หน้าแรก การเมือง จตุพร ชี้ตั้ง...

จตุพร ชี้ตั้ง รบ.วุ่นบานปลาย เชื่อ ‘บิ๊กป้อม’ มาแน่ จับตาอาฟเตอร์ช็อกทางการเมือง

2.06.23 | 05:30 น.

จตุพร ชี้ตั้ง รบ.วุ่นบานปลาย เชื่อ ‘บิ๊กป้อม’ มาแน่ จับตาอาฟเตอร์ช็อกทางการเมือง

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน “ลุกลามใหญ่โต?”

นายจตุพรกล่าวว่า ตัวแปรสถานการณ์ขณะนี้การตั้งรัฐบาล 312 เสียงส่อลุกลามบานปลายขึ้นโดยมีปัจจัยการถือหุ้นไอทีวีของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล และการชิงตำแหน่งประธานสภา แล้วผสมด้วยเงื่อนไขสำคัญ ส.ว.ไม่หนุนฝ่าย 312 เสียง นอกจากนี้ จะขยายผลกดดันให้พรรคเพื่อไทยแยกขั้ว ข้ามฟากไปจับมือตั้งรัฐบาลกับฝ่าย 188 เสียง ขณะที่การลุกฮือต่อต้านของประชาชนยากหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น ถ้ารัฐบาลใหม่ควบคุมความสงบไม่ได้ โอกาสจะจบลงท้ายด้วยทหารยึดอำนาจย่อมมีความเป็นไปได้สูง

นายจตุพรกล่าวว่า ปัจจัยคุณสมบัติของนายพิธานั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ได้ส่งสัญญาณนำร่องด้วยคำถามถึงคำร้องการถือหุ้นไอทีวีมี 3 ประเด็นหรือไม่ คือ คุณสมบัติ ส.ส. คุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี และการรับรองผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. การพูดชี้ประเด็นเช่นนี้เท่ากับสื่อแนะคำร้องให้จัดการนายพิธา ซึ่ง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ ได้ยื่นคำร้องครบถ้วนตามที่นายวิษณุถามไว้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นทั้ง 3 กรณีนี้ นายวิษณุเห็นว่าอาจทำให้เลือกตั้งเป็นโมฆะหรือต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ แต่ปัญหาคือ จะเลือกตั้งใหม่เฉพาะหรือเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด ดังนั้น ขณะนี้ได้แสดงถึงเกมหลายเกมจะออกมาจัดการรัฐบาล 312 เสียง แม้ถ้าศาล รธน.วินิจฉัยคุณสมบัติของนายพิธา ไม่ขัด รธน. แต่ก็ต้องเจอกับดัก 750 เสียง (ส.ส. 500 บวก ส.ว. 250) ในการโหวตเลือกนายกฯ

Advertisement

นายจตุพรกล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ย่อมเกิดสมการการเมือง คือ แบบแรกเสียง 312 จาก 8 พรรคตั้งรัฐบาล และอีกฝ่ายหนึ่งมี 188 เสียงไม่มารวมกับพรรคก้าวไกล ดังนั้น ฝ่าย 312 เสียงต้องไปอาศัยเสียง ส.ว. ที่ให้กำเนิดโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

“มีข่าวแบบยาหอมว่าจะล็อบบี้เสียง ส.ว.มาช่วยพรรคก้าวไกลได้สำเร็จ นั่นเป็นคำพูดแบบมองโลกสวยงาม แต่ความสำเร็จแท้จริงนั้น ต้องไปหว่านล้อมให้ พล.อ.ประยุทธ์ เห็นดีเห็นชอบซึ่งคงยาก ด้วยเหตุนี้ การหาอีก 64 เสียงไม่มีทางเป็นไปได้ และปาฏิหาริย์เรื่องนี้ไม่มีจริง”

นายจตุพรกล่าวว่า เชื่อว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะเป็นตัวเลือกแคนดิเดตนายกฯ ให้รัฐสภาโหวตเป็นนายกฯคนต่อไป อีกทั้งยังต้องประเมินผลการพิจารณาคุณสมบัติ ส.ส.ของนายพิธาด้วยว่า จะลามไปกระทบถึง ส.ส. 151 คนของพรรคก้าวไกลกลายเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งโดยมิชอบ รธน.หรือไม่ เพราะจะแสดงถึงการเลือกตั้งใหม่ใน 112 เขต หรือทั้งประเทศต้องติดตามกันด้วยความระทึก

ดังนั้น กระดานการเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ และการลุกฮือของประชาชนก็หนีไม่พ้นแน่นอน แต่หลังจากลุกฮือแล้วจะมีผู้เฝ้ารอสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนอย่างมากอยู่ โดยในช่วงเดือน มิ.ย.นี้จะเห็นการเร่งรับรอง ส.ส.อย่างรวดเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับคดีของนายพิธา ที่จะไปศาล รธน. พร้อมเกิดเงื่อนไขการเปิดประชุมสภา ซึ่งสถานการณ์ทั้งหมดนี้จะนำพาไปสู่อะไรจึงต้องคิดอย่างจริงจัง และคงไม่ใช่สถานการณ์ในแบบโลกสวยแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสถานการณ์เกือบ 2 เดือนนี้ การรับรอง ส.ส.ต้องเสร็จสิ้นก่อน 13 ก.ค.นี้ พร้อมทั้งเชื่อว่า อาฟเตอร์ช็อกทางการเมืองต่างๆ จะลามเกิดขึ้นเร็วมาก ดังนั้น การวิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ของคนซึ่งไม่ได้อยู่หรือสังกัดพรรคการเมืองย่อมเห็นปรากฏการณ์ได้รอบด้านตามข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่ของแต่ละฝ่าย สิ่งสำคัญ ตนไม่ได้ปรุงแต่งความเห็นเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า พรรคก้าวไกลอยู่ในสถานการณ์ที่ยากจะได้เป็นรัฐบาล และโอกาสรอดของนายพิธา ยิ่งยากที่สุดด้วย แต่จะลามไปถึง ส.ส.ที่ได้รับเลือกทั้ง 151 คนและคนที่ไม่ได้รับเลือกตั้งของพรรคก้าวไกลด้วยหรือไม่ ดังนั้นยังต้องสู้กันอีก เนื่องจากเงื่อนไขของนายพิธา เป็นคนละกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่พ้นสภาพ ส.ส.กรณีถือหุ้นสื่อ ดังนั้น นายพิธาจำต้องกังวลอย่างยิ่ง ไม่ใช่พูดไม่กังวล”

นายจตุพรกล่าวว่า กระดานการเมืองไม่ได้ซับซ้อน เพราะล้วนเป็นอิทธิพลของกติกา รธน. 2560 โดยผู้เล่นในกระดานนี้ต้องอุดรูรั่วให้หมด อีกอย่างมีบทเรียนจากกรณีของนายธนาธรด้วยแล้ว จึงต้องระมัดระวังในการถือหุ้นสื่อ ซึ่งยากจะดิ้นหลุดจากข้อกฎหมายได้