เพิ่งชมคลิปสัมภาษณ์ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ นักรัฐศาสตร์อาวุโสจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในรายการเอ็กซ์-อ๊อก talk ทุกเรื่อง ทางช่องยูทูบมติชนทีวี
ประเด็นสำคัญที่อาจารย์เกษียรยืนยัน ก็คือ “ก้าวไกล” และ “เพื่อไทย” ยังเป็น 2 พรรคการเมืองที่ “ต้องการ” (need) กันและกัน โดยเฉพาะในห้วงยามที่ทั้งคู่มีโอกาสจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล
พิสูจน์ได้จากคะแนนเสียงในการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 รวมถึงข้อเท็จจริงทางการเมืองที่ว่า
“ในขณะที่การเป็นฝ่ายค้านไม่ได้เป็นปัญหาต่อก้าวไกลเท่าไหร่ เพราะเขาเป็นมาจนกระทั่งเป็นมืออาชีพด้านฝ่ายค้าน เพื่อไทย (กลับ) ไม่ค่อยถนัดด้านการเป็นพรรคฝ่ายค้านเท่าไหร่
“และการมีอำนาจรัฐ เราอาจจะคิดถึงมันในแง่มุมต่างๆ แต่ผมคิดว่าการมีอำนาจรัฐทำให้คุณช่วยให้ประชาชนทุกข์ยากน้อยลงได้ คุณช่วยให้ประชาชนถูกรังแกน้อยลงได้ นั่นคือคุณค่าที่สำคัญที่สุดของการมีอำนาจรัฐไว้ในมือ”
อาจารย์เกษียรยังวิพากษ์จุดแข็ง-จุดอ่อนของ 2 พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยไว้อย่างน่าสนใจ
เริ่มจากเพื่อไทย ซึ่งมีลักษณะเป็น “สมาพันธ์ของบ้านใหญ่” ไม่มีการนำรวมศูนย์หรือบุคลากรระดับบริหารที่สื่อสารในนามพรรคอย่างชัดเจน
สถานการณ์ท้าทาย คือ พรรคเพื่อไทยจะยอมปรับตัวหรือไม่ หลังเพิ่งพ่ายแพ้เลือกตั้งใหญ่เป็นครั้งแรก
“เงื่อนไขที่จะทำให้เพื่อไทยไม่ปรับ คือ เงื่อนไขที่ได้อำนาจรัฐ อันนี้ผมพูดตรงๆ พอได้อำนาจรัฐแล้วเคลิ้ม แล้วก็แบ่งปันผลประโยชน์ตำแหน่งกัน แล้วรู้สึกว่านี่เป็นวิธีการที่ได้ผล เวิร์ก แล้วไม่ต้องปรับตัวต่อ ผมคิดว่าอันนั้นจะนำเพื่อไทยไปสู่ความเสี่ยงของการไม่ปรับตัว และจะทำให้เพื่อไทยสะท้อนมรดกที่เป็นจุดอ่อนทางประวัติศาสตร์ของตัวออกมามากขึ้น”
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชี้ว่า ถ้าเพื่อไทยปรับตัวเองได้ทัน ก็จะกลายเป็น “คู่แข่งที่น่ายำเกรง” ของก้าวไกล เพราะพรรคการเมืองนี้มีจุดแข็งด้านการบริหาร การจัดการระบบราชการ และสายสัมพันธ์กับแวดวงธุรกิจอยู่เป็นทุนเดิม
แต่หากไม่ยอมปรับตัว ก็อาจเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เพื่อไทยจะกลายเป็นอีกพรรคการเมืองที่ก้าวไม่ข้าม “ช่วงเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย”
“คุณช่วยพิสูจน์ตัวคุณเองหน่อยไม่ได้เหรอเพื่อไทย ว่าคุณไม่ใช่พรรคอย่างที่คนอื่นเขาอยากเข้าใจว่าคุณเป็น คือ 1.เป็นพรรคที่ฟังคำสั่ง ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง และ 2.เป็นพรรคที่ดีลตลอดเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มก๊วน ไม่ใช่พรรคที่ยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนถึงที่สุดในทุกเรื่อง
“ผมคิดว่าเพื่อไทยมีโอกาส ที่จะให้ประชาชนเข้าใจเพื่อไทยอย่างที่เพื่อไทยอยากจะเป็น”
สำหรับก้าวไกล อาจารย์เกษียรชี้ว่าจุดแข็งของพรรคการเมืองนี้ คือ การเป็นจุดเชื่อมระหว่าง “การเมืองภาคประชาชนนอกสภา” กับ “ในสภา” และถ้าได้เข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร ก็จะกลายเป็นจุดเชื่อมระหว่าง “การเมืองภาคประชาชนนอกสภา” กับรัฐบาล
แม้หลายฝ่ายอาจยังไม่เชื่อมือก้าวไกลในฐานะฝ่ายบริหาร แต่นักรัฐศาสตร์อาวุโสพยายามมองประเด็นนี้อย่างสัมพันธ์กับกระบวนการทางประชาธิปไตย
“ก้าวไกลเจริญรุ่งเรืองเวลาเป็นฝ่ายค้าน ไม่แน่หรอกว่าก้าวไกลจะบริหารรัฐบาลได้ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นไร ก้าวไกลปฏิเสธความรับผิดชอบว่าต้องเป็นฝ่ายบริหารไม่ได้ ไปเรียนรู้ว่าทำยังไงที่นั่นแหละ
“ทำถูกบ้าง ทำผิดบ้าง ไม่ต้องกลัว เพราะว่าอะไร? เพราะประชาธิปไตยคือกระบวนการที่ประชาชนเรียนรู้ที่จะปกครองตนเอง ประชาชนไม่ได้คลอดออกมาปั๊บแล้วรู้ทั้งหมด ประชาชนเรียนรู้ที่จะปกครองตนเองผ่านประชาธิปไตย…
“ประชาชนโตโดยมีอำนาจ ประชาชนโตโดยใช้อำนาจ ประชาชนโตโดยใช้อำนาจผิดแล้วเรียนรู้ ประชาชนโตโดยใช้อำนาจถูกแล้วเรียนรู้”
ปราปต์ บุนปาน

