เป็นเรื่องที่ตลกร้ายที่ขำไม่ออกจริงๆ ที่ระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีหลักการคือฝ่ายที่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนมากกว่า จะเป็นฝ่ายที่ได้จัดตั้งและเป็นผู้นำรัฐบาล แต่ในประเทศของเรา กลับมีกติกาแนบท้ายเรื่องการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลที่บอกว่า คน 250 คน ที่มาจากการคัดเลือกของคณะรัฐประหาร (สมาชิกวุฒิสภา) สามารถล้มเจตจำนงของประชาชนเสียงข้างมากได้ “อย่างถูกต้องตามกฎหมาย”
คณะรัฐประหาร ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นผู้ทำผิดกฎหมายอาญาร้ายแรงมีความผิดในข้อหากบฏ ล้มล้างการปกครอง มีโทษประหารชีวิต ยังสามารถกำหนดชะตาชีวิตและโยนทิ้งเจตจำนงอันชัดเจนของประชาชนมาแล้วไม่ใช่เพียงหนึ่งครั้ง แต่ทำมาแล้วทั้งหมด 13 ครั้ง และไม่เคยมีใครต้องรับโทษตามความผิดที่เขียนไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจนเลย
ครับ! สังคมที่อ้างกฎหมาย อ้างการทำผิดกฎหมายเพื่อล้มกฎหมายแล้วสร้างกฎหมายขึ้นมาใหม่เพียงเพื่อจะล้มกฎหมายนั้นไปอีกเรื่อยๆ เป็นวงจรอุบาทว์ไม่สิ้นสุดมันมีที่มาที่ไปอย่างไร?
ก่อนอื่นคงต้องขออธิบายระบบกฎหมายไทยอย่างชัดเจนเสียก่อนว่า ประเทศไทยใช้ระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษร (Civil law System) ประเทศไทยใช้ระบบนี้เป็นหลัก กระบวนการจัดทำกฎหมาย มีขั้นตอนที่เป็นระบบ มีการจดบันทึก มีการกลั่นกรองของฝ่ายนิติบัญญัติคือ รัฐสภา มีการจัดหมวดหมู่กฎหมายของตัวบทและแยกเป็นมาตรา เมื่อผ่านการกลั่นกรองจากรัฐสภาแล้ว จะประกาศใช้เป็นกฎหมายโดยราชกิจจานุเบกษา กฎหมายลายลักษณ์อักษรนี้ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวงซึ่งบรรดาศาลทั้งหลายต้องตัดสินตามกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร ศาลหาได้มีอำนาจในการสร้างกฎหมายขึ้นได้เองไม่ แต่เมื่อเกิดเหตุการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ที่ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2489 และยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ หลังจากนั้นมีการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำรัฐประหาร พ.ศ.2490 โดยในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว นอกจากนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ก่อการรัฐประหารแล้ว ยังได้รับรองให้ดังนี้
“การใดๆ ที่ได้กระทำ ตลอดจนบรรดาประกาศและคำสั่งใดๆ ที่ได้ออกสืบเนื่องในการกระทำรัฐประหารที่กล่าวแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันชอบด้วยกฎหมายทุกประการ” ซึ่งพูดง่ายๆ แบบชาวบ้านก็คือ คณะทหารทำความผิดร้ายแรงเสร็จแล้วก็ออกประกาศมาว่าสิ่งที่ทำนั้นถึงจะผิดคนทำก็ไม่ต้องรับโทษ แถมสิ่งใดก็เกิดขึ้นต่อมาหลังการกระทำความผิดนั้น ยังถูกต้อง “ตามกฎหมาย” ด้วยอีกต่างหาก
ชาวบ้านที่มีสติคนไหนได้ยินแบบนี้ก็คงคิดเหมือนๆ กันว่า แล้วเราจะสอนลูกหลานเรื่องความผิดถูกดีชั่วกันได้เต็มปากต่อไปได้อย่างไร ถ้าคนทำผิดยังสามารถกลับเป็นถูกได้ด้วยกระดาษไม่กี่แผ่นและการรับรองจากผู้มีอำนาจและความรู้แบบนี้?
การยึดอำนาจและล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 มีโทษถึงประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ที่กลายเป็นชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ ก็เพราะบรรทัดฐานของ ศาลฎีกาที่พิพากษาไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2496 ว่า
“คณะรัฐประหารได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จ การบริหารงานประเทศในลักษณะเช่นนี้ คณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไข ยกเลิก และออกกฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติเพื่อบริหารประเทศชาติต่อไปได้” (คำพิพากษาศาลฎีกา 45/2496) ว่าง่ายๆ คือศาลฎีกาในปี 2496 ได้วางหลักไว้ว่า การยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ทำได้ ถ้าทำสำเร็จ ศาลก็จะยอมรับคำสั่งและประกาศทั้งปวงของคณะรัฐประหารว่าเป็นกฎหมาย และจะเอามาใช้บังคับให้ คำพิพากษานี้ได้เป็นบรรทัดฐาน หรือเป็นหลักที่ศาลยึดถือมาโดยตลอดหลังจากนั้น ทำให้มีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ซ้ำแล้วซ้ำอีกมาจนถึงทุกวันนี้
แนวคำพิพากษาของศาลฎีกาอันนี้ คือสิ่งที่เป็น uncodified constitution หรือ ‘รัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ’ ซึ่งบางทีก็มักจะเรียกว่า ‘รัฐธรรมนูญจารีต’ หรือ ‘รัฐธรรมนูญไม่เป็นลายลักษณ์อักษร’ หรือ unwritten constitution แต่การเรียกว่า ‘รัฐธรรมนูญไม่เป็นลายลักษณ์อักษร’ ก็ไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะคำพิพากษาของศาลนั้นเป็น ‘ลายลักษณ์อักษร’
นอกจากนี้คำพิพากษาศาลฎีกา 1662/2505 ที่ศาลฎีกาเดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา 45/2496 ว่า “เมื่อใน พ.ศ.2501 คณะปฏิวัติได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ย่อมถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกมาด้วยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติของประเทศก็ตาม ดังนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 45/2496”
จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา แสดงให้เห็นว่า ต่อให้ไม่มีพระราชบัญญัติใดที่รับรองให้ประกาศ คำสั่งที่คณะรัฐประหารตราขึ้น มีผลเป็นกฎหมาย ศาลไทยก็พร้อมที่จะยอมรับให้ประกาศคำสั่งเหล่านั้นมีผลเป็นกฎหมายได้อยู่ดีโดยศาลอ้างความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ของคณะรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อยึดอำนาจการปกครองได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่ระบบกฎหมายไทยเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่ Common Law System ที่ใช้กฎหมายที่ศาลสร้างขึ้น (Judge made law) ประมวลกฎหมายอาญาของไทยมีมาตรากำหนดห้ามและกำหนดบทลงโทษในกรณีเกิดการล้มล้างการปกครองอย่างชัดเจน
แต่การที่อำนาจฝ่ายตุลาการรับรองการรัฐประหารว่าถูกกฎหมายรวมทั้งคำสั่งของคณะรัฐประหารที่มีนับร้อยนับพันเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติด้วยรัฐไทยจึงเต็มไปด้วยกฎหมายที่บิดเบี้ยวอย่างน่าสมเพชอย่างในระบบกฎหมายไทยที่เห็นๆ กันอย่างแจ้งชัดอยู่ในปัจจุบัน
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

