครั้งต่อๆ ไปก็ได้

ดังนั้น เก้าอี้ประธานสภาจึงเป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้ โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลซึ่งมีตัวแปรที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนอยู่มากโดยเฉพาะด่าน ส.ว. และหากพรรคก้าวไกลถึงทางตัน และเลยจุดที่เรียกว่าตั้งรัฐบาลแข่งไปแล้ว พรรคเพื่อไทยซึ่งหากได้ตำแหน่งประธานสภาก็มีความเป็นไปได้ที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากพรรคตนได้ โดยมีความน่าเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยไม่น่าจะจัดตั้งรัฐบาลแข่ง ส่วนนี้ถือเป็นข้อดีของการตั้งรัฐบาลในที่สว่าง คือ มีประชาชนร่วมเป็นสักขีพยาน และแกนนำพรรคเพื่อไทยถูกสื่อดักทางสัมภาษณ์ปิดปากปิดทางไปแทบทั้งหมดแล้ว

แน่นอนว่าการออกมาส่งเสียงผ่านสังคมออนไลน์ของคนแดนไกล และกลุ่มแคร์ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยถึงความไม่พอใจออกสู่ที่สว่างผ่านสังคมออนไลน์เช่นกัน โดยแสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยต้องได้ตำแหน่งนี้

ขณะเดียวกันยิ่งทำให้พรรคก้าวไกลรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย และมีคำถามตัวโตๆ ภายใต้สมมุติฐานที่ประธานสภาจะเป็นคนคุมเกมการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยจะต้องการตำแหน่งนี้ไปทำไม

ด้วยสถานการณ์ที่มาไกลพอสมควร แน่นอนว่าทางออกของเรื่องนี้ ทางออกเดียว คือ การพูดคุยเจรจาต่อรองกัน ซึ่งอาจเพิ่มข้อตกลงในเอ็มโอยูแบ่งเก้าอี้กันคนละครึ่ง โดยช่วง 2 ปีแรก อาจให้พรรคก้าวไกลเป็นประธานสภาก่อน เพราะถือเป็นสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

ช่วง 2 ปีหลังอาจแบ่งให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยไม่มีวาระซ่อนเร้นตั้งรัฐบาลก็น่าจะยอมในเงื่อนไขนี้ได้ไม่ยาก

แต่ก็ต้องยอมรับว่าหากยอมรับกติกานี้ การเสนอกฎหมายโดยพรรคก้าวไกลในช่วง 2 ปี หลังก็อาจไม่ง่ายนัก

ดังนั้น พรรคก้าวไกลก็ควรกำหนดไทม์ไลน์เสนอกฎหมาย หรือทำเรื่องสำคัญๆ ในช่วง 2 ปีแรกเสียให้เรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม เกมแห่งอำนาจหากสมมุติฐานการแย่งประธานสภาเพื่อคุมกติกาเสนอชื่อนายกฯไม่เป็นจริง ก็อาจใช้วิธีการเสนอตำแหน่งสำคัญ เช่น กำหนดให้ตำแหน่งประธานสภาแลกกับเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงสำคัญก็ได้ ส่วนการให้ประธานสภาอยู่ในมือพรรคที่ 3 เพื่อปัดความขัดแย้งทิ้งนั้น ไม่น่าจะดีนักสำหรับพรรคก้าวไกลเพราะจะเป็นการนำชะตากรรมไปฝากในมือคนอื่น ซึ่งไม่สามารถตอบได้ชัดว่าจะช่วยคุมเกมได้หรือไม่

ในสายตาของประชาชนที่จับจ้องและตีกรอบให้ทั้ง 8 พรรค โดยเฉพาะ 2 พรรคใหญ่ คือ พรรคเพื่อไทยและก้าวไกล ต้องเดินบนเส้นทางที่ถูกขีดเส้นและตีกรอบไว้แล้ว เพราะแต่งงานออกหน้าออกตาลงนามเอ็มโอยูไปแล้ว การยอมให้แก่กันภายใต้เงื่อนไข และความจริงใจบนบริบททางการเมืองเช่นนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และอย่าเพิ่งไปไกลถึงวันส้มหล่น