‘ดร.วีระ’วิเคราะห์ด่านหิน เลือกผู้ว่าฯ-กระจายอำนาจ

4.06.23 | 12:51 น.

หมายเหตุดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้สัมภาษณ์ถึงปัจจัยและความเป็นไปได้ ในการขับเคลื่อนนโยบายการกระจายอำนาจของพรรคก้าวไกล (..) ในช่วง 100 วันแรกของการเป็นรัฐบาล

 

กรณี นายพิธา พร้อมกับแกนนำพรรค ก.. นัดพบ 3 สมาคมท้องถิ่นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา มีทั้งประเด็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด การกำหนดวาระผู้บริหารท้องถิ่น นโยบายการกระจายอำนาจ ข้อเสนอของท้องถิ่นที่อยากหลุดพ้นจากการกำกับของกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งการเลือกตั้งผู้ว่าฯ จะกระทบสายปกครองโดยตรง มีโอกาสเป็นไปได้แค่ไหนนั้น 

ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการเข้าพบ กลุ่มแกนนำตัวแทนท้องถิ่น นโยบายเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นแนวคิดใหม่ เป็นแนวคิดที่อยู่ในวงวิชาการและอยู่ในภาคของการปฏิรูปการเมืองมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เราพยายามพูดถึงการกระจายอำนาจ และการ

กระจายอำนาจตรงนี้ รวมถึงการถ่ายโอนภารกิจ ที่ต้องมีการลดขนาดของรัฐส่วนกลางกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึงแขนขาของกระทรวงมหาดไทยในส่วนภูมิภาคด้วย นั่นก็คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งต้องมีขนาดและอำนาจที่ลดลง แล้วมีการถ่ายโอนภารกิจไปให้หน่วยงานส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) และเทศบาลทั้งหลาย ซึ่งแนวคิดนี้มีมาอยู่ตั้งนานแล้ว และการเกิดขึ้นของนายก อบจ. โดยไอเดียที่มา ก็คล้ายๆ กับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน

Advertisement

อย่างไรก็ดี ภายใต้บริบทในความพยายามจะกระจายอำนาจ มีการกระจายอำนาจมาแล้วระดับหนึ่งแล้ว แต่กลับเกิดปัญหาในเรื่องของการครองอำนาจของส่วนกลาง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ที่พยายามดึงอำนาจกลับทุกๆ ครั้งที่มีการรัฐประหาร ในปี 2549 และ 2557 ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2549 ได้มีการขยายอายุงาน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้มีอายุงานตลอดถึง 60 ปี โดยไม่ต้องมีการเลือกใหม่แล้ว ใช้วิธีการประเมิน ทุกๆ 5 ปีแทน ทำให้เห็นว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คือแขนขาของนายอำเภอ และเป็นแขนขาของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่จะทำงานมวลชน ตรงนี้จะเห็นจากทุกครั้งที่มีการทำรัฐประหาร อำนาจจะกระจุกกลับไปที่ส่วนกลางมากขึ้น หรือในปี 2557 เราก็จะเห็นภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกตัดแขนขา แล้วไปเพิ่มบทบาทของกระทรวงมหาดไทย ในหลายๆ ด้าน และ 1 ใน 3 . ซึ่งมีความสำคัญมากๆ ก็ได้อยู่ในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยตลอด ทำให้โครงสร้างของกระทรวงมหาดไทย มีความพยายามในการดึงอำนาจกับฝ่ายท้องถิ่นโดยตลอดมา เพราะฉะนั้นการ

กระจายอำนาจไม่ได้เป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นแบบราบรื่น แต่การกระจายอำนาจของท้องถิ่นเป็นลักษณะชักเย่อ ระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาโดยตลอด ด้วยเหตุเช่นนี้ทำให้กระทรวงมหาดไทยสถานะไม่ใช่แค่ตัวฝ่ายการเมืองรวมไปถึงฝ่ายข้าราชการด้วย 

มีกลไกภายในค่อนข้างเข้มแข็งมาก นักวิชาการทางรัฐศาสตร์บางคนมองว่าในระบบราชการกระทรวงมหาดไทย มีลักษณะเป็นรัฐพันลึก คือรัฐที่ดำรงอยู่ตลอดเวลาของการใช้อำนาจในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือการเมืองเปลี่ยน นักการเมืองเปลี่ยนหน้าทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง หรือรัฐประหาร มา 3-4 ปีก็เปลี่ยนไปแต่ระบบราชการไม่เปลี่ยนไป และอยู่ตลอด

อีกทั้งระบบราชการไม่ว่าจะเป็นกองทัพหรือกระทรวงมหาดไทยทั้ง 2 ส่วนงานนี้ มีลักษณะคล้ายกัน คือพยายามดึงอำนาจไม่ใช่เพียงการเอานโยบายไปปฏิบัติ แต่เป็นการพยายามดึงอำนาจทางการเมืองเป็นการตัดสินใจนโยบายมาอยู่กับตนเองมากขึ้น ทำให้ส่วนกลางของประเทศไทยมีอำนาจมาก ในขณะที่ท้องถิ่นบทบัญญัติท้องถิ่น กฎหมายท้องถิ่นกลับกลายมีลำดับต่ำที่สุดในลำดับประวัติศาสตร์ของกฎหมาย ด้วยเหตุเช่นนี้ แนวคิดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ จึงเป็นแนวคิดในการปฏิรูปการเมืองของกลุ่ม NGO และภาคประชาสังคม ในอดีตภาคประชาสังคมที่ส่งเสริมการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เคยเคลื่อนไหวทั้งในเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่ม กปปส. เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางการเมือง ให้เกิดการกระจายอำนาจมากยิ่งขึ้น จะเห็นนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มกระจายอำนาจทางการเมือง กลุ่มกระจายอำนาจทางงบประมาณไปอยู่บนเวที กปปส.ในอดีต

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มนักวิชาการ กลุ่มแนวคิดตรงนี้ ได้มีการคิดและกลับกลายเป็นนโยบายของพรรคก้าวไกลที่จะให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ตรงนี้อาจจะต้องมีการพูดคุยกันว่า แล้วเลือกตั้งผู้ว่าฯจะทำให้ผู้ว่าฯแตกต่างจากนายก อบจ.อย่างไร ก็เป็นการพูดคุยกันในรายละเอียด แต่ถ้าจะบอกว่าโอกาสจะสำเร็จหรือไม่ ใน 100 วันแรก มีน้อยมากมีน้อยมากๆ เพราะว่าผู้ว่าราชการจังหวัด โดยอำนาจเป็นผู้กำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด เป็นคนกำกับดูแล อบจ.ด้วย ดูแลเทศบาลใหญ่สุด คือเทศบาลนครด้วย ในขณะที่นายอำเภอก็ดูแลเทศบาลตำบลและ อบต.ไป แสดงว่าอำนาจมหาดไทยภูมิภาคตอนนี้มีอำนาจมากกว่าท้องถิ่น เพราะฉะนั้น สูตรของก้าวไกลคือพลิกกลับ ให้ท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจมากกว่าการแต่งตั้งจากส่วนราชการ ตรงนี้คือการพลิกฝ่ามือของอำนาจในกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด เลยทำให้อำนาจในการกำกับความมั่นคงของกระทรวงมหาดไทยหลุดออกจากมือไป และเมื่อมีการเลือกตั้ง

ผู้ว่าฯ แต่ไม่ใช่เป็นเพียงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ แต่คือการถ่ายโอนภารกิจ สิ่งที่ไปพร้อมกับภารกิจ คือ งบประมาณและบุคลากรที่จะต้องให้กับท้องถิ่นด้วย เพราะฉะนั้นจะมารับข้าราชการจำนวนเยอะๆ จะรับปลัดอำเภอเยอะๆ ไปนั่งหน้าห้องผู้ว่าฯจะต้องเปลี่ยนไปหมดจะต้องกลายเป็นท้องถิ่นรับเอง งบประมาณท้องถิ่นจะต้องได้รับมากขึ้น ซึ่งถ้าผู้ว่าฯมาจากการเลือกตั้ง ก็จะทำให้กระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับการกระจายอำนาจ ซึ่งจะทำงานร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ได้ง่ายกว่า

ด้วยเหตุเช่นนี้การพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ใน 100 วันแรก โอกาสเกิดขึ้นยากมาก เพราะรัฐบาลจะต้องเข้าไปแก้ไขกฎหมายพื้นฐานที่สุดก็คือพระราชบัญญัติ (...) การบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่ง พ...ตัวนี้เป็นรากฐานของระบบราชการไทย ที่บอกให้มีจังหวัด อำเภอ ก็อยู่ใน พ...ตรงนี้ทั้งหมด ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะผ่าน 3 วาระ เพราะฉะนั้น 100 วันแรก แนวนโยบายที่ทำโดยฝ่ายบริหาร เช่น การออกกฎกระทรวง อย่างนโยบายกัญชาทำได้เร็ว 100 วันทำได้ที่จะนำเอากัญชากลับไปเป็นยาเสพติดทำได้

แต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ โอกาส 100 วันแรกแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจะต้องไปดูว่าในช่วงสมัยตลอด 4 ปี จะทำได้มากน้อยแค่ไหน โอกาสต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างมาก ทั้งในส่วนราชการของกระทรวงมหาดไทย และส่วนราชการของกระทรวงมหาดไทยแตกต่างจากราชการอื่นเพราะมีมวลชนเป็นของตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่กระทรวงมหาดไทยไม่ยินยอม เขาจะเรียกกำนันผู้ใหญ่บ้านมาเป็นม็อบชุมนุม สมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจากที่เราเคยเห็นกันในอดีตแล้ว จะแต่งชุดข้าราชการออกมาประท้วง ซึ่งภาพจะออกมากลายเป็นว่านักการเมืองแกล้งข้าราชการบริสุทธิ์ เกมการปฏิรูปข้าราชการจะกลายเป็นเกมทางการเมืองเช่นเดียวกัน เพราะกระทรวงมหาดไทยคงไม่ยอมเสียอำนาจตรงนี้ไปง่ายๆ และแน่นอน ต่อให้เป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเหมือนเป็นความฝันของปลัดอำเภอ การเปลี่ยนผู้ว่าฯให้มาจากการเลือกตั้ง จะเป็นการตัดความฝันอันสูงสุดของคนที่เข้ามาเป็นข้าราชการใหม่ ตรงนี้ทำให้แรงเสียดทานมีอยู่ในทุกระดับ ฉะนั้น 100 วัน ทำไม่ได้แน่ๆ แต่จะดูว่า 4 ปีจะทำได้ไหม แต่อย่างน้อยที่สุด แม้คาดหวังว่าจะไม่เกิดการเลือกตั้งผู้ว่าฯจริงๆ แต่อย่างน้อยยังสามารถถ่ายโอนภารกิจหลักๆ และงบประมาณหลักๆ ให้มาอยู่กับ อบจ. ให้มาอยู่กับเทศบาลตรงนั้น คือความหวังว่าจะเกิดขึ้นจริงๆ เช่นการส่งเสริมให้โรงพยาบาลถ่ายโอนมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้โรงเรียนจังหวัดถ่ายโอนจากกระทรวงศึกษาให้มาอยู่กับส่วนท้องถิ่นตรงนี้ ทำได้แต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯต้องเผชิญกับแรงเสียดทานอีกเยอะ 

ก็คาดหวังว่าอย่างน้อยก็ทำให้เกิดการกระจายอำนาจในทุกแง่มุมแล้วทำให้อำนาจรัฐจากส่วนกลางมีขนาดเล็กที่สุด อย่างน้อยระบบราชการไทยก็จะมีความคล่องตัว ตอบสนองปัญหาของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น