“ก้าวไกล-เพื่อไทย” โยนทีมเจรจาเคลียร์ปมร้าว พักยกชิงปธ.สภา-พิธามุ่งเป้าใหญ่ยุติสืบทอด

27.05.23 | 06:10 น.

“ก้าวไกล-เพื่อไทย” โยนทีมเจรจาเคลียร์ปมร้าว พักยกชิงปธ.สภา-พิธามุ่งเป้าใหญ่ยุติสืบทอด

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Pita Limjaroenrat พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า “เรื่อง ประธานสภาที่เกิดขึ้นทั้งหมดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เรื่องความเห็นไม่ตรงกันของพรรคร่วมรัฐบาลที่เล็กมากถ้าหากเทียบกับภารกิจที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้พวกเรามา ดังนั้น พรรคร่วมรัฐบาลต้องจับมือเกี่ยวแขนกันไว้ให้มั่นคง ทำภารกิจยุติสืบทอดอำนาจรัฐประหาร พาประเทศไทยกลับสู่ประชาธิปไตยให้สำเร็จจงได้ พวกเราต่างก็รับทราบวิธีคิด หลักการ เหตุผล ของทุกฝ่ายชัดเจนแจ่มแจ้งในประเด็นนี้กันแล้ว ดังนั้น ผมขอให้เรื่องตำแหน่งประธานสภานี้ ให้พรรคร่วมรัฐบาลกลับไปพูดคุยกันผ่านตัวแทนแต่ละพรรคในวงเจรจาจะดีที่สุดตอนนี้ ขอให้ทุกพรรคเดินหน้าทำงานปรับจูนนโยบายร่วมกัน ตั้งรัฐบาลให้สำเร็จตามความคาดหวังของประชาชนครับ”

ต่อมา ที่พรรค ก.ก. นายพิธาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการคัดเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย (พท.) กับพรรค ก.ก.ยังมีความเห็นต่างกัน จะมีการถอยคนละก้าวหรือไม่ ตอนนี้มีนักวิชาการเสนอให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) ที่มีเสียงเป็นพรรคอันดับ 3 มารับตำแหน่ง รวมทั้งข้อเสนอให้พรรค ก.ก.กับพรรคพท.ดำรงตำแหน่งพรรคละ 2 ปี ว่า คิดว่าทั้ง 8 พรรคร่วมจับมือกันแล้ว ต้องร่วมมือปรับจูนพูดคุยกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงที่ผ่านมาประชาชนได้ยินแล้วว่าแต่ละพรรคมีความต้องการและเหตุผลอย่างไร ทางที่ดีที่สุดน่าจะกลับไปพูดคุยกันผ่านทีมเจรจาที่เคยตั้งไว้ และเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน รวมทั้งปรับจูนเรื่องของนโยบายในช่วงเวลา 1-2 เดือนที่จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ทุกคนพูดคุยกับสาธารณชนแล้วว่าเหตุผลคืออะไร น่าจะเพียงพอที่จะนำกลับไปพูดคุยในทีมเจรจา เชื่อใจทุกท่าน

เมื่อถามย้ำว่ามองว่าตำแหน่งประธานสภายังต้องเป็นของพรรค ก.ก.หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ต้องให้ทีมเจรจาพูดคุยกัน เวลานี้เชื่อใจทุกพรรค เวลาทำงานทางการเมืองต้องเชื่อใจซึ่งกันและกัน เมื่อถามว่ารอยร้าวระหว่างพรรค พท.กับพรรค ก.ก.จะสมานกันได้หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ได้แน่นอน คิดว่าเป็นเรื่องปกติของการทำงานที่อาจมีอะไรเห็นไม่ตรงกันอยู่บ้าง และพูดคุยกัน แต่ถ้าสามารถเอาประชาชนเป็นที่ตั้งและกลับมาพูดคุยกันอย่างมีเหตุผลเชื่อว่าทุกอย่างมีทางออก

เมื่อถามถึงกระแสในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ จะมีการนัดชุมนุมเรียกร้องให้พรรค พท.ถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล นายพิธากล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของระบบประชาธิปไตย แต่เมื่อมีการพูดคุยกันแล้วและทุกคนฝากความหวังไว้กับเราเยอะมาก ก็ให้เป็นหนึ่งในกระบวนการ แต่กระบวนการอันสำคัญคือการพูดคุยปรับจูนกัน ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เพราะยังมีงานใหญ่ๆ รออยู่อีกเยอะ

Advertisement

เมื่อถามว่ามีทางออกเรื่องนี้ไว้ในใจหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า คิดว่าทุกท่านมีทางออก ไม่ใช่เฉพาะตนคนเดียว ต้องให้เกียรติพรรคร่วมอีก 7 พรรคด้วย นี่เป็นการตั้งรัฐบาลครั้งที่ 30 คงมีอย่างนี้ทุกครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าจะพูดคุยแสดงเหตุผลกันอย่างไร เมื่อถามว่าจะต้องมีการโหวตเพื่อชิงตำแหน่งประธานสภากันในสภาหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า คงไม่ต้องไปถึงจุดนั้น

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า เดิมทีทั้งสองพรรคมีการตั้งทีมเจรจาเรื่องต่างๆ อยู่ รวมถึงเรื่องของตำแหน่งประธานสภาด้วย ทีมเจรจาของพรรคพท.เสนอเรื่องดังกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่าตำแหน่งประธานสภาควรเป็นของพรรคพท. เพราะพรรคก.ก.ได้ตำแหน่งประมุขฝ่ายบริหารไปแล้ว ทีมเจรจาของพรรคก.ก.ระบุว่าจะรับไปพิจารณาหารือกันภายใน แล้วจะประสานกลับมา พรรคพท.ก็รออยู่จนถึงตอนนี้ ยังไม่ได้รับการประสานกลับมา ดังนั้นการแถลงหรือพูดเรื่องดังกล่าวของสมาชิกพรรค ก.ก.ถือว่าเป็นเสียงสะท้อนของบุคคลนั้นๆ ไม่ใช่จากตัวแทนของทีมเจรจาแต่อย่างใด

“ทุกพรรคมีสิทธิคิดได้ แต่ควรหารือกันด้วยเหตุผลจนได้ข้อสรุปผ่านทีมเจรจาของทั้งสองฝ่ายก่อนใครจะมาแถลงต่อสาธารณะ หากตำแหน่งประธานสภาเป็นของพรรคพท. การเดินหน้าผลักดันกฎหมายต่างๆ ย่อมว่ากันไปตามกฎหมาย กฎระเบียบวาระของสภา ไม่มีอะไรต้องขัดแย้งหรือวิตกกังวล อะไรทำได้ก็ทำ อะไรทำไม่ได้ก็คือไม่ได้ ทุกเรื่องว่ากันตามกฎระเบียบข้อบังคับ ไม่ใช่ว่ากันตามอำเภอใจของใครหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง” นายภูมิธรรม กล่าว

เมื่อถามว่ามีหลายฝ่ายเสนอให้ตั้งคนกลางอย่างนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) นั่งประธานสภาแทนเพื่อแก้ปัญหา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ทุกเรื่องยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่าต้องพูดคุยในวงเจรจาของสองพรรคเท่านั้น รวมถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน พรรค พท.ยืนยันหลักการนี้มาตลอด การพูดคุยข้างนอกมีแต่จะสร้างความแตกแยกและสร้างปัญหามากขึ้น