เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นายณพลเดช มณีลังกา อดีตเลขานุการกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “วันนี้นั่งริมทะเลสาบ Toya เมือง Toyako ประเทศญี่ปุ่น เห็นความเป็นอยู่ของประชาชนญี่ปุ่นแม้เศรษฐกิจย่ำแย่ขนาดไหนเขาก็มีความสุขครับ เพราะคนเขามีระเบียบ มีวินัย รู้จักหน้าที่และรับผิดชอบต่อสังคม และประเทศก็ขับเคลื่อนไปด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพที่สร้างมาจากรัฐบาลที่ปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้กับเขาครับ
เห็นประเด็นการรับคำร้อง จากกกต. และเรียกสอบจากคนร้องหลายรอบในกรณีหุ้น ITV ของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผนวกกับ อ.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พูดถึงขนาดต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ อันนี้วุ่นแน่ครับ รวมทั้งมี ส.ว.บางท่าน พูดไปไกลถึงแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ เป็นการสร้างกระแสข่าวและนิติสงครามในทางที่ไม่ดี เห็นแล้วไม่สบายใจครับ
มีความคลาดเคลื่อนและเข้าใจผิดหลายประการในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ว่าด้วยเขตอำนาจศาล ที่หากคุณพิธา ถือหุ้น ITV ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) การเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นสื่อ ว่าเขตอำนาจศาลและอำนาจ กกต. รวมทั้งจะไปศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกากันแน่ และใครคือคนชี้ว่า คุณพิธา ถือหุ้นสื่อจะถูกและจะผิด หลายคนเข้าใจว่าจากนี้จะต้องไปศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ขอแบ่งตามขั้นตอนตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เป็น 3 ตอนอย่างนี้
1.”ก่อนประกาศผลเลือกตั้ง” อำนาจอยู่ที่ “ศาลฏีกา” (มาตรา 52 , 61)
2.”ก่อนวันประกาศผลเลือกตั้ง” อำนาจอยู่ที่ “กกต.” และ “ศาลฏีกา” (มาตรา 53 ,51 ประกอบ 60)
3.”หลังประกาศผลเลือกตั้ง” อำนาจอยู่ที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” (มาตรา 54)
จากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561
มาตรา 52 “วางหลักว่า” ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งขาดคุณสมบัติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
มาตรา 53 “วางหลักว่า” ก่อนประกาศผลเลือกตั้ง มีลักษณะต้องห้าม ให้คณะกรรมการวินิจฉัยมีคำสั่งยกเลิก (กกต. แจก ใบเหลือง ส้ม แดง)
(หากวินิจฉัยอย่างไรแล้ว การต่อสู้ก็จะเป็นรูปแบบเหมือน นายสุรพล เกียรติไชยากรที่ถูกใบส้ม และฟ้องต่อศาลฎีกาพิพากษาต่อมาได้ยกฟ้องคดีบูชาเทียนเพื่อทำบุญวันเกิด จำนวน 2,000 บาท ถือว่าไม่ใช่เป็นการซื้อเสียงหรือทุจริตเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปี 2562)
มาตรา 54 “วางหลักว่า” หลังประกาศผลเลือกตั้งแล้ว ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
นายณพลเดช ระบุว่า “จากเหตุการณ์นี้ ผมอยากจะให้กกต. แสดงจุดยืนให้ชัด เพราะกกต.รู้อยู่แล้ว หลังจากที่ศาลฎีกาให้ให้บรรทัดฐานไว้ในกรณีที่ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ที่ศาลฎีกาตัดสินคืนสิทธิการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.นครนายก พรรค ปชป. ถือหุ้น AIS จำนวน 200 หุ้น ว่าหุ้นจำนวนนี้เป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ย่อมไม่มีอำนาจสั่งการให้ บ. AIS ดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ผู้สมัครและพรรคการเมือง จึงไม่ขัดด้วยเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (3) และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.พ.ศ.2561 มาตรา 42 (3) จึงมีคำสั่งให้ กกต.นครนายก ต้องเพิ่มชื่อให้มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่านี้ก็ชัดแล้วครับ
การนี้กกต.รู้ทั้งรู้ว่าจะชี้ขาดอย่างไร ถ้าเดินตามบรรทัดฐาน ที่ศาลฎีกา ได้วางมาตรฐานตามเจตนาของรัฐธรรมนูญว่าไม่ผิด ควรชี้ขาดและยืดอกตัดสินไปเลยครับ ว่า “คุณพิธา” ถือหุ้น ITV “ไม่ผิด” ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ท่านก็มีหลักแห่งความสุจริตและเที่ยงธรรมไปด้วย กลับกันถ้าท่านจะให้ใบส้มก็เป็นสิทธิ์ แน่นอนคุณพิธา ก็ใช้สิทธิทางศาลเพื่อยื่นฟ้องให้ชอบธรรมได้ ประเทศก็จะเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว
กลับกันหากกกต.รีบประกาศผลเลือกตั้งและโยนเผือกร้อน ก็ทำให้คุณพิธา เข้าเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 54 ต้องเรียนว่า ยังมีข้อสงสัยในการพิจารณาหลายประเด็นให้มีความกระจ่าง เช่นนี้แล้ว ผมอยากจะฝาก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 ฝากกกต. พิจารณา สักนิด
มาตรา 200 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาหรือจัดการให้เป็นไปตามหมายอาญา กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท ถ้าการกระทำหรือไม่กระทำนั้น เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษ รับโทษหนักขึ้น หรือต้องถูกบังคับตามวิธีการเพื่อความปลอดภัย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท
การกระทำของท่านแน่นอนเป็นผู้มีอำนาจสืบสอบสวน เป็นไปตาม มาตรา 200 หากมีผู้ร้องที่เป็นประชาชนจำนวนมากบอกว่า กกต. ผิดตาม ป.อาญา มาตรา 200 วรรค 2 ทำให้คุณพิธาต้องรับโทษ หรือรับโทษหนักขึ้นนี้ ย่อมมีโทษให้ท่านจำคุกตลอดชีวิต และฟ้อง ม.157 ไปด้วยในตัว นอกจากความวุ่นวายของประเทศจะวุ่นวายเพียงใดแล้ว ขอความกรุณา กกต. ยืนบนหลักความถูกต้อง สมภาคภูมิอย่างสง่างาม ขอให้เห็นแก่ประเทศชาติครับ”

