ย่างก้าว ‘8 พรรคร่วม’ เปลี่ยนผ่าน สู่รัฐบาลใหม่
หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการกรณี 8 พรรคร่วมรัฐบาลเดินหน้าเตรียมความพร้อมก่อน กกต.ประกาศรับรอง ส.ส.โดยตั้งคณะกรรมการประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อเตรียมพร้อมเป็นรัฐบาลใหม่

วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
การตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นมาจากปัจจัยในเชิงสถาบันการเมืองอย่างรัฐธรรมนูญซึ่งเปิดช่องให้มีความไม่แน่นอนบางอย่าง ที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลเสียงที่เกิน 300 เสียงยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะตัวเลขสุดท้ายจริงๆ คือ 376 เสียง ความไม่แน่นอนดังกล่าว ทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลรักษาการไปสู่รัฐบาลใหม่ เกิดปัญหาเพราะไม่สามารถรับประกันได้ว่ารัฐบาลที่เป็นพรรคร่วมที่กำลังจัดตั้งเป็นรัฐบาลใหม่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้ 8 พรรคร่วมมีความจำเป็นที่จะต้องกดดันทางการเมืองผ่านการตั้งทีมคณะเปลี่ยนผ่าน โดยเป้าหมายของคณะเปลี่ยนผ่านในทางการเมือง แน่นอนในทางกฎหมายคณะกรรมการชุดนี้สั่งงานหน่วยงานราชการอะไรไม่ได้เลย แต่เป้าหมายจริงๆ คือ เป้าหมายทางการเมืองในการกดดันรัฐบาลเก่า กดดัน กกต.ให้รีบดำเนินการรับรองสถานะของสมาชิกผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จะได้เปิดสภานำไปสู่การเปิดจัดตั้งรัฐบาลใหม่รวมไปถึงกดดันกลุ่ม สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้เข้ามาสนับสนุน 8 พรรคการเมืองนี้ที่พร้อมจะเป็นรัฐบาลแล้ว
ดังนั้น การตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านจึงเป็นสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต้องยอมรับว่าเป้าหมายของคณะกรรมการชุดนี้ทำอะไรได้ไม่เยอะ เพราะข้าราชการก็มีความอึดอัดใจที่จะเอาข้อมูลมาให้ ข้อมูลบางอย่างก็เป็นเอกสารลับไม่สามารถให้คนนอกดูได้ คณะกรรมการดังกล่าวจึงพยายามสร้างความแน่นอนทางการเมืองและสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่าจะได้เห็นรัฐบาลจาก 8 พรรคการเมืองนี้ คนอาจสงสัยว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วเป้าหมายของคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านไม่ใช่เชิงนโยบายแต่คือเป้าหมายทางการเมือง ส่วนตัวเห็นด้วยว่าควรทำเพราะ 8 พรรคนี้ คือเสียงข้างมากที่ประชาชนนำเสนอออกมาผ่านการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม และคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านก็พยามยามยกระดับการเมืองไทยให้เป็นเรื่องของการเอาปัญหามาเป็นตัวนำในการร่วมมือกัน ที่ผ่านมาการจัดตั้งรัฐบาลช่วงระหว่างที่รอ กกต. จะมีการแบ่งเค้กว่าใครจะได้เป็นรัฐมนตรี ตอนนี้เก็บเรื่องแบ่งเค้กไว้ก่อนควรเอาปัญหามาเป็นตัวนำ ซึ่งตรงนี้เห็นว่าเป็นการยกระดับการเมืองไทยที่มีการตอบสนองความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น
ตามหลักการแล้ว ส่วนราชการเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ มีความถนัดเป็นการเฉพาะในการให้ข้อมูล โดยตัวคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อจะต้องเลือกตัวราชการ แต่ลักษณะของคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านคือ การเดินเข้าไปพูดคุยกับส่วนราชการ ตรงส่วนนี้เลยปรับภาพการทำงานว่าเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อกระชับรอยต่อระหว่างสองรัฐบาลคือ รัฐบาลรักษาการกับรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศหลังจากได้รับการรับรอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในคณะเปลี่ยนผ่านที่สามารถทำได้ ส่วนการพูดคุยกับหน่วยงานราชการต่างๆ แม้จะทำในลักษณะไม่เป็นทางการก็ตาม ก็ไม่ได้มีประเด็นทางกฎหมายอะไรที่ต้องกังวล และไม่ได้เป็นปัญหาในเชิงกฎหมาย เว้นในกรณีที่ข้าราชการเอาเอกสารอันอื่นมาให้ ซึ่งข้าราชการคงรู้ข้อกฎหมายตรงนี้ดี แต่อาจขัดหูขัดตารัฐบาลรักษาการไปหน่อย เพราะรัฐบาลรักษาการยังเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดอยู่ต่อระบบราชการ แต่ต้องเน้นว่ารัฐบาลรักษาการก็ไม่ใช่รัฐบาลเหมือนเดิมแล้ว อยู่เพื่อรักษาการในช่วงระยะเวลาเดียวเท่านั้นเตรียมเก็บของ และส่งมอบงานให้กับรัฐบาลใหม่ ถ้ารัฐบาลรักษาการมองคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านให้เป็นมิตร คิดว่าจะมีประโยชน์มากๆ ต่อการบริหารประเทศไทยโดยรวมที่จะทำให้นโยบาย มีรอยต่อน้อยที่สุด แต่สถานการณ์แบบนี้คงโลกสวยเกินไป เพราะรัฐธรรมนูญที่ตั้งใจวางความไม่แน่นอนให้เกิดขึ้นทางการเมือง อย่างรัฐบาลปัจจุบันโดยมองในมุมมารยาททางการเมืองหากไม่สามารถจัดรัฐบาลได้ต้องแสดงความยินดี แต่เราไม่เห็นเหตุการณ์นั้นเลยจนปัจจุบันนี้
ด้วยเหตุนี้ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลว่า หรือรัฐบาลรักษาการจะยังอยู่ต่อ ซึ่งตัวปัญหาจริงๆ อาจไม่ใช่คณะกรรมการเปลี่ยนผ่านแต่เกิดจากความไม่แน่นอนของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เกิดขึ้น ท้ายที่สุดตัวเลขที่รัฐบาล 8 พรรค ต้องการคือ 376 เสียงวันนี้ยังไม่ได้ ดังนั้นคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านต้องโชว์บทบาทของตัวเองให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันรัฐบาลรักษาการก็ต้องพยายามผลักไม่ให้คณะกรรมการเปลี่ยนผ่านเข้ามายุ่งส่วนราชการ ทำให้สถานการณ์เชิงบวกที่หวังจะเห็นรอยต่อทางการเมืองน้อยที่สุดมันไม่เกิดขึ้น

เอกชัย ไชยนุวัติ
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
ส่วนตัวคิดว่ามีความเหมาะสม แม้คณะกรรมการการเลือกตั้งจะยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ผลอย่างไม่เป็นทางการสรุปได้ว่าพรรคก้าวไกลที่มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรคได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเป็นอันดับ 1 ตามด้วยพรรคเพื่อไทยอันดับ 2 เมื่อ 8 พรรคการเมืองรวมเสียงกัน มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรอย่างไม่เป็นทางการ ก็ถือว่าประชาชนเจ้าของอำนาจได้มอบอาณัติและภารกิจต่างๆ ที่หาเสียงไว้ ทำให้ทุกพรรคการเมืองมีหน้าที่จะต้องทำตามนโยบายที่หาเสียงอย่างเร็วที่สุด
เหตุผลคือเจตจำนงของประชาชนได้ตัดสินในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีรักษาการคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สังเกตหรือไม่ว่ารัฐธรรมนูญเจตนาจำกัดอำนาจคณะรัฐมนตรีรักษาการ มิให้กระทำการนโยบายใดใหม่ๆ หรือโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการระดับสูง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากมีการยุบสภา มีการกำหนดวันเลือกตั้ง และมีการเลือกตั้งแล้ว ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านซึ่งอำนาจที่ 8 พรรคการเมืองได้แถลง ขอสนับสนุน เห็นด้วย และอยากเห็นรัฐบาลต่อๆ ไป ทำประเพณีแบบเดียวกัน เพื่อยึดมั่นเสมอว่าทุกพรรคการเมืองมีหน้าที่เข้ามารับใช้ประชาชน กระทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ทันที
ในด้านข้อควรระวัง อำนาจฝ่ายบริหารตามกฎหมายยังเป็นของคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีรักษาการ ดังนั้น 8 พรรคการเมืองยังไม่สามารถอ้างอำนาจบริหารตามกฎหมายได้ จึงทำได้เพียงแต่สอบถาม เรียนเชิญ ขอข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ แต่ก็ยืนยันว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างไม่เป็นทางการ บนพื้นฐานว่าประชาชนได้ตัดสินใจมอบอำนาจด้วยการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมาแล้ว ท้ายที่สุดอยากเรียกร้องคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ทยอยประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง แม้จะยังไม่ครบ 95% แต่ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 95% ถึงประกาศ เพราะประชาชนได้ลงคะแนนเสียงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
การนำประเทศไทยถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การตั้งคณะทำงานประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่านในเรื่องสำคัญที่สุดแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่ควรทำ เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่เคยทำ และเมื่อมีการทำเกิดขึ้นจึงเป็นความไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งอยู่ในช่วงอกหักจากการเลือกตั้ง จึงอาจรู้สึกกระทบกระเทือนใจเป็นพิเศษที่เริ่มเห็นการเข้ามาแทนที่ตน จะเห็นได้จากปัญหาสำคัญ เช่น ปัญหาค่าไฟและพลังงานเกิดช่วงรัฐบาลรักษาการที่แพ้การเลือกตั้งก็ได้รับการตอบสนองน้อย ซึ่งอาจขาดแรงจูงใจที่จะทำงาน เพราะไม่มีผลการเลือกตั้งเป็นเครื่องเดิมพัน ต่างจากช่วงก่อนเลือกตั้งที่ต้องเร่งทำคะแนนให้เข้าตาประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อันเป็นธรรมชาติของระบอบประชาธิปไตย
ในช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านของผู้บริหารไม่ว่าจะระดับสากล หรือระดับองค์กร ไม่ว่าจะระดับไหนก็มีการส่งมอบงานหรือการเตรียมเปลี่ยนผ่านกันทั้งสิ้นเพื่อให้การทำงานไร้รอยต่อ โดยมองไปที่ผลประโยชน์ของคนส่วนรวม ยิ่งเรื่องการเมืองระดับชาติมีโจทย์ใหญ่ คือ ประโยชน์ของคนทั้งประเทศยิ่งควรจัดทำ เพราะนโยบายของรัฐบาลเก่ากับรัฐบาลใหม่อาจไม่ตรงกัน ส่วนราชการในฐานะกลไกการขับเคลื่อนนโยบายจึงควรรับทราบว่านโยบายของรัฐบาลเก่ายังถูกจัดลำดับความสำคัญอยู่หรือไม่อย่างไร
ส่วนที่ว่าเหมาะสมหรือไม่ก็ต้องดูว่าคณะทำงานเขาทำเรื่องอะไร เรื่องทั้งหมด คือ ปัญหาของบ้านเมือง แปลว่า งานในหน้าที่ของข้าราชการตามกรอบภาระงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่เฉพาะคณะทำงานจาก 8 พรรค แม้แต่พรรคฝ่ายค้านจะตั้งคณะทำงานมาสนับสนุน หรือศึกษาปัญหาด้านต่างหรือเก็บข้อมูลเอาไว้ก่อน เผื่อจะได้เป็นรัฐบาลในอีก 4 ปีข้างหน้าก็สามารถทำได้ และควรทำถ้าตราบใดเป็นการทำงานตอบสนองประชาชน
นอกจากนั้นภาพของคณะทำงานทั้ง 7 คณะ ยังสะท้อนสัมพันธ์อันแนบแน่นยิ่งขึ้นเกิดเสถียรภาพของว่าที่รัฐบาลใหม่ เพราะการต่อยอดสานสัมพันธ์จากเอ็มโอยูว่าไม่ใช่เพียงแค่กระดาษข้อตกลง แต่มีการร่วมงานกันจริงในเชิงรูปธรรม อีกทั้งยังช่วยสร้างการรับรู้และการจูนกันใน 8 พรรคอีกด้วย และยิ่งทำให้ประชาขนที่เซฟไฟล์ภาพโฆษณาหาเสียงตอนเลือกตั้งไว้ประเมินว่าที่รัฐบาลใหม่ จะยิ่งมั่นใจได้ว่านโยบายจะถูกขับเคลื่อนจริง และมาไวกว่าการรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต. ที่กำลังวุ่นอยู่กับบัตรเขย่งด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม อาจต้องติดตามต่อไปว่าจะมีคณะทำงานออกมาขับเคลื่อนเรื่องอื่นเพิ่มเติมหรือไม่
ดังนั้น การขับเคลื่อนงานผ่านคณะทำงานของ 8 พรรคจึงไม่ใช่เพียงพิจารณาว่าทำได้หรือไม่ แต่เป็นเรื่องต้องทำเพราะนักการเมืองซึ่งได้ให้คำมั่นสัญญาอาสาเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอยู่แล้ว จึงไม่ต้องรอหรือติดกรอบเก่า ถ้าการทำงานยิ่งเนิ่นช้าออกไปจะยิ่งก้าวตามปัญหาไม่ทัน การเลือกตั้งครั้งหน้าหากก้าวไม่ไกลจริงประชาชนก็จะลงโทษ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนอยู่ในตอนนี้

เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครองคณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) วิทยาเขตล้านนา
การตั้ง 7 คณะทำงานเพื่อเปลี่ยนผ่านการบริหารราชการแผ่นดินไปสู่รัฐบาลใหม่นั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นกลยุทธ์การเมือง เพื่อกลบกระแสรอยร้าวการจัดตั้งรัฐบาลและการถือหุ้นสื่อนายพิธามากกว่า เพราะการเปลี่ยนผ่านอำนาจเก่าไปสู่อำนาจใหม่ มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อย่างใด ในทางรัฐศาสตร์ มองว่าเป็นเทคนิคเชิงปกครอง เพื่อหวังผลทางการเมือง โดยสร้างกระแสกดดัน กกต.ให้พิจารณารับรองว่าที่ ส.ส. 500 คนโดยเร็ว และพิจารณาคดีการถือหุ้นสื่อของนายพิธาอย่างเป็นธรรม ที่สำคัญไม่ส่งผลกระทบการเปลี่ยนผ่านอำนาจและบริหารราชการแผ่นดินด้วย
กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตั้ง 7 คณะทำงานของ 8 พรรคร่วมรัฐบาลตามเอ็มโอยูว่าไม่สมควร เพราะยังมีรัฐบาลรักษาการ และ กกต.ยังไม่รับรองว่าที่ ส.ส.นั้น มองว่า พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลรักษาการถูกกดดันจาก 8 พรรคการเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อคืนอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ไปสู่รัฐบาลใหม่อย่างชอบธรรมโดยเร็ว โดยอาศัยการขับเคลื่อนจาก 7 คณะทำงานดังกล่าว ภายใต้มติการเมืองรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์รัฐบาลที่มาจากประชาชน เป็นรัฐบาลประชาธิปไตย เป็นการลบล้างรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารยึดอำนาจ ออกไปจากวงจรการเมืองดังกล่าว
ภาพรวมการเดินเกมทางการเมืองของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เป็นการถ่วงหรือยื้อเวลา พร้อมชิงพื้นที่สื่อ ช่วงที่รอ กกต.รับรองว่าที่ ส.ส. เพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมือง หาก กกต.รับรองว่าที่ ส.ส. 475 คน จาก 500 คน สามารถขอเปิดสภา เพื่อเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก่อนแถลงนโยบายต่อสภา เพื่อบริหารราชการแผ่นดินตามลำดับ

