หน้าแรก การเมือง หอค้า ห่วงขึ้...

หอค้า ห่วงขึ้นค่าแรงชะลอลงทุนไทย นักธุรกิจนิวเจนขานรับ 3 เอฟ ‘พิธา’ ชี้เริ่มแฟร์เกมก่อน

28.05.23 | 06:30 น.

หอการค้า ห่วงขึ้นค่าแรงต่างชาติชะลอลงทุนไทย แนะค่อยๆ ขยับ นักธุรกิจนิวเจนขานรับ 3 เอฟ ‘พิธา’ ชี้เริ่มจากแฟร์เกมก่อน

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาทต่อวัน ของพรรคก้าวไกลแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่นั้น อยากให้ดูข้อกฎหมายหรือกฎระเบียบให้ดีก่อน รวมทั้งปรึกษาข้าราชการประจำถึงความเหมาะสมของค่าแรงงานขั้นต่ำ และเปิดรับฟังความเห็นให้ทั่วถึง ทั้งกลุ่มนายจ้างและลูกจ้าง

โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากที่มีลูกจ้าง และไม่สามารถแบกรับภาระในส่วนนี้ได้ เช่น ภาคท่องเที่ยว บริการ และภาคเกษตร สำหรับกลุ่มนายจ้างยืนยันไม่คัดค้านการปรับขึ้นค่าแรง แต่การปรับขึ้นตามใจของนโยบายที่มีการหาเสียง มีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุนทั่วโลก และกระทบต่อภาคการผลิตของนักลงทุนไทยในกลุ่มที่ใช้แรงงานเป็นหลัก เพราะค่าแรงเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการผลิต ทำให้การลงทุนจะเกิดการชะลอตัวอย่างรุนแรง

นายพจน์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วในหลายด้าน เช่น วัตถุดิบการผลิตที่ขาดแคลน และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ที่ยังเป็นปัญหาอยู่ และหากยังเจอเรื่องค่าแรงก็จะเป็นโจทย์ใหม่เข้ามาซ้ำเติมอีก ส่วนการพิจารณาย้ายฐานการผลิตนั้น เร็วเกินไปที่จะประเมิน แต่หากการเมืองไทยยังใช้ประเด็นค่าแรงงานขั้นต่ำมาเป็นเครื่องมือในการหาเสียง อาจจะมีการพิจารณาย้ายฐานการผลิตเกิดขึ้นได้

“ส่วนตัวย้ำว่ามีความกังวลใจกับวิธีคิดในการทำงานของฝ่ายปกครองในทางการเมือง เพราะไม่ใช่เฉพาะเรื่องค่าแรง ยังมีอีกหลายเรื่องที่นำมาใช้เป็นนโยบายหาเสียง แต่เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาอยู่ได้ด้วยเอกชน เป็นคนนำรายได้เข้าประเทศมาเสียภาษี เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงอยากให้ภาคการเมืองรับฟังภาคเอกชนให้ทั่วถึงด้วย” นายพจน์กล่าว

Advertisement

นายกรกฤช จุฬางกูร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และในฐานะประธานโครงการนักอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ (Young FTI) กล่าวถึงกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ให้นโยบายในการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทยผ่าน 3F ได้แก่ Fair Game, Firm ground และ Fast growth industries ว่าหลังจากที่ได้ฟังนโยบายดังกล่าวแล้ว ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นายพิธา และพรรคก้าวไกล ทำการบ้านมาได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถให้ความเห็นต่อข้อเสนอแนะและมุมมองของตัวแทนจากกลุ่มนักอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ได้อย่างครบถ้วน และเข้าใจในทุกอุตสาหกรรม ส่วนประเด็นที่อยากให้มีการพิจารณาอีกครั้งคือ ในเรื่องนโยบายค่าแรงขั้นต่ำของพรรคก้าวไกล ที่จะปรับขึ้นทันทีเป็น 450 บาทต่อวัน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นต้นทุนหลักของทุกอุตสาหกรรม จึงอยากให้รัฐบาลชุดใหม่มีการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนเรื่องที่รัฐบาลจะมาสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพิ่มเติม ต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจน อาทิ เรื่องสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี เป็นต้น

“ผู้ประกอบการส่วนใหญ่โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ขอเวลาปรับตัวก่อนที่จะมีการปรับขึ้นค่าแรงแบบกระชากทีเดียว แต่เข้าใจดีว่าวัตถุประสงค์ในการปรับขึ้นค่าแรงครั้งนี้ เพื่อต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมเกิดการพัฒนา โปรดักต์ให้มากขึ้น แต่เรื่องนี้ต้องขอเวลาด้วย รวมถึงต้องให้เวลารัฐบาลในการแก้ไขปัญหานี้ด้วย เพราะการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันแค่ภายในประเทศอย่างเดียว ไทยยังมีการแข่งขันกับต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ ราคาข้าว ไทยแข่งขันกับเวียดนาม และประเทศอื่นๆ เป็นต้น” นายกรกฤชกล่าว

นายกรกฤชกล่าวว่า ขณะเดียวกันมุมมองเกี่ยวกับนโยบาย 3F ของพรรคก้าวไกลนั้น ยอมรับว่าการแสดงวิสัยทัศน์ดังกล่าวยังเป็นแบบทั่วไป ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด เพราะด้วยเวลาที่จำกัด และมองว่าการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเรื่องไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น เพราะแต่ละปัญหาที่ไทยต้องเผชิญล้วนแต่เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน

แต่สิ่งที่ทางภาคเอกชนคาดหวังที่จะได้เห็นเป็นเรื่องแรก จากทั้งหมด 3F คือ Fair Game หรือความเท่าเทียมที่จะแข่งขัน เป็นนโยบายที่มีความเป็นไปได้ที่สุด แต่เข้าใจว่าคงไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในทันที โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายของภาครัฐที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความยุติธรรมของทั้งบริษัทเล็กและบริษัทใหญ่ ทั้งนี้ หากทางรัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้อย่างที่คณะก้าวไกลเน้น