‘ชัยธวัช’ โต้ ‘มงคลกิตติ์’ ย้ำประธานสภา ยังไม่ได้ข้อยุติ คาดถกจบภายในกลาง มิ.ย. มอง ตั้ง รบ.แห่งชาติไม่ใช่ทางออกที่ดี
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย เขตตลิ่งชัน นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีต ส.ส.พรรคไทยศรีวิไลย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้รับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เรื่องประธานสภายังไม่ได้ข้อยุติ ทางพรรคก้าวไกลตั้งเป้าไว้ว่าภายในกลางเดือนมิถุนายนควรจะได้ข้อยุติ เพราะมีความเป็นไปได้ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะรับรอง ส.ส.เร็วกว่าเมื่อปี 2562 ข่าวที่ออกมาไม่ใช่ความเป็นจริง
“ทางพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ก็มีเหตุผลของแต่ละพรรคเอง แต่การพูดคุยกันในรายละเอียด การทำงานร่วมกัน คงสามารถหาข้อยุติได้ คิดว่า 2 สัปดาห์ ไม่ควรจะเกินนั้น”
เมื่อถามถึงความคืบหน้าเรื่องการเจรจากับ ส.ว. เนื่องจากมี ส.ว.แสดงความเห็นว่าควรมีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ นายชัยธวัชกล่าวว่า การพูดคุยยังเป็นไปในทางที่ดี เมื่อได้คุยกันจริงๆ แล้วก็เป็นการลดกำแพง เราได้ตอบคำถามหลายเรื่องที่ ส.ว.แต่ละท่านมีความกังวล หรือเข้าใจข้อมูลข่าวสารอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการชี้แจง
ส่วนข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาตินั้น ก็ถือว่าเป็นสิทธิของท่านที่จะเสนอ ความเห็นส่วนบุคคล แต่ทางพรรคก้าวไกลมองว่าคงไม่ใช่ทางออกที่ดี รัฐบาลที่ดีไม่ว่าพรรคไหน ควรจะมีฝ่ายค้านไว้คอยตรวจสอบถ่วงดุล หากไม่มีฝ่ายค้าน ก็จะสุ่มเสี่ยงกับการใช้อำนาจโดยมิชอบ
เมื่อถามว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้อาจจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก นายชัยธวัชกล่าวว่า จนถึงตอนนี้ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น ยังอยู่ในทิศทางที่ดีอยู่ คิดว่ารัฐบาลแห่งชาติไม่น่าเป็นตัวเลือกในทางการเมืองหลังจากนี้เลย เท่าที่ได้ยินก็มาจากแค่ ส.ว.คนเดียว
เมื่อถามกรณี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้ความเห็นว่าคดีหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อาจส่งผลเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ นายชัยธวัชกล่าวว่า ไม่น่าจะไปไกลถึงขั้นนั้น จนถึงตอนนี้ยังมีความมั่นใจว่าเราสามารถต่อสู้คดีนี้ได้
เมื่อถามถึงการจัดสรรคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายชัยธวัชกล่าวว่า การฟอร์ม ครม.ภายใต้กระบวนการที่จะทำการบ้านล่วงหน้า ตั้งคณะทำงาน และจะส่งมอบนโยบายเรื่องใดบ้าง ก็จะนำไปสู่กระบวนการการแบ่งงานกันทำ ดังนั้น กระบวนการนี้จะถูกจัดสรรบทบาทของแต่ละพรรคว่าจะมีส่วนรับผิดชอบบริหารหน่วยงานไหน กระทรวงใดบ้าง แต่ในส่วนว่าแต่ละพรรคใดจะจัดสรรบุคลากรอย่างไร ขึ้นอยู่กับแต่ละพรรค เข้าใจว่า โดยธรรมชาติของแต่ละพรรคจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้ หลังเลือกนายกฯเสร็จแล้ว

