หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เตรียมเดินสาย 5 ภาคทั่วประเทศขอบคุณประชาชน

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
การที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายรัฐมนตรี จะทัวร์ 5 ภาค คิดว่าเป็นการช่วงชิงโอกาสในการรักษาคะแนนนิยมทางการเมือง เพราะประเมินแล้วว่านายพิธาจะต้องเจอกำแพงเหล็ก ซึ่งจะส่งผลให้ไม่มีความสำเร็จทางการเมือง คือการถือครองหุ้นไอทีวี ลึกๆ แล้วอาจจะมองว่าการเป็นรัฐบาลค่อนข้างยาก จึงต้องใช้วาระในช่วงนี้ที่พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง และจะต้องรักษาฐานคะแนนนิยมเอาไว้ รวมทั้งรักษาฐานมวลชน เพราะเชื่อว่ากลเกมทางการเมืองหลังจากนี้ ฝ่ายอนุรักษนิยมพยายามทำทุกวิถีทางไม่ให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล เชื่อว่าพรรคก้าวไกลอ่านเกมนี้อยู่เช่นกัน
สุดท้ายพรรคก้าวไกลก็จะเป็นฝ่ายค้าน แต่ยังมีพลังประชาชนสนับสนุน การทำงานที่ได้ใจมวลชน กรณีของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ก็จะมีโอกาสติดตามการทำงานของฝ่ายรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ
ที่สำคัญรัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นในอนาคต อาจจะอยู่ไม่ครบวาระก็ได้ ซึ่งหากสามารถล้มรัฐบาลหน้าได้ไวมากเท่าไหร่ โอกาสที่พรรคก้าวไกลจะกลับมาเป็นรัฐบาลก็มีโอกาสสูงมาก
การเดินสาย 5 ภาคของพรรคก้าวไกล คาดว่าจะไปในพื้นที่ที่พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้ง เพื่อให้เห็นว่า ด้อมส้มมีคะแนนเสียงทุกภูมิภาค และต้องการไปกดดันกลุ่มบ้านใหญ่ที่ไร้ประสิทธิภาพทางการเมือง ซึ่งมีการทำงานแบบเดิม ใช้ระบบอุปถัมภ์แบบเดิม เปรียบเสมือนไปตบหน้าบ้านใหญ่
นอกจากนี้ ยังเป็นการกดดันกลุ่มที่พยายามจะดีลลับในการจัดตั้งรัฐบาล ที่ต้องการจะทำแต่ก็จะทำได้ไม่ง่าย เนื่องจากประชาชนที่มาพร้อมกับกระแสพรรคก้าวไกลคอยติดตาม กำกับ และแสดงความคิดเห็น จนทำให้รัฐบาลใหม่ที่จัดตั้งขึ้นมา ถึงแม้จะจัดตั้งได้แต่จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะมวลชนไม่สนับสนุน เนื่องจากการเมืองเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก จากผลการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา
หากจะมองว่าจะเป็นการเตรียมการเลือกตั้งใหม่หรือไม่นั้น คิดว่าคงจะไม่มี หากศาลพิจารณาในเรื่องคุณสมบัติส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับการเซ็นรับรองในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดความโกลาหลในทางการเมืองแน่ และหากมีการเลือกตั้งใหม่และพรรคก้าวไกลมามากกว่านี้ หรือมากกว่า 300 เสียง ฝ่ายอนุรักษนิยมจะแพ้ในเกมนี้ทันที หรือมองเฉพาะผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคก้าวไกลที่ได้รับการเลือกตั้ง ก็จะมีผลต่อคะแนนในระบบปาร์ตี้ลิสต์ด้วย เพราะหากคะแนนของพรรคก้าวไกลเพิ่มขึ้น การคำนวณสัดส่วนของ ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคก้าวไกลก็จะได้เพิ่มขึ้นด้วย
กระแสปมถือหุ้นสื่อมองว่า 50-50 มีแรงกดดันสูงมาก แต่ก็ต้องดูว่าทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะให้น้ำหนักการพิจารณาแบบไหน หากพิจารณาตามตัวอักษรเชื่อว่านายพิธาไม่รอดแน่นอน ส่วนว่าที่ ส.ส.ขอพรรคก้าวไกลอาจจะรอด เพราะหลายกฎหมายไม่มีผลผูกพัน เพราะเป็นการกระทำของส่วนบุคคล หากวินิจฉัยไปในเชิงเจตนารมณ์ การถือครองหุ้นไอทีวี ถ้าใช้มิติอื่นๆ พิจารณานายพิธาอาจจะรอด แต่ถ้าพิจารณาตามตัวอักษรของกฎหมายเชื่อว่าไม่รอดแน่นอน
ส่วนความผิดพลาดในการถือหุ้นสื่อของนายพิธา ก็คงต้องไปมองฝ่ายกฎหมายของพรรคก้าวไกล มีการวางแผนกันอย่างไร เพราะมีการอ้างว่าส่งเรื่องไป ป.ป.ช.แล้ว และมีการพิจารณาว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
หากจะมองจุดอ่อนน่าจะมาจากฝ่ายกฎหมายของพรรคก้าวไกล เพราะเรื่องนี้ไม่น่าจะผิดพลาด
การเดินสายของนายพิธา 5 ภาค หากจะมองนัยยะทางการเมือง เชื่อว่าพรรคก้าวไกลเอาแน่โดยเฉพาะการเมืองท้องถิ่น เพราะไม่นานจะมีการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะการเลือกตั้ง อบจ.ทั่วประเทศ อาจจะมีการส่งผู้สมัครในนามของพรรคก้าวไกล เพื่อรักษาฐานคะแนนนิยมต่อไป ถึงแม้ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ที่สำคัญหากมีการเลือกตั้งส.ส.สมัยหน้า พรรคก้าวไกลมีความมั่นใจกลับมาอีกครั้งและยิ่งใหญ่กว่าเดิมซึ่งมีโอกาสสูงมาก
หากจะมองไปแล้วพรรคก้าวไกลจะเป็นตัวช่วงชิงโอกาสทั้งหมด ทั้งที่พรรคเพื่อไทยได้อันดับ 2ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย รวมทั้งพรรคภูมิใจไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่ออกพื้นที่ แสดงให้เห็นว่าขาดความรับผิดชอบทางการเมือง และยังเป็นการเล่นการเมืองแบบเดิมๆ เลือกตั้งเสร็จก็ทิ้งประชาชนเลย ขณะเดียวกันพรรคก้าวไกลเล่นเกมการเมืองเป็น พอชนะก็ไปขอบคุณประชาชน
หากให้มองในเรื่องผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ในเรื่องนี้นายพิธาจะยังต้องเจอกำแพงเหล็ก เพราะนายพิธาไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากเจอกำแพง ส.ว. รวมทั้งการถือครองหุ้นไอทีวี มองดูแล้วผ่านด่านนี้ยาก
นอกจากนี้ การเดินสาย 5 ภาค ยังมองว่าการเลือกตั้ง อบจ.ทั่วประเทศจะมีขึ้นในไม่ช้านี้ จะเห็นว่าช่วงนี้บ้านใหญ่เกิดความระส่ำระสายกันทุกบ้าน การทำงานแบบเดิมๆ จะไปไม่รอด ประกอบกับมีความลงตัวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.พอดี ซึ่งความเคลื่อนไหวของพรรคก้าวไกลในขณะนี้ ได้มีการปลุกกระแสโดยเฉพาะการพบปะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้มองว่าพรรคก้าวไกลเคลื่อนไหวในขณะนี้รับลูกกันพอดี
ขณะเดียวกันกลุ่มบ้านใหญ่ยังตั้งตัวไม่ได้ ที่สำคัญยังมึนกับการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมาว่า แพ้ได้อย่างไร?
หากให้มองการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั้งประเทศคิดว่ายังไม่ง่าย เพราะจะต้องเจอปัญหากับกระทรวงมหาดไทยที่ไม่มีทางยอม รวมทั้งข้าราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งในเรื่องนี้ต้องมีการคุยกันอีกนานนอกเสียจากจะมีการทดลองนำร่องในแต่ละจังหวัดไปก่อน
หากทำทั้ง 76 จังหวัดโดยใช้ประชามติ เชื่อว่ากรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ไม่ยอมแน่นอน แต่พรรคก้าวไกลได้มีการเตรียมนำร่องที่ จ.เชียงใหม่ จ.ขอนแก่น และ จ.ภูเก็ต แล้ว ส่วน จ.ชลบุรี ก็มีโอกาสเหมือนกัน เพราะมีการทะเลาะกันระหว่างบ้านใหม่และบ้านใหญ่ ทำให้พรรคก้าวไกลได้ ส.ส.มาเยอะ พรรคก้าวไกลอาจจะมีการพิจารณาก็ได้ ให้มีการนำร่องเลือกตั้งผู้ว่าฯที่ จ.ชลบุรี อีกแห่งได้เหมือนกัน

ทัศนัย เศรษฐเสรี
อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)
การที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 เดินสายพบประชาชน 5 ภาค ช่วงมิถุนายนถึงกรกฎาคม ระหว่างรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลเลือกตั้งโดยส่วนตัวไม่ได้มองว่าเป็นการขยายมวลชน หรือฐานเสียง เพราะพรรค ก.ก.มีฐานเสียงอยู่แล้ว จากผลเลือกตั้งก็เห็นอย่างเด่นชัด จนชนะเลือกตั้ง ส.ส.มาเป็นอันดับแรก เป็นก้าวไกลแลนด์สไลด์แทนพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้สำเร็จ
การเดินสายดังกล่าว ถือเป็นการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และเครือข่ายหลังเลือกตั้ง ไปพบปะพูดคุย และขอบคุณผู้สนับสนุนพรรค พร้อมรับฟังปัญหาข้อเสนอแนะทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข ก่อนเป็นรัฐบาลอย่างเป็นทางการ และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตามเอ็มโอยู (MOU) 23 ข้อ และ 5 แนวทางปฏิบัติที่ 8 พรรคร่วมรัฐบาลตกลงกันไว้
การเดินสาย 5 ภาคของนายพิธาและทีมงานถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมืองเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมภาคประชาชน ให้การเมืองเป็นของทุกคน พร้อมสร้างการรับรู้วิสัยทัศน์และนโยบายรัฐบาลว่า เดินไปทิศทางไหน ใครได้ประโยชน์ ประชาชนได้อะไรมากกว่า ถ้าเป็นการเมืองรูปแบบเก่า นักการเมือง หรือ ส.ส.มักตั้งวงประชุมพูดคุยกันเอง ไม่ลงพื้นที่พบปะประชาชน และไม่สื่อสารสาธารณะให้สังคมรับทราบ เพราะจบเลือกตั้งไปแล้ว
ดังนั้น วิธีที่นายพิธา พรรค ก.ก.นำมาใช้ เป็นการส่งสัญญาณว่าใกล้มีรัฐบาลประชาธิปไตย ที่มาจากประชาชนแท้จริง และเดินหน้าสู่นโยบายตามเอ็มโอยูดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจ ความเชื่อถือประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ
จุดเด่นนายพิธาคือ ลักษณะผู้นำประเทศที่ติดดิน ใกล้ชิดประชาชน ไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) หรือบอดี้การ์ดล้อมหน้าล้อมหลัง ไม่ใช้รถเกราะกันกระสุน ทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิด และเข้าถึงได้มากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงไม่แปลกหากมีประชาชนและกองเชียร์ไปรอต้อนรับ และให้กำลังใจอย่างล้นหลาม อาจต่างจากนักการเมืองรุ่นเก่าที่ชนะเลือกตั้งหลายสมัยแล้ว ไม่เคยลงพื้นที่พบประชาชนอีกเลย
การเดินสายดังกล่าวไม่ใช่การกดดัน กกต.รับรองผลเลือกตั้งโดยเร็ว ส่วนคดีนายพิธาถือหุ้นสื่อ ทำให้ขาดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องชอบธรรม ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งดังกล่าว ทั้งนี้ การรับรองผลเลือกตั้งและคดีนายพิธาถือหุ้นสื่อ ต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง มีพยานหลักฐานหรือไม่ ที่สำคัญต้องไม่ละเมิดสิทธิหรือมติประชาชน เพื่อให้ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง และขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้
กรณีกระแสข่าวคดีนายพิธาถือหุ้นสื่อ อาจนำไปสู่การโมฆะเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศนั้นเป็นเพียงการลดความน่าเชื่อถือ หรือดิสเครดิตนายพิธา และพรรค ก.ก.เท่านั้น เพราะยังไม่มีการพิจารณาคดีดังกล่าว
ส่วนข้อเสนอการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะ 8 พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยได้ทำเอ็มโอยูจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว
ดังนั้น คดีนายพิธาถือหุ้นสื่อ และรัฐบาลแห่งชาติ จึงเป็นเกมการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรม แสวงหาชัยชนะ อำนาจ ผลประโยชน์เครือข่าย และพวกพ้องเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่
ที่สำคัญไม่สอดคล้องผลเลือกตั้งที่ผ่านมาและมติเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนด้วย
จากสถานการณ์การเมืองดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการชิงอำนาจทางการเมืองของบุคคล หรือกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ เป็นการทำลายตัวเอง และเปลือยล่อนจ้อนให้สังคมได้เห็นพฤติกรรมของคนเหล่านี้ เพราะประชาชนมองออก
ถ้า กกต. องค์กรอิสระ มีธงในเรื่องดังกล่าว ตามแผนชิงอำนาจการเมืองอาจเกิดกระแสกดดัน ต่อต้านภายหลังได้ เพราะได้ละเมิดสิทธิเสียงส่วนใหญ่ส่งผลให้เกิดผนังทองแดง หรือกำแพงเหล็ก ออกมาปกป้องคุ้มครองนายพิธาและพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้
ที่สำคัญ พรรคร่วมรัฐบาลและประชาชนต้องหนักแน่น ไม่หวั่นไหว ไปกับเกมชิงอำนาจของฝ่ายตรงข้ามด้วย

