หน้าแรก Election Slide พิธา ไม่กังวล...

พิธา ไม่กังวลปมถือหุ้นสื่อ มั่นใจตั้งรบ.ได้ รอกกต.รับรอง ยันขึ้นค่าแรง 450 บาท ทำได้ใน 100 วัน

2.06.23 | 13:34 น.

‘พิธา’ ไม่กังวลปมถือหุ้นสื่อ โต้ ‘แรมโบ้’ ปกติคนแพ้ต้องยินดีกับผู้ชนะ ยัน ขึ้นค่าแรง 450 บาททำได้ใน 100 วันแน่

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในกรณีถูกร้องให้ตรวจสอบในเรื่องการถือหุ้นสื่อบริษัทไอทีวีว่า ได้ตรวจสอบกับทางพรรคแล้ว ขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่มีการเรียกเข้าชี้แจง พร้อมย้ำว่า หากตัดสินกันอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ทั้งเรื่องหลักฐาน และเรื่องทางกฎหมาย คิดว่าไม่มีอะไรน่ากังวล

เมื่อถามถึงการคาดการณ์ว่า กกต.จะรับรอง ส.ส.ได้ ในกลางเดือนมิถุนายนนี้ หาก กกต. ไม่สามารถรับรอง ส.ส.ของพรรคก้าวไกลทั้ง 151 คนได้ จะส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า เข้าใจว่าตามกฎหมายจะรับรองได้ช้าสุดในวันที่ 13 กรกฎาคม หากช้าไป ก็ติดกระดุมเม็ดแรกไม่ได้ ไม่สามารถเปิดสภา และเลือกประธานและรองประธานสภาได้ ก็จะตั้งรัฐบาลไม่ได้ ทำให้ประชาชนเรียกร้องให้ กกต. ทำให้เร็วมากขึ้น ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์กับประชาชน

เมื่อถามว่า มีกรณีว่าที่ ส.ส.ของพรรคก้าวไกลถูกร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่อาจส่งผลให้ กกต. ไม่ประกาศรับรองบ้างหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ตัวเลข ส.ส.ไม่ถึง 151 คน นายพิธากล่าวว่า เท่าที่เห็นมีเรื่องของน.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว ว่าที่ ส.ส.ปทุมธานี แต่น่าจะเป็นคดีเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งตนยังไม่ได้ดูรายละเอียดกับทีมกฎหมาย ว่ามีประเด็นอะไรบ้าง แต่ก็ต้องให้กำลังใจกับ น.ส.ชลธิชาที่ต้องขึ้นศาล โดยไม่มีทนายในเรื่องมาตรา 112 และหวังว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี ได้เข้าไปทำงานรับใช้ชาวปทุมธานี ร่วมกับเพื่อนส.ส.คนอื่นๆ ที่ได้รับเลือกตั้งมา

เมื่อถามว่ากรณี พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และอดีตเลขาธิการ กกต. โพสต์กรณีตัวอย่างว่า หากเป็นหัวหน้าพรรค แต่พ้นสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. จะไม่มีผลสืบเนื่องต่อการรับรองการส่ง ส.ส.ของพรรค นายพิธากล่าวว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดเรื่องนี้ อาจจะยังให้ความเห็นไม่ได้ แต่ฟังจากความเห็นของนักวิชาการ และอดีต กกต. บอกว่ามีกฎหมายที่สามารถพูดได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องว่าใครผิดพลาดอะไร แล้วที่เหลือจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ แต่ยังมั่นใจในรายละเอียดของตัวเอง และมั่นใจจะตั้งรัฐบาลได้ ทุกอย่างมีความสม่ำเสมอ และไปไหนเลยแนวโน้มที่ดี หาก กกต. รับรองได้เมื่อไหร่ คาดว่าจะประชุมสภาได้โดยเร็ว และตามเวลาก็จะตั้งรัฐบาลได้

Advertisement

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า มีการพูดคุยในเรื่องประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ข้อสรุปแล้วว่าเป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) นายพิธากล่าวว่า นพ.ชลน่านได้ออกมาบอกผ่านทวิตเตอร์แล้วว่า คำว่าจบแล้วมีนิยามของมันอยู่ ไม่ได้หมายความว่าจบที่ตัวบุคคล แต่ในความขัดแย้งมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาว่าจะทำอย่างไร ให้เป็นประธานสภาของประชาชน ดังนั้น คงมีการพูดคุยกัน โดยยังคงยืนยันการให้สัมภาษณ์ของนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ที่เป็นทีมเจรจาบอกไว้ว่าจะมีความชัดเจนในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ และสิ่งที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ โพสต์เอาไว้ ไม่เป็นความจริง

ส่วนกรณีนายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้ สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาให้ความเห็นว่า “อย่าฝันกลางวัน” ในกรณีที่พรรคก้าวไกลที่เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตรียมเก็บของออกจากทำเนียบรัฐบาล นายพิธากล่าวว่า ยังไม่ได้ฟังสัมภาษณ์ของนายเสกสกล แต่ได้เห็นการให้สัมภาษณ์ของนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงขอพูดด้วยความเข้าใจว่า เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจแล้ว ตามปกติคนที่แพ้เลือกตั้งจะต้องยินดีกับผู้ชนะการเลือกตั้ง และส่งมอบงานให้รัฐบาลต่อไป หากเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง คงไม่หลุดไปจากหลักการนี้ แต่อาจมีการพูดคุยกันของสภาล่างกับสภาสูง น่าจะเป็นไปในลักษณะนั้นมากกว่า

เมื่อถามถึงข้อกังวลของประธานสภาแรงงาน ในเรื่องของการขึ้นค่าแรง 450 บาท ว่า หากรัฐบาลพรรคก้าวไกลไม่สามารถทำได้ใน 100 วันแรก อาจจะมีกลุ่มแรงงานไปยื่นร้อง กกต. ที่ทางพรรคสัญญาว่าจะให้ แต่สุดท้ายทำไม่ได้ นายพิธากล่าวว่า ในช่วง 100 วันแรก ตามกฎหมายจะต้องให้ไตรภาคี คือ ลูกจ้าง 5 คน นายจ้าง 5 คน ฝ่ายของรัฐ 5 คน พูดคุยกัน หากลูกจ้างเห็นว่าค่าแรง 450 บาทเป็นจำนวนที่เหมาะสม หากจะได้ 10 วันต่อเดือนหรือ 20 วันต่อเดือนก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาทำงานของแต่ละคน ก็ยังไม่ถึงจำนวน 10,000 บาท และขณะนี้ ค่าครองชีพสูงมากในการใช้ชีวิต จึงเชื่อว่าจะสามารถเป็นไปได้ใน 100 วันแรก จะมีการเจรจากันเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องพูดคุยกับนายจ้างและผู้ประกอบการ ที่จะได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง และเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน