ภาคประชาชนแถลงจี้ประยุทธ์ลาออก เหตุคลอด พ.ร.ก.เลื่อนการใช้ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานฯ จ่อยื่น ป.ป.ช. สั่งแขวน ครม. ทั้งคณะ
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ กลุ่มญาติวีรชน 35 และภาคประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวการเตรียมยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ให้ถอดถอน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกับพวก ครม. กรณี ‘จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ’ เป็นการ “ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ในการออก พ.ร.ก.เลื่อนการใช้ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานฯ 4 มาตราออกไปโดยไม่มีอำนาจทำได้ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง
นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และญาติผู้สูญหายในเหตุการณ์พฤษภา 35 กล่าวว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมาน-อุ้มหายฯ ถือว่ามีประโยชน์ วีรชนผู้สูญหายที่มีจำนวนมากกว่าที่รัฐบาลกล่าวไว้ ซึ่งเราได้เรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นเวลานาน แต่ก็ได้รับการเพิกเฉย และไม่ได้ข้อยุติในนามรัฐบาล สิ่งสำคัญคือ ความเสียหายของประชาชนซึ่งควรได้รับการคุ้มครองจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ รัฐบาลไม่ส่งเสริม แต่กลับขัดขวาง แม้จะไม่กี่เดือน แต่ความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้ว คณะกรรมการญาติฯได้เรียกร้องไปเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ให้รัฐบาลรับผิดชอบ ร่วมกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะ รมว.มหาดไทย โดยเฉพาะ ผบ.ตร.คนปัจจุบัน ที่เป็นผู้เสนอให้มี พ.ร.ก.
“คณะกรรมการญาติฯ เรียกร้องสำนึกความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง อาจไม่จำเป็นต้องลาออกทั้งคณะ เพียงรับผิดชอบส่วนบุคคล เพราะเราเข้าใจว่าประเทศชาติต้องมีคนดูแลรักษาการ คือให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ เราพยายามคิดทุกด้านไม่ให้ประเทศเสียหาย แต่ด้วยตรรกะวิบัติ เราต้องทำทุกทางเพื่อผู้มีอำนาจไม่ทำแบบนี้กับคนไทยอีกต่อไป กฎหมายนี้มีประโยชน์ชัดเจน และกว่าจะได้มาต้องต่อสู้เป็นเวลานับสิบปี
ผมได้ปรึกษากับ ผศ.ดร.ปริญญา เทวนฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งชี้ว่าทุกวิถีทางที่จะฟ้องได้ ก็ต้องทำ มีช่องทางจะฟ้องผ่าน ป.ป.ช. หรือแจ้งผ่านตำรวจไปถึงอัยการ แต่รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า สามารถฟ้องไปที่ศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดย ผศ.ดร.ปริญญาจะรวบรวมนักกฎหมายเพื่อดำเนินการ“ นายอดุลย์กล่าว
ด้าน พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) กล่าวว่า พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมาน-อุ้มหายฯ มีความสมบูรณ์ในสาระบัญญัติ เพิ่มเติมจากกฎหมายอาญา และในวิธีพิจารณาความในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เห็นได้ว่าเป็นกฎหมายที่มีความก้าวหน้า และสมบูรณ์อย่างยิ่งฉบับหนึ่งซึ่งประเทศเคยมี แต่ไม่น่าเชื่อว่า แค่ 2 วัน ก่อนวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งกฎหมายกำลังจะมีผล รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.เลื่อนการใช้ใน 4 มาตราสำคัญ อ้างว่าอุปกรณ์ไม่พร้อม แต่ความจริงจะมีแผนล้มเลิกการใช้ สะท้อนว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจต่อการออกกฎหมายฉบับนี้ ไม่ต้องการให้มีเนื้อหาที่จะควบคุมตรวจจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งเงื่อนไขของ พ.ร.ก.ดังกล่าว ก็ไม่เข้าข่ายถึงเหตุผลที่ต้องเป็นเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉินอย่างยิ่ง
“เป็นเรื่องการหลอก หรือสมคบคิดกันหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เราไม่เคยคิดว่าเขาจะกล้าออก พ.ร.ก. ซึ่งต้องออกในบ้านเมืองที่มีภาวะสงคราม หรือมีเหตุจำเป็นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งกรณีนี้ไม่เข้าข่ายอย่างแน่นอน
เมื่อ พ.ร.ก.ดังกล่าว ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ พ.ร.ก.ดังกล่าวเป็นโมฆะมาตั้งแต่แรก สร้างปัญหาย้อนหลังไปมากมาย อาจมีเหตุให้ยกไปเป็นข้อต่อสู้ทางคดี ว่าไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เข้าข่ายทำผิดจงใจละเว้นฝ่าฝืนการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่ง ป.ป.ช. ย่อมดำเนินการได้เมื่อเห็นว่าเข้าข่ายความผิด ไม่จำเป็นต้องมีผู้ยื่นคำร้อง จึงมองว่า ป.ป.ช.อาจไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในกรณีนี้
เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ต้องไต่สวน และส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หรือส่งให้ศาลฎีกาประทับรับฟ้อง ครม.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเชื่อว่าทำได้ทันก่อนจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะเป็นอีกตัวแปรของการเมืองไทย ช่องทางที่ทำได้ คือต้องกดดัน ป.ป.ช. ให้ทำหน้าที่ตามมาตรา 235″ พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว
นายพิภพ ธงไชย ประธานที่ปรึกษาญาติวีรชนฯ กล่าวว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญชี้แล้วว่า พ.ร.ก.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในสถานการณ์ปกติ นายกฯต้องลาออก แต่ประเทศไทยก็มักมีความไม่ปกติเป็นปกติ คณะกรรมการญาติฯ ไม่ได้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่เราเป็นผู้สูญเสียญาติในเหตุการณ์พฤษภา 35 ซึ่งมีบุคคลสูญหายมากกว่าที่กระทรวงมหาดไทยประกาศว่ามี 48 คน ดังนั้น เหตุที่คณะกรรมการญาติฯจัดการแถลงข่าว จึงมีความชอบธรรมเพราะต่างก็ได้รับผลกระทบโดยตรง เราดีใจที่ พ.ร.บ.เกี่ยวกับการอุ้มหายได้ประกาศใช้ และกรณีที่ฝ่ายรัฐกระทำอุ้มหาย ซึ่งมีเพียง 2 หน่วยงานคือ ตำรวจและทหาร แต่การออก พ.ร.ก.ชะลอบางมาตรา จึงถือว่าต้องรับผิดชอบ และต้องลาออก แต่มีการตีคารมโดยนักกฎหมายของรัฐบาล ว่าเวลานี้เป็นรักษาการ แต่กฎหมายก็ไม่ได้ระบุว่าจะไม่ต้องรับผิดชอบ
“หาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่ลาออก และรัฐบาลตั้งไม่ได้เป็นปี พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องเป็นนายกฯไปอีกนาน แล้วความรับผิดชอบอยู่ตรงไหน ปัญหาการอุ้มหายเป็นเรื่องใหญ่ สิ่งที่สังคมไทยและนักการเมืองในรัฐบาลชุดใหม่ต้องตระหนักคือ ต้องทำให้ พ.ร.บ.นี้ถึงปฏิบัติได้จริง แต่นักการเมืองได้ละเลยรัฐธรรมนูญมาหลายครั้ง โดยกลไกกฎหมายไม่สามารถบังคับให้นักการเมืองออกไปได้ นอกจากแพ้โหวตในสภาเท่านั้น ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์แพ้การเลือกตั้ง แต่ยังอยากรักษาความเป็นประชาธิปไตย ก็ควรประกาศลาออกจากรักษาการนายกฯ” นายพิภพกล่าว

นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ระบุว่า พ.ร.ก. เป็นเรื่องที่กระทบกับความรู้สึกของญาติวีรชนเป็นอย่างมาก เพราะหลังเหตุการณ์ 24 พ.ค. 2535 รัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ได้ออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรม เป็นเหตุให้ความผิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐ ที่กระทำการอันเป็นอาชญากรรมต่อประชาชน ไม่ต้องรับผิด
พ.ร.ก.ดังกล่าวเป็นเหตุให้ญาติผู้เสียหายฟ้องร้องต่อศาลแพ่งและอาญา แต่เนื่องจาก พ.ร.ก.นิรโทษกรรม ศาลจึงยกฟ้อง นี่คือการฆ่าซ้ำสองกับผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ในเวลานั้น ส.ส.ได้เสนอญัตติให้สมาชิก ลงมติตีความว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบัน กรณีที่นายชวน หลีกภัย อดีตประธานสภา ไม่ได้เปิดให้มีการลงมติ โดยอ้างว่ามีผู้รวมชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อน
“การกระทำของรัฐบาลในอดีต โดยเฉพาะรัฐบาลหลังการรัฐประหาร ที่ปราบปรามประชาชนมักพยายามลบล้างความผิดของตนเองและพวกพ้อง ซึ่งถือเป็นการกระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ขณะที่ประเทศไทยเคยรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนไว้แล้วหลายฉบับ แต่เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายรองรับเพื่อเป็นการอนุวัตการ จึงต้องออก พรบ. ป้องกันการซ้อมทรมาน-อุ้มหายออกมาใช้บังคับ เพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติ” นายบุญแทนกล่าว
นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. และคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายวิษณุ เครืองาม ลาออกเพื่อรับผิดชอบการกระทำผิดในครั้งนี้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง และแสดงความรับผิดชอบ แม้จะยุบสภาไปแล้วก็ตาม แต่ยังรักษาการอยู่ และควรจะต้องมีการตรวจสอบและคาดโทษข้าราชการระดับสูงที่ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายตั้งแต่กฎหมายบังคับใช้ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาด้วย
“สัปดาห์ที่ผ่านมา ครป. สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) และเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรัฐมนตรีรักษาการทุกคน ให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เป็นเวลา 7 วันแล้ว คณะรัฐมนตรีรักษาการยังไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ …อย่างน้อยที่สุดพวกท่านควรแสดงเจตนาแถลงรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยการหยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐบาลรักษาการ และขอโทษประชาชนที่ออกพระราชกำหนดผิดพลาด แต่กลับไม่มีเลย
ดังนั้น ญาติวีรชนพฤษภา 35 ครป. และภาคประชาชน จะดำเนินการไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ให้ถอดถอน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ครม.ทั้งคณะ ในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ เนื่องจากจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในการออก พ.ร.ก.เลื่อนการใช้ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานออกไปโดยไม่มีอำนาจทำได้ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชาติบ้านเมือง ระบบนิติรัฐ นิติธรรม และ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วตามอำนาจหน้าที่ จะปฏิเสธและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิได้
ความจริงแล้ว ป.ป.ช.ย่อมทราบถึงการกระทำดังกล่าวอยู่เป็นอย่างดีเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการถอดถอนคณะรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงผู้เกี่ยวข้องทุกคนจากตำแหน่งตามหน้าที่และอำนาจตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ปี 2561 บัญญัติไว้
หากไม่มีความคืบหน้าหรือล่าช้า ญาติวีรชนพฤษภา 35 ครป.และภาคประชาชน จะดำเนินการยื่นฟ้องอาญาต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ ครม.ทั้งคณะ ตามความผิดมาตรา 157 ต่อไป” นายเมธากล่าว

