จตุพร ทำนายละครฉากต่อไป ชี้ก้าวไกลถูกมองเป็นสิ่งแปลกปลอม ชนะ แต่หาคนจับมือยาก
เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน “ทรยศ?”
ในตอนหนึ่ง นายจตุพร กล่าวว่า พรรคก้าวไกลขณะนี้เสมือนเป็นสิ่งแปลกปลอม แม้ชนะเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับหนึ่ง 151 เสียง แต่เป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมือง จึงไม่มีพรรคใดอยากร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล
“สิ่งแปลกปลอมอย่างพรรคก้าวไกลทำให้นักการเมืองปล้นไม่สะดวก จึงไม่มีพรรคใดอยากจับมือด้วย แต่ขณะนี้ที่ต้องจับมือกัน เพราะสังคมบีบกดให้ต้องจับมือ จึงทำตัวลู่กระแสประชาชน ส่วนตำแหน่งประธานสภา ไม่มีประวัติศาสตร์การเมืองบ่งบอกไว้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติให้พรรคเสียงอันดับสองได้ตำแหน่งนี้ ยกเว้นแต่เป็นคนกลางอย่างนายอุทัย พิมพ์ใจชน จากพรรคก้าวหน้า ได้รับเลือกเพียง 3 เสียง แต่ได้เป็นประธานสภา ปี 2526 จากการเสนอของพรรคชาติไทยที่ได้เสียงในช่วงนั้นมาอันดับหนึ่ง 110 เสียง
ส่วน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ จากพรรคสามัคคีธรรม พรรคอันดับหนึ่ง เป็นประธานสภาฯ ปี 2535 แล้วแหวกกระแสนายกฯ เลือกตั้งช่วงการชุมนุมพฤษภา 2535 นำคนนอก ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งอย่างนายอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นนายกฯ ซึ่งประชาชนก็เชียร์ลั่นอีก” นายจตุพรกล่าว
นายจตุพร กล่าวว่า กรณีนายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาครั้งล่าสุด (ปี 2562-2566) แม้พรรคประชาธิปัตย์ ช่วงเลือกตั้งปี 2562 มี 52 เสียง เป็นพรรคอันดับสี่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ลาออกรับผิดชอบพรรคได้เสียงน้อยลง
ประกอบกับจุดยืนไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ เปลี่ยนหัวหน้าพรรคใหม่ ได้เข้าร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยได้ตำแหน่งประธานสภา มาแลกเปลี่ยน จึงทำให้นายสุชาติ ตันเจริญ ขณะอยู่พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลต้องยอมสละมาเป็นรองประธานอันดับหนึ่งแทน ความชัดเจนในช่วง 20 ปีตั้งแต่ปี 2535 มาถึงปัจจุบัน (ยกเว้นปี 2562) ไม่เคยมีประวัติศาสตร์บ่งบอกว่า พรรคร่วมรัฐบาลอันดับสองได้เป็นประธานสภา ดังนั้น เมื่อพรรคเพื่อไทยต้องการล้มกระดานพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล จึงเป็นเกมที่ส่งสัญญาณจากคนเบื้องหลังมาหัวแถวยันปลายแถวหาเหตุอ้างถอนตัวเป็นฝ่ายค้านมาขู่เพื่อจะเอาตำแหน่งประธานสภา
“หากพรรคเพื่อไทยถอนตัวจากร่วมรัฐบาลได้จริงแล้ว คงไม่ได้เป็นฝ่ายค้านจริง แต่ที่จริงคือพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้น การหาทางหลุดออกจากพรรคก้าวไกล โดยให้สภาโหวตเลือกประธานสภา ย่อมเท่ากับเป็นการสมคบ ทรยศพรรคก้าวไกลอย่างชัดเจน และพรรคเพื่อไทย ก็จะได้ตำแหน่งประธานสภาไปครอง เมื่อพรรคก้าวไกล คือสิ่งแปลกปลอมทางการเมือง ดังนั้น ทุกพรรคจาก 188 เสียงคงเทเลือกเพื่อไทยได้ประธานสภา” นายจตุพรกล่าว
นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อประธานสภา มาอยู่กับพรรคเพื่อไทยแล้ว ละครการเมืองฉากสองของพรรคเพื่อไทยจะเริ่มบทแสดงด้วยหน้ามึนๆ อยู่ร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกลตามเดิม ถัดจากนั้นจะออกอาการอึดอัด ก่อหวอดแตกแยกอีก เสมือนตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่อ้างประเทศต้องมีรัฐบาลบริหาร พรรคเพื่อไทยก็เข้าทางได้โอกาสย้ายขั้วไปอีกฟากจับมือ พปชร. กับพรรคภูมิใจไทย ตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่สำเร็จความต้องการเจ้าของพรรคที่อยากกลับบ้าน แต่คงไม่ง่ายตามสมใจหวัง เพราะพรรคภูมิใจไทยอาจไม่สบายใจ
“ดังนั้น เพื่อไทยแย่งชิงตำแหน่งประธานสภา จึงเป็นละครการเมือง ….และต่อไปกองเชียร์เพื่อไทยจะไม่อดทนกับ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อีกเช่นกัน ที่ออกมาเตือนสติ พรรคเพื่อไทย ให้ร่วมจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล” นายจตุพรกล่าว
นายจตุพร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ถูกพรรคก้าวไกลกระทำการเอาเปรียบอะไรตามที่เพื่อไทยกล่าวอ้างเป็นเสียงเดียวทุกแพลตฟอร์มสื่อสาร เพราะเพื่อไทยเป็นพรรคได้เสียงอันดับสอง และได้รับมอบกระทรวงเกรดเอไปดูแลอีกด้วย ดังนั้น การอ้างเอาเปรียบ กินรวบจึงไม่เป็นความจริง
“ทั้งหมดความไม่พอใจของเพื่อไทยมันเป็นเกม และเรื่องไม่ได้เกิดจากพรรคก้าวไกลเลย อีกทั้งไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติให้พรรคอันดับหนึ่งได้นายกฯ แล้ว พรรคอันดับสองต้องได้ประธานสภา ดังนั้น เรื่องนี้เพื่อไทยหาเรื่องล้มกระดานตั้งรัฐบาลก้าวไกลมากกว่า” นายจตุพรกล่าว

