โจทย์หิน‘รบ.’ก้าวไกล แก้กฎหมายการเมือง

28.05.23 | 12:32 น.

โจทย์หิน‘รบ.’ก้าวไกล แก้กฎหมายการเมือง

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณีเพจเฟซบุ๊กพรรคก้าวไกลโพสต์ข้อความหัวข้อ 45 ร่างกฎหมายเปลี่ยนประเทศไทย ก้าวไกลพร้อมผลักดันในสภา โดยเฉพาะกฎหมายการเมือง 11 ฉบับนั้น

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์
และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร

สํ าหรับพรรคก้าวไกลในช่วงการหาเสียงได้ทำแคมเปญลักษณะในการทำไทม์ไลน์ (Timeline) ว่าถ้าเผื่อชนะการเลือกตั้งได้เป็นฝ่ายนิติบัญญัติจะแก้ไขกฎหมายอะไรบ้าง ซึ่งในที่นี้มีอยู่ 45 ฉบับ

Advertisement

ซึ่งเราจะแบ่งเป็น 3 คีย์เวิร์ดคือ คำ วลี หรือประโยคสำคัญ ซึ่งคำแรกคือ เป็นเสรีมากขึ้น ภาษาอังกฤษก็คือ liberty Definition เป็นการออกกฎหมายเพื่อวาง เขาเรียกว่าเป็นการขจัดข้อจำกัดบางอย่างในทางกฎหมาย ให้การทำกิจการในภาครัฐมีความเสรีมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับสรรพสามิต กฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือ พ.ร.บ.ภาษีความมั่งคั่ง คือแนวทางในการปฏิรูปกฎหมายมีความเป็นเสรีมากยิ่งขึ้น อย่างกฎหมายสรรพสามิตคือการแก้กฎหมายสุราก้าวหน้า อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง คือความเป็นเสรีมากขึ้น ประเด็นที่ 2 เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นภาษาอังกฤษคือ Democratization ตรงนี้พยายามจะยกรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือทหาร ซึ่งเป็นหลักการของประเทศประชาธิปไตยสู่ความมั่นคง รัฐบาลพลเรือนต้องควบคุมส่วนราชการที่เป็นส่วนความมั่นคงอย่างทหารได้ ซึ่งบริบทในอดีตที่ผ่านมาของประเทศไทย รัฐบาลพลเรือนแทบจะไม่สามารถควบคุมกองทัพได้ อันเนื่องมาจากกฎหมายอย่าง พ.ร.บ.การจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ที่ให้อำนาจในการจัดสรรตำแหน่งในผลต่างๆ อยู่ในอำนาจของผู้บัญชาการเหล่าทัพและปลัดกระทรวงกลาโหมมากกว่ารัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี อันนี้คือส่วนที่ 2 ของการปฏิรูปกฎหมายให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ส่วนที่ 3 คือการปฏิรูปกฎหมายเพื่อเป็นสากลมากยิ่งขึ้น internationalization คือการปฏิรูปกฎหมายให้ประเทศไทยมีการคุ้มครองสิทธิบางอย่างซึ่งสอดคล้องกับหลักสากล ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.รองรับอัตลักษณ์ทางเพศ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ซึ่งต้องแก้ประมวลกฎหมายแพ่ง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า กลุ่มพวกนี้คือกลุ่มที่ทำให้ประเทศไทยได้ยกระดับสิทธิของพลเมืองให้เท่าเทียมกับสิทธิในระดับสากล

เพราะฉะนั้น ในองค์รวมทั้งหมดของกฎหมาย 45 ฉบับของก้าวไกล เป็น 3 คีย์เวิร์ด คือเป็นเสรีมากขึ้นเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และเป็นสากลมากยิ่งขึ้น นี่คือภาพรวม

แต่เมื่อโฟกัสเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการเมือง ภาคการเมืองจะมีกฎหมาย 11 ฉบับ โดยแยกการพิจารณาออกเป็น 3 ส่วน อันแรกคือกฎหมายการเมืองที่เป็นแม่บท หนีไม่พ้นเลยคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก ในด้านแรกคือภารกิจทั้งยุคสมัยของรัฐบาลนี้ ซึ่งต้องใช้เวลา 2-3 ปีในการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะในการแก้รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติถึง 3 รอบ รอบแรกให้แก้ หรือไม่ให้แก้ รอบ 2 เลือก ส.ส.ร. รอบที่ 3 ให้ผ่าน หรือไม่ผ่าน ร่างจาก ส.ส.ร.ทำให้เห็นว่ากระบวนการแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้แก้แบบง่ายๆ ที่ในสภา แต่ต้องทำประชามติคล้ายๆ กับกลไกการเลือกตั้งถึง 3 รอบด้วยกัน

เพราะฉะนั้น นี่คือแผนของรัฐบาลนี้ และในกระบวนการดังกล่าวใช้เวลา 2-3 ปี ดี-ไม่ดีอาจใช้เวลาตลอดสมัยรัฐบาลนี้ ให้สามารถแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญได้อย่างเบ็ดเสร็จ ที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน แก้แบบยกร่างใหม่หมดเลย อันนี้คือภารกิจของรัฐบาลภายใต้บริบทการแก้รัฐธรรมนูญ จะเจอกลุ่มต่างๆ ที่ออกมาเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นการเห็นด้วย หรือเห็นต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเห็นต่างตรงนี้จะนำมาสู่แรงกระเพื่อมทางการเมือง

ด้านที่ 2 คือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตัวนักการเมืองโดยตรง ตรงนี้เราจะยกว่าเป็นกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทางการเมือง ตัวนี้จะเป็นตัวหลักที่มาพ่วงกับ พ.ร.บ.ประกาศและยกเลิกคำสั่ง คสช. 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ 2 อันนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวนักการเมืองโดยตรง ในการหาเสียงของพรรคก้าวไกล เพราะเข้าใจว่ามองเรื่องการนิรโทษกรรมไม่ใช่เป็นเรื่องของนักการเมืองเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของกลุ่มคนที่ต้องหนีออกไปนอกประเทศ จากการฟ้อง 112 หรือจากการไม่เข้ามารายงานตัวในสมัยยึดอำนาจเมื่อปี57 ตรงนี้จะครอบคลุมถึงกลุ่มนักวิชาการ นักกิจกรรมทางการเมืองที่ต้องหลบออกไปนอกประเทศในช่วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในที่นี้การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมดูเหมือนจะสมเหตุสมผลถ้ามองในเรื่องประเด็นทางการเมือง

แต่ก็จะมีโอกาสสอดไส้ได้เหมือนกัน บุคคลสำคัญก็จะอยู่ในกระบวนการนิรโทษกรรมนี้เช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทางการเมืองก็จะเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อน ที่ผ่านมาเคยจุดติดครั้งหนึ่งจนทำให้เกิดกลุ่ม กปปส.และเกิดการรัฐประหารในปี 2557 เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่เป็นกฎหมายที่กลุ่มก้าวไกลจะต้องระมัดระวังมาก ซึ่งจะไปพร้อมๆ กับ พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. ซึ่ง พ.ร.บ.ตัวนี้คือส่วนที่สำคัญที่สุดเลย

ถามว่าทำไมการแก้ พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศและคำสั่งของ คสช.จึงสำคัญ เพราะประกาศ คสช.ฉบับแรกๆ คือประกาศเพื่อบอกว่า การทำรัฐประหารไม่มีความผิดทางอาญา เพราะโดยปกติการยึดอำนาจจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เปลี่ยนแปลงประเทศโดยใช้ความรุนแรง มีโทษถึงประหาร แต่การแก้ พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช.จะส่งผลให้เกิดกระบวนการในการนำเอาผู้ที่เคยยึดอำนาจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ซึ่งนี่ก็คือเรื่องใหญ่ แสดงว่ากลุ่มที่ยึดอำนาจเมื่อปี 2557 จะต้องถูกดำเนินคดีถ้าหากมีการแก้ พ.ร.บ.ตัวนี้ นับเป็นเรื่องใหญ่มาก

กฎหมายด้านการเมืองด้านที่ 3 เป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้กัน คือด้านการแก้กฎหมายด้านราชการ จะครอบคลุมถึง พ.ร.บ.การเกณฑ์ทหาร พ.ร.บ.การรับราชการทหาร พ.ร.บ.การจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม พ.ร.บ.ความมั่นคง ตรงนี้สำคัญมาก ธงของก้าวไกล คืออะไร คิดง่ายๆ ก้าวไกลต้องการยุบ กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน) ซึ่งเป็นองค์กรที่อยู่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมายาวนาน ตั้งแต่ยุคสมัยต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์ และการยุบ กอ.รมน. เหมือนเป็นการยุบอำนาจพิเศษของกองทัพ รวมไปถึงการแก้ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน จะทำให้กองทัพนอกจากไม่มี กอ.รมน.แล้ว ยังไม่สามารถที่จะจัดคนที่เป็นแม่ทัพนายกองต่างๆ ด้วยกลไกของกองทัพเอง

แต่ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นพลเรือน นี่คือเรื่องใหญ่มากสำหรับกองทัพในบางช่วงสมัย ถือว่าเป็นการแทรกแซงของกองทัพ ตรงนี้เราต้องเข้าใจว่ากองทัพ ถ้ามองโดยกลไกราชการจริงๆ ก็เหมือนกับข้าราชการพลเรือน ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ อธิบดีต่างๆ สามารถถูกโยกย้ายได้ตามปกติ

แต่บริบทในทางการเมืองไทย พ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการ กระทรวงกลาโหมทำให้การบริหารบุคลากรในกองทัพถูกกระทำโดย ฝ่ายความมั่นคงด้วยกันเอง ไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาลพลเรือน เพราะฉะนั้น ในการแก้กฎหมายตรงนี้อาจจะเป็นการปะทะโดยตรง

รวมถึงการยกเลิกการเกณฑ์ทหารเป็นการปะทะโดยตรงกับกองทัพ ซึ่งกองทัพถือว่าเป็นกลุ่มผลประโยชน์ในเชิงสถาบัน คือกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่อยู่ในการเมืองไทยมาโดยตลอด เราผ่านการรัฐประหารมาเป็น 10 กว่ารอบ ก็เพราะบทบาทที่ไม่ลงรอยกันระหว่างข้าราชการพลเรือนและกองทัพ เพราะฉะนั้น การไปแก้กฎหมายเพื่อดึงอำนาจดังกล่าวออกมาจากมือกองทัพไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน

เพราะฉะนั้น ภาพรวมการแก้กฎหมายการเมือง 11 ฉบับ เป็นโจทย์ใหญ่และเป็นเกณฑ์ที่ยากมากๆ ซึ่งโดยปกติโดยรัฐบาลที่เป็นการเมืองเก่าในอดีตที่ผ่านมาเขาจะไม่พยายามไปยุ่งกับกลไกเหล่านี้ เพราะเมื่อไหร่ที่มีการเข้าไปแก้ไขกลไกเหล่านี้กลุ่มกองทัพจะไม่พอใจ และความไม่พอใจของกองทัพจะไม่เกิดการรัฐประหารในตัวของมันเอง

แต่จะเกิดขบวนการของประชาชน จากกลุ่มประชาชนที่ไม่พอใจ กลุ่มนักการเมืองที่เข้าไปแทรกแซง ส่วนราชการ และจะมาพร้อมกับโจทย์อะไรๆ อีกหลายอย่างที่ประเทศไทยจะลดอำนาจของกองทัพ จะเกิดการแทรกแซงจากต่างประเทศ ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่ปลุกปั่นให้คนลุกขึ้นมาต่อต้านได้ ถ้าเผื่อเริ่มขึ้นมาจากการต่อต้านจากประเด็นเล็กๆ ก็จะทำให้ประเด็นใหญ่ๆ หลายเรื่องในรัฐธรรมนูญพลอยติดขัดไปด้วย จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เอาเฉพาะแค่กฎหมายการเมือง 11 ฉบับก็ไม่ง่ายแล้ว พรรคก้าวไกลจะต้อง จัดลำดับความสำคัญ

แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าก้าวไกลไม่ควรแก้ มีบางประเด็นจริงๆ ที่จำเป็นต้องมีการแก้เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ตรงนี้นี่แหละที่จะเป็นสิ่งที่รัฐบาลก้าวไกลจะต้องไปจัดลำดับความสำคัญและดูกระแสทางสังคมว่าจะต้องแก้กฎหมายลำดับไหนก่อนหลัง

ส่วนตัวมองเรื่องความสำเร็จใน 11 ฉบับนี้ แก้แค่การยกเลิกการเกณฑ์ทหาร พ.ร.บ.การเกณฑ์ทหารเพียงอย่างเดียวก็ถือว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉม เกิดความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการทหารกับพลเรือน ส่วนการยุบ กอ.รมน. หรือการแก้ระเบียบกระทรวงกลาโหม พวกนี้เราอาจจะไม่หวัง มันอาจจะต้องก้าวไปทีละก้าว เพราะพรรคก้าวไกลได้เสียงเพียง 151 เสียงในรัฐสภา การจะแก้ไขกฎหมายพวกนี้จำเป็นที่สุดจะต้องไปหาพันธมิตรทางการเมืองจากพรรคอื่นให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภา เกินอีกร้อยกว่าเสียง ซึ่งก็ไม่มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะเห็นด้วยกับพรรคก้าวไกลในทุกประเด็นเหล่านี้หรือไม่

ตรงนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญ ผมมองว่าอาจจะไม่สามารถแก้ไขประเด็นเหล่านี้ได้ทั้ง 11 ฉบับ แต่ถ้าเอาบางฉบับที่เป็นสัญญาชัดๆ กับประชาชนในการหาเสียงเลือกตั้ง อย่างการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร และเป็นประเด็นที่พรรคร่วมรัฐบาลเห็นด้วย

ผมมองว่าเพียงเท่านี้ก็เพียงพอในขั้นที่ 1 แล้ว ถ้าเผื่อแก้ พ.ร.บ.รับราชการทหารได้แล้ว ประเด็นลำดับต่อไปจะมาเอง

เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) วิทยาเขตล้านนา

พรรค ก.ก.และพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรคต้องทำตาม MOU ข้อแรกจาก 23 ข้อ คือสรรหาสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อร่าง หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เป็นอันดับแรกก่อน โดยแก้มาตรา 3 ที่ระบุว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดโดยลบล้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2496 ที่รับรองคณะรัฐประหารยึดอำนาจ หรือองค์รัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญดังกล่าว เพื่อให้การทำรัฐประหารยึดอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมายพร้อมแก้มาตรา 256 กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม
9 อนุมาตรา โดยเพิ่มเติมวรรคท้ายว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญถ้าไม่เป็นไปตาม 9 อนุมาตรา ผู้ที่ทำรัฐประหารยึดอำนาจถือเป็นกบฏ เพื่อยับยั้ง หรือยุติการทำรัฐประหารยึดอำนาจในอนาคตอีก

หากพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรคที่ทำ MOU แก้รัฐธรรมนูญต้องส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อยกเลิกคำพิพากษาศาลฎีกาให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่มีอำนาจสูงสุดเหนือคำพิพากษาดังกล่าว ไม่ให้รับรองรัฐประหารยึดอำนาจอีก ดังนั้น การทำรัฐประหารยึดอำนาจของคณะนายทหาร หรือกองทัพใดๆ จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญดังกล่าวเพราะไม่มีคำพิพากษาศาลฎีการับรองอีกแล้ว ถ้าทำรัฐประหารยึดอำนาจอีกถือเป็นกบฏทันที ต้องได้รับโทษทางวินัยและคดีอาญาด้วย

ถ้าแก้รัฐธรรมนูญดังกล่าวสำเร็จ การยกร่าง หรือแก้กฎหมายอีก 10 ฉบับ อาทิ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รับราชการทหาร (ยกเลิกเกณฑ์ทหาร) พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พ.ร.บ.ความมั่นคง (ยุบ กอ.รมน.) พ.ร.บ.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ร.บ.บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติและร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีการเมืองทำได้ไม่ยาก เพราะเป็น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือเป็นกฎหมายลูกเท่านั้น ที่สำคัญรัฐบาลใหม่สามารถใช้เสียงข้างมาก 312 เสียง จาก 500 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งแก้ไขกฎหมายดังกล่าวได้ทันที

กรณีการยกร่าง หรือแก้กฎหมายดังกล่าวถ้ามีกระแสคัดค้าน หรือต่อต้านรุนแรงอาจเกิดจากความไม่พอใจ เสียผลประโยชน์จากกฎหมายทั้ง 11 ฉบับ โดยเฉพาะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพที่ถูกลดบทบาทและอำนาจดังกล่าว เพราะมีบางส่วนถูกแต่งตั้งไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญคณะกรรมาธิการ ส.ว. และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) คณะกรรมการบริหาร หรือบอร์ดรัฐวิสาหกิจส่วนราชการขนาดใหญ่ที่มีรายได้ รวมทั้งภาคเอกชนที่เชิญไปเป็นที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ อาจสูญเสียตำแหน่งดังกล่าวและค่าตอบแทนเพิ่มนอกเหนือเงินเดือน และสวัสดิการจากรัฐบาลแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากถูกคัดค้าน และต่อต้านจากเรื่องดังกล่าว

หากรัฐบาลใหม่สามารถแก้กฎหมายทั้งหมดได้ เชื่อว่านำทหารและกองทัพกลับเข้าสู่กรมกองเป็นทหารอาชีพมากขึ้น เป็นที่พึ่งประชาชนได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองอีก