หน้าแรก การเมือง กลยุทธ์ &#821...

กลยุทธ์ ‘ก้าวไกล’ ทรานซิชั่นทีม กลยุทธ์ตั้งรัฐบาล

2.06.23 | 05:55 น.

กลยุทธ์’ก้าวไกล’ ทรานซิชั่นทีม กลยุทธ์ตั้งรัฐบาล

แกนนำ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 312 เสียง มีความคืบหน้าเป็นลำดับ เมื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำหารือกับ 8 แกนนำพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ที่พรรคประชาชาติเป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา

พร้อมกับมีมติตั้งคณะกรรมการประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน (ทรานซิชั่นทีม) มี “พิธา” นั่งเป็นประธาน พร้อมด้วยตัวแทนอีก 7 พรรคร่วมเป็นคณะกรรมการ ได้แก่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ตัวแทนพรรค ก.ก. นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย (พท.) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ตัวแทนพรรคประชาชาติ (ปช.) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) นายวิรัตน์ วรศสิริน ตัวแทนพรรคเสรีรวมไทย (สร.) นายกัณวีร์ สืบแสง ตัวแทนพรรคเป็นธรรม (ปธ.) นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ตัวแทนพรรคเพื่อไทรวมพลัง (พลท.) และนายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ ตัวแทนพรรคพลังสังคมใหม่ (พ.ส.ม.)

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 7 คณะ จากทั้งหมด 23 คณะ เพื่อให้เป็นไปตามเอ็มโอยูที่ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ร่วมลงนามกันไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยคณะทำงานทั้ง 7 คณะเบื้องต้นตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองแก้ไขปัญหาของประชาชน ได้แก่ 1.คณะทำงานค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันดีเซล และพลังงาน, 2.คณะทำงานภัยแล้ง และเอลนิโญ, 3.ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้, 4.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ, 5.ปัญหาสิ่งแวดล้อม และ PM2.5, 6.เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง และเอสเอ็มอี และ 7.เรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด

คณะทำงานทั้ง 7 คณะข้างต้น จะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญของแต่ละพรรคเข้ามาเป็นคณะทำงาน เพื่อหารือและแก้ไขปัญหาต่างๆ หลังจากนั้นจะแจ้งแก่คณะกรรมการประสานงานต่อไป การตั้งคณะกรรมการประสานงาน และคณะทำงานทั้ง 7 คณะข้างต้น เป็นทางออกของทุกพรรคในการแก้ไขปัญหาของประเทศ เพื่อกลั่นกรองเป็นนโยบายร่วมกันในการแถลงต่อรัฐสภา และนำไปปฏิบัติในฐานะฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

Advertisement

“พิธา” ขยายความการทำงานของตั้งคณะกรรมการประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่านไว้ว่า การทำทรานซิชั่นทีม หากดูการเมืองทั่วไปในต่างประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ลองค้นหาดูได้ว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจของรัฐบาลต่อรัฐบาลในหลายประเทศในระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องปกติมาก

ขณะเดียวกัน “พิธา” ยังใช้วิธีการเดินสายนำเสนอแนวคิดนโยบายของรัฐบาลพรรคก้าวไกล เพื่อเตรียมความพร้อมเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาอุตสาหกรรมรุ่นใหม่ (Young FTI) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เครือข่ายภาคแรงงาน นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ไม่ให้เกิดรอยต่อ รวมทั้งสุญญากาศของการบริหารประเทศ

นัยยะหนึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการนำเสนอความพร้อมให้กับภาคประชาชนและมวลชน ได้เห็นและมีความหวังการทำการเมืองแบบพรรคก้าวไกลที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง 151 ส.ส.และมีคะแนนเลือกพรรคถึง 14,438,851 คะแนน เน้นการสื่อสารแบบตรงไปตรงมา กล้าชนทุกปัญหาเพื่อหวังเกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์การตั้งทีมทรานซิชั่น การเดินสายพบปะพูดคุยกับภาคธุรกิจและภาคประชาชนในกลุ่มต่างๆ ของ นายพิธาและพรรค ก.ก.ว่า ต้องมองว่าเป็นเกมเชิงรุก

วันนี้พรรคก้าวไกลชนะมาเป็นอันดับ 1 ถ้าไม่มีอุบัติเหตุอะไร ถ้าการเมืองเป็นปกติดี ไม่มีอํานาจพิเศษอะไร นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. ก็คือว่าที่นายกรัฐมนตรี ฉะนั้นการเดินเกมรุกแบบนี้ถือว่าปกติสำหรับรัฐบาลหัวก้าวหน้าเขาก็จะทํากัน

หากย้อนไปสมัยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยแรกกับพรรคไทยรักไทย ก็ทําสิ่งที่เรียกว่าการจัดเวิร์กช็อปกับกลุ่มอาชีพต่างๆ แม้กระทั่งกลุ่มคนแท็กซี่หรือคนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพียงแต่ว่าไทม์มิ่งไม่เหมือนกัน เพราะนายทักษิณทำตอนเป็นนายกฯแล้ว แต่นายพิธารีบชิงทําก่อนตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นนายกฯ แต่ก็ว่าไม่ได้เพราะบริบทการเมืองไม่เหมือนกัน สมัยนายทักษิณ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องรับรองผลการเลือกตั้งภายใน 1 เดือน และไม่มีกติกาพิเศษอย่าง ส.ว. ตอนนั้นได้เสียงข้างมาก ส.ส. 248 เสียงก็สบาย ใครๆ ก็มาขออยู่ด้วย ชัดเจนว่าได้เป็นรัฐบาลแน่ จึงเริ่มทํางานได้ทันที แต่กรณีของนายพิธา กว่า กกต.จะรับรองผลเลือกตั้งก็มีเวลาตั้ง 60 วัน รวมเสียง ส.ส.ได้ 312 เสียง แต่มี ส.ว. 250 คนมาคั่นกลางมีอำนาจร่วมโหวตเลือกนายกฯด้วย ทำให้ชีวิตยังไม่แน่นอนว่าจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่

ดร.สติธรอธิบายว่า ด้วยบริบทแบบนี้ นายพิธาเลยต้องรีบทํา ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งก็เป็นเกมการเมือง คือยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะถ้าเกิดสมมุติโหวตตั้งรัฐบาลได้ ก็ลุยงานต่อได้ทันที เพราะคุยกับทุกภาคส่วนมาหมดแล้ว จะได้ลุยนโยบาย 100 วันแรกตามที่แถลงไว้ในการหาเสียง

แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือ ด้วยความไม่แน่ไม่นอนของเสียงในสภา แม้จะรวมเสียง ส.ส.ได้ 312 เสียง แต่ว่ายังมีมือ ส.ว.ส่วนใหญ่อาจไม่โหวตให้นายพิธาเป็นนายกฯ บางทีอาจจะต้องเรียกร้องสปิริตกับพรรคที่ไม่ได้ชวนเขามาร่วมรัฐบาลให้ช่วยกันโหวตปิดสวิตช์ ส.ว. เพื่อสนองฉันทามติของประชาชนเสียงข้างมากเลือก 2 พรรคใหญ่ให้ตั้งรัฐบาล

การกดดันคือนำกระแสการยอมรับของภาคส่วนต่างๆ มาช่วยหนุน เช่น นักธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม หอการค้า เกษตรกร แรงงาน เอสเอ็มอี ให้เหตุผลว่าทุกคนให้การตอบรับ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณหรือแรงกระแทกไปยัง ส.ว.ในการโหวตสนับสนุนให้นายพิธาเป็นนายกฯ ด้วย