สกู๊ปหน้า 1 : ส่องต่างชาติ ถอดโมเดล รัฐบาลแห่งชาติ
นาทีนี้ประเด็นเรื่องการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ตามแนวคิดของ นายจเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา กำลังเป็นเรื่องร้อนแรงที่ถูกพูดถึงอย่างมากในประเทศไทย โดยให้เหตุผลว่าการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์การเมืองไทยในเวลานี้ ด้วยการให้แต่ละพรรค ไม่ว่าจะอยู่ขั้วใด นำข้อดีของตนเองมาร่วมกันทำเพื่อบ้านเมือง ข้อเสนอนี้เรียกเสียงคัดค้านตามมาอย่างมาก และยังทำให้เกิดความสงสัยว่าในประเทศอื่นๆ มีรัฐบาลแห่งชาติด้วยหรือไม่ มันมีหน้าตาและรูปแบบการทำงานอย่างไร
ที่สำคัญคือมันเป็นกลไกที่สามารถปกครองประเทศได้อย่างราบรื่นเรียบร้อยอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจกันจริงหรือไม่?
โดยทั่วไปมีการนิยามรัฐบาลแห่งชาติว่าหมายถึงรัฐบาลผสมอันประกอบด้วยพรรคการเมืองทุกพรรค หรือเป็นพรรคการเมืองใหญ่ทุกพรรคในสภานิติบัญญัติ แม้จะเป็นคู่ปรับคู่แข่งกัน ได้มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลผสมเพื่อส่งเสริมความเป็นเอกภาพแห่งชาติและเพื่อเสถียรภาพทางการเมือง
ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะคับขัน อย่างเช่น ภาวะสงคราม หรือสถานการณ์ฉุกเฉินของชาติ เช่น เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือหายนะทางเศรษฐกิจ
คุณลักษณะสำคัญอีกประการของรัฐบาลแห่งชาติ คือ จะไม่มีพรรคฝ่ายค้าน หรือหากมีพรรคฝ่ายค้านก็มีขนาดเล็กมาก หรือไม่ได้สลักสำคัญอันใด
ในประวัติศาสตร์การเมืองโลกที่ผ่านมา มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกโดยมีเหตุปัจจัยและบริบทที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเพื่อผ่าทางตันของปัญหาวิกฤตขัดแย้งทางการเมือง การเกิดสงครามกลางเมือง หรือในภาวะที่ประเทศตกอยู่ในวิกฤตความวุ่นวายซึ่งต้องอาศัยการควบคุมอำนาจบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ
อิสราเอล เป็นตัวอย่างของประเทศหนึ่งที่ผ่านประสบการณ์การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติมาแล้วหลายชุดโดยพรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นคู่ปรับกัน ไม่ว่าจะรัฐบาลแห่งชาติที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันก่อนจะเกิดสงคราม 6 วันระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับในปี พ.ศ.2510, ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และหลังเกิดการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ที่ต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้น เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดรวบรวมเสียงข้างมากจนจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ นับจากการเลือกตั้งทั่วไปของอิสราเอลในเดือนเมษายนปี 2562 แม้จะมีการจัดการเลือกตั้งรวมแล้ว 3 ครั้ง
รวมถึงการเลือกตั้งในปี 2564 ที่พรรคลิคุด นำโดยนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลในขณะนั้น ได้คะแนนเสียงมากที่สุด แต่ก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่งผลให้พรรคที่มีคะแนนเสียงมากเป็นอันดับ 2 คือ พรรคยีซ อาติด นำโดย นายยาอีร์ ลาปิด หัวหน้าพรรค นำการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นด้วยการรวมตัวกันของ 8 พรรคการเมือง เพื่อมุ่งบีบให้เนทันยาฮูพ้นจากตำแหน่ง
รัฐบาลแห่งชาติชุดนี้ยังถือเป็นรัฐบาลแห่งชาติที่มีความหลากหลายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอลด้วย อันประกอบด้วยพรรคการเมืองฝ่ายขวา, แนวทางสายกลาง, ฝ่ายซ้าย และพรรคอิสลามิก โดยรัฐบาลแห่งชาติชุดนี้มีนายกรัฐมนตรี 2 คน ภายใต้ข้อตกลงของการผลัดกันขึ้นดำรงตำแหน่งคนละ
2 ปี ระหว่างนายลาปิด กับ นายนาฟตาลี เบนเน็ตต์ จากพรรคยามินา
อัฟกานิสถาน มีการจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติขึ้นในปี 2563 หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีอัฟกานิสถานที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กันยายนปี 2562 เกิดปัญหาเมื่อ นายอับดุลลาห์ อับดุลลาห์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งที่มีคะแนนรองลงมาอันดับหนึ่ง ยื่นอุทธรณ์คัดค้านผลการเลือกตั้งเบื้องต้นที่ระบุว่า นายอัชราฟ กานี ประธานาธิบดีอัฟกานิสถานในขณะนั้น ชนะเลือกตั้งอีกสมัยด้วยคะแนนเสียงนำ 50.64% หลังความล่าช้าของผลโหวตที่ถูกโต้แย้ง นายกานีก็ได้ช่วงชิงจังหวะประกาศชัยชนะหลังมีการประกาศผลเลือกตั้งสุดท้ายในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ปี 2563 แต่นายอับดุลลาห์ปฏิเสธคำประกาศชัยชนะดังกล่าวและได้จัดตั้งรัฐบาลแข่ง ส่วนนายกานีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัย 2 อย่างเป็นทางการในวันที่ 9 มีนาคมปีเดียวกัน
ทว่าสถานการณ์การเมืองอัฟกานิสถานยังคงตกอยู่ในวิกฤตที่ยังแก้ไม่หลุด จนกระทั่งวันที่ 16 พฤษภาคม 2563 เมื่อนายกานีและนายอับดุลลาห์ หาทางรอมชอม ลงนามในข้อตกลงแบ่งปันอำนาจร่วมกันได้โดยนายกานีได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อและนายอับดุลลาห์ ทำหน้าที่เป็นผู้นำการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มทาลิบัน
โครเอเชีย ประเทศที่ตั้งอยู่ในยุโรปกลาง ซึ่งเดิมเคยเป็น 1 ใน 6 สาธารณรัฐของสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นในปี 2534 โดยมี นายฟรันโจ เกรกูริช เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อรับมือกับการปะทุขึ้นของสงครามปลดแอกโครเอเชีย โดยแม้ในคณะรัฐมนตรี จะมีรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองเล็กๆ ร่วมอยู่ใน ครม.ด้วย แต่ตำแหน่งรัฐมนตรีที่ควบคุมกระทรวงต่างๆ ทั้งหมดโควต้าล้วนมาจากพรรคสหภาพประชาธิปไตยโครเอเชียซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดทั้งสิ้น
ในแอฟริกาใต้ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งเกิดจากการเจรจาของหลายฝ่ายเพื่อมุ่งยุติการแบ่งแยกสีผิวในประเทศแอฟริกาใต้ที่เริ่มขึ้นในปี 2533 ได้เปิดทางให้พรรคการเมืองทุกพรรคที่ได้รับเสียงโหวตมากกว่า 10% ในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2537 มีสิทธิเข้าร่วมในรัฐบาลแห่งชาติ จึงทำให้มีสมาชิกจากหลายพรรคได้รับการจัดสรรเก้าอี้ในคณะรัฐมนตรี
อย่างไรก็ดี การกุมอำนาจส่วนใหญ่อยู่ในมือของพรรคสภาแห่งชาติแอฟริกัน(เอเอ็นซี) ภายใต้การนำของ นายเนลสัน แมนเดลา นักต่อสู้เพื่อยุติการแบ่งแยกสีผิว และการไร้ซึ่งอำนาจการตัดสินใจร่วมกัน ส่งผลให้พรรคเนชั่นแนล ซึ่งเป็นพรรคใหญ่อันดับ 2 ได้ประกาศถอนตัวออกจากรัฐบาลแห่งชาติไปในปี 2539 แต่รัฐบาลแห่งชาติชุดนี้ยังคงดำรงอยู่ในอำนาจต่อไปจนถึงการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2542
สวีเดน ประเทศในกลุ่มนอร์ดิก ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่ผ่านมาเคยมีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในคณะรัฐบาลที่เรียกว่า The third cabinet of per Albin Hansson ปฏิบัติหน้าที่ระหว่าง วันที่ 13 ธันวาคม ปี 1939 ถึง 31 กรกฎาคมปี 1945 เป็นรัฐบาลประกอบด้วยพรรคการเมืองจากทุกพรรค ยกเว้นพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งถูกมองว่าฝักใฝ่โซเวียตในขณะนั้น โดยเป้าหมายสูงสุดของนโยบายของรัฐบาลแห่งชาติชุดนี้คือ การป้องกันสวีเดนให้พ้นจากสงคราม
เมียนมา ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของไทยก็มีการจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (เอ็นยูจี) ขึ้น ซึ่งประกาศตัวเป็นรัฐบาลเงา คู่ขนานกับรัฐบาลทหารเมียนมา หลังเกิดเหตุ กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของ นางออง ซาน ซูจี แห่งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ปี 2564 เป็นรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ที่ต่างไปจากนิยามและบริบทข้างต้น โดยรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติของเมียนมานั้น ไม่ได้มาจากการรวมตัวของทุกพรรคการเมืองในประเทศ หากแต่เกิดจากการรวมตัวกันของเหล่า ส.ส.พรรคเอ็นแอลดีที่ถูกยึดอำนาจไปจนบางคนต้องลี้ภัยหนีออกนอกประเทศตลอดจนกลุ่มกบฏชนกลุ่มน้อย และพรรคขนาดเล็กอื่นๆ ที่มารวมตัวกันเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านระบอบอำนาจเผด็จการทหารเมียนมา โดยพวกเขาถูกรัฐบาลทหารตราหน้าว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย!
นั่นเป็นโมเดลรัฐบาลแห่งชาติจากทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยเพิ่งมีการเลือกตั้ง และมีผลการเลือกตั้งออกมา โดยพรรคที่ได้ ส.ส.อันดับ 1 ได้รวบรวมพรรคอื่นๆ อีก 7 พรรคประกาศตั้งรัฐบาลได้แล้ว แต่ก็ยังมีข้อเสนอ รัฐบาลแห่งชาติ ขึ้นมา
คงคาดเดากันได้ว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ หากไทยก่อเกิดรัฐบาลแห่งชาติ แนวทางของประเทศเราจะก้าวไปทางไหน
ก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลัง…!?!

