หน้าแรก Election Slide เรืองไกร ยื่น...

เรืองไกร ยื่นหลักฐานเพิ่ม หุ้น itv ‘พิธา’ ยก ‘สมัคร’ ถึงเป็นนายกฯ ก็จะสอบเอาผิดพ้นครม.ทั้งคณะ

29.05.23 | 12:24 น.

“เรืองไกร” ลุยเอาผิด “พิธา” ยื่นหลักฐานเพิ่มชง กกต.ฟันคุณสมบัติถือหุ้นสื่อ ยกคำวินิจฉัยศาล รธน.สั่งอดีตลูกพรรคอนาคตใหม่พ้น ส.ส.เทียบเคียง ลั่น แม้เป็นนายกฯแล้ว ก็จะสอบเอาผิดให้ ครม.พ้นทั้งคณะ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 พฤษภาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางเข้าให้ถ้อยคำต่อ กกต. กรณีขอให้ตรวจสอบ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะแคนดิเดตนายกของพรรคก้าวไกล กรณีการถือครองหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น ว่าเป็นการกระทำผิดขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

โดยนายเรืองไกรกล่าวว่า นอกจากมาให้ถ้อยคำ ยังได้ยื่นหลักฐานเพิ่มเติมเป็นกรณีคำวินิจฉัยของศาลธรรมนูญที่ 20/2563 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ อดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ขณะนั้น มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัคร ส.ส.เนื่องจากถือครองหุ้นสื่อเป็นเหตุให้สมาชิกภาพความเป็น ส.ส.สิ้นสุดลง โดยศาลให้มีผลนับแต่วันสมัคร ส.ส.คือวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 โดยเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาล ยึดตามตัวบทกฎหมายเพียงว่า นายธัญญ์วาริน ถือหุ้นหรือไม่ และบริษัทยังประกอบกิจการ หรือมีความสามารถที่จะกลับมาประกอบกิจการได้หรือไม่ โดยไม่ได้มีการวางหลักต้องถือมากน้อยแค่ไหน โดยนายธัญญ์วาริน ถือหุ้นอยู่ใน 2 กิจการ ต่างจากนายพิธา ที่ถือหุ้นไอทีวี แต่ต่อมาในปี 2564 กกต.ก็ได้ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้มาวินิจฉัยผู้สมัคร ส.ส.ที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 รวม 4 คำวินิจฉัย และมีการสั่งดำเนินคดีอาญาด้วย ทำให้เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงนายพิธา ถือหุ้นไอทีวีตั้งแต่ปี 2551 และปี 2562 นายพิธา เป็นผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่

“หากวันนี้ กกต.จะวินิจฉัยเรื่องการถือหุ้นไอทีวีของนายพิธา ก็ต้องยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของ กกต. โดยจะต้องย้อนไปพิจารณาว่าการถือหุ้นไอทีวีดังกล่าวของนายพิธา ก่อนปี 2562 และถือต่อเนื่องมานั้น เป็นเหตุให้นายพิธา สิ้นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ปี 2562 โดยต้องมีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่นายพิธา ยื่นสมัครคือวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ใช่หรือไม่”

Advertisement

“การที่นายพิธา ได้มาเป็น ส.ส. มีการโหวตกฎหมายต่างๆ ไป ไม่ได้มีผลทำให้กฎหมายเหล่านั้นต้องเสียไป แต่เงินประจำตำแหน่ง หรือเงินเพิ่มผู้ช่วยผู้ชำนาญการรวมอีก 8 คน อาจจะมีปัญหาได้ จากข้อเท็จจริงนี้จำเป็นที่ กกต.จะต้องย้อนกลับไปตรวจสอบคุณพิธา เมื่อปี 2562 ว่าสิ้นสมาชิกภาพ ส.ส.หรือไม่ โดยอ้างอิงคำวินิจฉัยของ กกต.ที่ 1-4/2564 1, 2, 3 และ 9/2564 ที่ลงนามโดยนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.” นายเรืองไกรกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ยื่นตรวจสอบการสิ้นสมาชิกภาพของนายพิธา เมื่อปี 2562 ด้วยหรือไม่ นายเรืองไกรกล่าวว่า ถือเป็นการกระทำ 2 กรรม และเมื่อพบว่านายพิธายังคงถือหุ้นบริษัทไอทีวี ในการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2566 และในฐานะหัวหน้าพรรคที่เซ็นรับรองผู้สมัคร ส.ส. เขตเกือบ 400 เขตและผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ขอให้วินิจฉัยว่านายพิธาจะมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3) ในฐานะผู้สมัคร ส.ส. หรือไม่ และในฐานะผู้ยินยอมให้พรรคก้าวไกลเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี จึงนำมาตรา 98 มาบังคับใช้ด้วย ส่วนที่นักวิชาการหญิงรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นผ่านรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งในลักษณะว่าไม่มีปัญหา เมื่อขายหุ้นเรื่องก็จบ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก และจะทำให้สังคมและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด โดยหากผิดก็ผิดตั้งแต่วันลงสมัครรับเลือกตั้ง จึงได้เก็บรวมรวมข้อมูลที่มีการเผยแพร่เรื่องผ่านสื่อออนไลน์แล้ว

ทั้งนี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 23 และ 24 บังคับครอบคลุมไปถึงบัญชีนายกรัฐมนตรีด้วย ต่อให้ได้ 376 เสียง ตนก็เห็นว่าขาดคุณสมบัติและหากได้รับเลือกเป็นนายกฯก็จะร้องเรียน อาจจะส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ จึงอยากให้ทั้งนักกฎหมาย ศาสตราจารย์ และดอกเตอร์ไปทำความเข้าใจข้อกฎหมายอย่างถ่องแท้ อ่านกฎหมายให้แม่นๆ

นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า นอกจากร้อง กกต.โดยตรงตอนนี้แล้ว เมื่อ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว จะไปขอร้องให้ ส.ส.และ ส.ว. เข้าชื่อส่งคำร้องให้ตรวจสอบคู่ขนานไปกับการตรวจสอบของ กกต. ตามแนวทางที่เคยยื่นคำร้องให้ตรวจสอบสมาชิกภาพ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2551 จนนายสมัครพ้นจากนายกฯ เพราะคำพิพากษาว่าเป็นลูกจ้าง จากหลักฐานใบหักภาษี ภงด.3 ไม่ได้ยึดตามพจนานุกรม เช่นเดียวกับกรณีของนายพิธา ก็มีหลักฐานเป็นใบ บมจ.6 ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด จึงสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นหลักฐานที่ถูกต้อง ซึ่ง กกต.ควรจะต้องนำไปประกอบการพิจารณา ส่วนผู้วินิจฉัยคือศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า ขณะนี้ประเทศกำลังเดินหน้า การมายื่นร้องคัดค้านจะทำให้การเดินหน้าสะดุดหรือไม่ นายเรืองไกรกล่าวว่า เป็นคนละประเด็นกัน ประเทศเดินหน้าก็เดินหน้าไป ส่วนคนที่ทำผิดหรือเข้าข่ายถูกตรวจสอบก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย