ส่องเกม ‘รัฐบาลส้มหล่น’ นักวิชาการเตือนเสี่ยงวุ่นแน่
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าหาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลถูกตัดสิทธิ จะทำให้การลงนามรับรองผู้สมัคร ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ อาจเกิดรัฐบาลส้มหล่นเสียงข้างน้อย
ยุทธพร อิสรชัย
คณบดีสาขาวิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

รัฐบาลส้มหล่นมีโอกาสเกิดขึ้นได้ 50-50 คิดว่าโอกาสที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสามารถเกิดได้ในทุกรูปแบบ เพราะมีปัจจัยผกผันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการประกาศรับรองผลหรือคดีหุ้นสื่อต่างๆ หรือแม้กระทั่งการเมืองใน 8 พรรคร่วม ก็ยังไม่ได้นิ่งในระดับมุ้ง แม้ว่าในระดับพรรคดูเหมือนก้าวไกลจะเคลียร์ได้
แต่ในระดับมุ้ง ต้องอย่าลืมว่าจุดยืนของแต่ละพรรคการเมืองก็แตกต่างกันออกไป ในขณะเดียวกัน เรื่องของสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของท่าทีในการจะโหวตคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกลจะเป็นอย่างไร รวมไปถึงการเสนอแนวทางต่างๆ เช่น รัฐบาลแห่งชาติที่ออกมาจาก ส.ว.บางส่วน เพราะฉะนั้นส่วนนี้ต้องบอกว่าปัจจัยผกผันยังมีอีกเยอะ ดังนั้น โอกาสที่เราจะเห็นเรื่องรัฐบาลส้มหล่นมันเป็นไปได้หมด
ส่วนประเด็นเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ คิดว่าโอกาสคงไม่มากนักที่จะเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมา นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีการเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยเห็นการเกิดขึ้นของรัฐบาลแห่งชาติได้อย่างแท้จริง และในทางกลับกันนั้น ณ วันนี้ มันไม่ใช่บรรยากาศที่ควรมาเสนอในเรื่องนี้ เพราะประชาชนเพิ่งเลือกตั้งกันไปเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
และในการเลือกตั้งไม่ได้มีเหตุแห่งความรุนแรงที่จะนำไปสู่เรื่องของการมีนัยสำคัญต่อการเมือง การไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งจากสังคมหรือประชาชน ไม่มีเหตุอะไรเลยที่จะต้องมาพูดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ ไม่ได้มีวิกฤตทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการเสนอแบบนี้ยิ่งเป็นการทำให้เรื่องของความเชื่อมั่นในประชาธิปไตย และความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศมีปัญหา
เรื่องการสัมภาษณ์ในมุมของอาจารย์วิษณุ เครืองาม ทุกครั้งที่มีประเด็นสังคมก็มักจะถูกตีความไปว่าการสัมภาษณ์ของอาจารย์วิษณุเป็นการชี้นำ เพราะฉายาเนติบริกรหรือเป็นมือกฎหมายของรัฐบาลต่างๆ เหล่านี้ก็มีส่วนทำให้คนในสังคมคิดเช่นนั้น ยิ่งในปัจจุบันการเมืองไทยไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ ถ้าเราอยู่ในภาวะการเมืองปกติก็จะไม่เป็นปัญหาอะไร ไม่ว่าท่านไหนจะออกมาพูดก็อาจจะไม่ได้เป็นประเด็น
แต่วันนี้พออยู่ในภาวะการเมืองที่ไม่ปกติ ก็จะเห็นได้ว่าคำว่าอภินิหารกฎหมายก็ดี คำว่าปาฏิหาริย์กฎหมาย หรือเรื่องของสิ่งที่ไม่เป็นไปตามหลักการ มันเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว จึงทำให้คนในสังคมมองไปแบบนั้น และหลายครั้งหลายหนมันได้เป็นไปตามที่อาจารย์วิษณุพูด ยิ่งทำให้สังคมมีข้อวิจารณ์
หากเกิดส้มหล่น มีโอกาสเกิดเหตุวุ่น อย่าลืมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนเลือกด้วยความคาดหวังทางการเมืองที่สูง เพราะมีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งถึง 75% ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย เพราะฉะนั้นภายใต้ความคาดหวังที่มาจากประชาชน ถ้าไม่เป็นไปตามเจตจำนง โอกาสที่เราจะเห็นแรงเหวี่ยงทางการเมืองหรือโมเมนตัมทางการเมืองมีความเป็นไปได้
เรื่องการที่นักข่าวถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเก็บของบ้างหรือยัง โดยรังสิมันต์ โรม กล่าวต่อมาว่าสะท้อนการหวังส้มหล่นนั้น ประเด็นตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถไปบังคับใครได้ ว่าให้เขาต้องเก็บของ ต้องไปแสดงความยินดี หรือจะต้องมาแสดงท่าทีอะไร แต่ว่าโดยสปิริตทางการเมือง อย่างน้อยที่สุดการแสดงความยินดีมันก็เป็นส่วนที่สำคัญ ส่วนเรื่องเก็บของไม่เก็บของก็ต้องรอให้เขาพ้นจากตำแหน่งก่อน
ณ วันนี้ สิ่งที่ต้องเดินหน้าคือกระบวนการที่ทำให้การเมืองสะท้อนเจตจำนงของประชาชน ไม่ได้มาเสนอทางเลือกต่างๆ ที่มันไม่เป็นการสะท้อนเจตจำนงของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ หรือการเสนอเรื่องแนวทางในการสร้างรัฐบาลพิสดารไปกว่าแนวทางเจตจำนงของประชาชน เช่น รัฐบาลเสียงข้างน้อย สิ่งเหล่านี้มันไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ
ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

จากประเด็นรัฐบาลส้มหล่น ส่วนตัวคิดว่าถ้ามีจริงก็บริหารไม่ได้ กล่าวคือ เป็นรัฐบาลได้ แต่เป็นกี่วันก็อีกเรื่อง บริหารได้ไหมก็อีกเรื่อง
แต่ถ้าดูกระแสตอนนี้คิดว่าเสี่ยง เพราะเรารู้กันอยู่แล้วเมื่อพูดถึงรัฐบาลส้มหล่น คือรัฐบาลเสียงข้างน้อยซึ่งบริหารไม่ได้ อายุจะสั้นมาก พอเจอ พ.ร.บ.งบรายจ่ายประจำปีโหวตไม่ผ่านธรรมเนียมปฏิบัติก็ต้องลาออก มันจะคุ้มกันหรือไม่ ส่วนกรณีถือหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นผู้สุจริตในทางกฎหมาย มองว่าเป็นเรื่องการตีความกฎหมายแล้วแต่ศาลจริงๆ เป็นเรื่องของการเดาใจศาล อย่างที่นายวิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก็มีส่วนถูกว่ามีโอกาสต้องเลือกตั้งใหม่ ทุกคนรู้ว่ารัฐบาลส้มหล่นมันไม่มีจริง ถ้าจะมีกรณีแบบนั้นจริงต้องให้ 8 พรรค หนึ่งในพรรคใหญ่ไปร่วมรัฐบาลอีกฝั่งหนึ่งซึ่งเขาก็เซ็นเอ็มโอยูกันแล้ว คิดว่าไม่มีใครกล้าเสี่ยง ตอนนี้ 8 พรรครวมกัน 312 เสียง เหลือกว่า 180 เสียง 180 จาก 500 บวกกับเสียงสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อีก ตั้งรัฐบาลเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไหม ตั้งได้แต่จำนวนเสียงกว่า 180 เสียง จะบริหารอย่างไร
ดังนั้น จะเกิดการร่วมมือแบบหลวมๆ ไม่มีเสถียรภาพ พูดภาษาชาวบ้านคือ พูดกันไปเรื่อย จริงๆ ในต่างประเทศก็มีรัฐบาลเสียงข้างน้อยแต่เป็นรูปแบบของพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ยกตัวอย่าง ในยุโรปพรรคการเมืองฝั่งสังคมนิยมที่มีอุดมการณ์คล้ายกันแล้วผสมกันแบบนี้ได้ ที่เหมือนพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยในตอนนี้ แต่ในต่างประเทศคงไม่เอาฝ่ายสังคมนิยมไปรวมกับอีกฝ่ายที่ต่างกันสุดขั้ว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ต้องรวมเสียงให้เกินกึ่งหนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ส.ว.ไม่เกี่ยว เอา ส.ส.อย่างเดียวไม่อย่างนั้นรอบหน้าใครๆ ก็สามารถบอกว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ได้ จะกลายเป็นรัฐบาลเฉพาะเรื่องเฉพาะราว เรื่องนี้ผ่านการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปต่อได้ เรื่องนี้ไม่ผ่านก็ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) กันไป มันก็ดูประหลาด การโพสต์ของทนายอานนท์ นำภา มองว่าน่าจะเป็นการส่งสัญญาณของพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล รวมกัน 8 พรรคที่ประชาชนเลือกมารวมทั้งหมด 27 ล้านเสียง เป็นการให้คน 250 มาชี้ชะตาคงไม่ถูก เป็นใครก็ไม่ยอม
ถ้าเกิดรัฐบาลส้มหล่นจริงคงนึกภาพสถานการณ์บ้านเมืองไม่ออก ม็อบมีแน่ แต่ผลจะออกมาอย่างไรก็อีกเรื่อง คิดว่าม็อบใหญ่เพราะต้องไม่ลืมว่าเลือกตั้งคราวนี้หลายคนมีสมาทานแนวคิดเดียวกัน พ้นช่วงการระบาดของโรคโควิดมาแล้วด้วย อย่าง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ว่าใหญ่แล้วแต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องโรคระบาดโควิด แต่ตอนนี้ไม่มีการระบาดโควิดแล้วทุกคนฉีดวัคซีนกันเต็มที่ ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ ส.ว.โหวตสวนผลโหวตการเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎรจะเกิดอะไรขึ้น
ส่วนตัวนึกสถานการณ์ไม่ออกเลย ส่วนกรณีการไม่เก็บของออกจากทำเนียบของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ขณะนี้มีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการ มองว่าตามข้อเท็จจริงเก็บเมื่อไหร่ก็ได้ มีคนเก็บให้อยู่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์คงไม่ต้องมานั่งเก็บเอง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาเป็นประเด็น ตอนนี้ควรจะหวังว่า ส.ว.จะโหวตให้นายพิธามากกว่า

