หน้าแรก การเมือง จังหวะก้าวของ...

จังหวะก้าวของ 8 พรรคการเมือง

4.06.23 | 15:00 น.

จังหวะก้าวของ 8 พรรคการเมือง

พรรคการเมือง 8 พรรคกำลังร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล แต่คราวนี้มีอะไรแตกต่างจากการจัดตั้งรัฐบาลครั้งก่อน ๆ อยู่บ้าง โดยหวังว่าครั้งนี้จะเป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ และเป็นแบบอย่างในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อ ๆ ไป ในครั้งก่อน ๆ เราเคยใช้ศิลปะการต่อรองชั้นยอด คงจำกันได้ว่า ก่อนรัฐธรรมนูญปี 2534 ไม่มีการออกเสียงกันในสภา กรณีมีวุฒิสภา ก็ให้ประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานรัฐสภา หยั่งเสียงอย่างไม่เป็นทางการ แล้วนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงโปรดเกล้า การตั้งรัฐบาลมีความไม่แน่นอนสูง ตัวอย่างกรณี ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชได้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2518 นั้น เป็นอยู่ได้ 1 เดือน ก็มีการต่อรองให้ ส.ส. จำนวนหนึ่งเปลี่ยนใจ หันมาลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่เพิ่งบอกว่าสนับสนุน กลับมาสนับสนุน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีแทน โดยมีเสียง ส.ส. ในสภาที่อยู่พรรคเดียวกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์เพียง 18 เสียง

รัฐธรรมนูญปี 2534 จึงบัญญัติให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และรัฐธรรมนูญปี 2540 จึงบัญญัติให้มีการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงนำชื่อผู้ที่ได้รับเสียงข้างมากจากการลงคะแนนดังกล่าวขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงโปรดเกล้า

ในการรัฐประหารครั้งล่าสุด ผู้นำ คสช. กล่าวว่าไม่ต้องการให้ “เสียของ” จึงบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 ให้ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ร่วมกันลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี โดยต้องได้รับเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. + ส.ว. สมมุติว่า กกต. ประกาศผลการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ ส.ส. ครบตามจำนวน คือ 500 คน (อันที่จริง ถ้า กกต. ประกาศรับรอง ส.ส. เพียง 95% หรือ 475 คนก็ดำเนินการในกระบวนการรัฐสภาได้แล้ว) จำนวน ส.ส. + ส.ว. ที่เห็นชอบให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์เป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องมีมากกว่า (500 + 250) หารด้วยสอง คือมากกว่าหรือเท่ากับ 376 คน การงดออกเสียงจะไม่นับ คือมีค่าเท่ากับไม่เห็นชอบนั่นเอง

ผมเกรงว่า ส.ส. บางคนจะอ้างว่าเขาไม่ได้รับเชิญไปร่วมรัฐบาล ดังนั้น ในฐานะว่าที่ฝ่ายค้าน ต้องทำตามธรรมเนียมคือไม่ยกมือให้ฝ่ายว่าที่รัฐบาล แต่ผมกลับหวังว่า ส.ส. และ ส.ว. ที่ต่อสู้เพื่อหลักการประชาธิปไตยมาโดยตลอด จะเห็นความสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาลตามเสียงข้างมากของ ส.ส. (ซึ่งก็คือเสียงข้างมากของประชาชน) และยกมือสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลตามข้อเสนอของ ส.ส. เสียงข้างมากนั้นโดยไม่บิดพลิ้ว นี่ไม่ใช่เรื่องเฉพาะการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนพิธาเป็นนายกฯ ยังต้องมองให้กว้างกว่าว่าเป็นเรื่องของหลักการและการทำให้ระบบเดินหน้าได้อย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ เพื่อเป็นบรรทัดฐานสำหรับการเมืองที่ใสสะอาดต่อไป

Advertisement

ผมมองว่าสิ่งที่น่าจะเป็นบรรทัดฐานอีกเรื่องหนึ่งคือ การลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมือง 8 พรรค หรือที่เรียกกันว่า MOU จำได้ว่าครั้งก่อน ๆ มีการจัดแถลงข่าวว่ามี ส.ส. รวมกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว แต่ไม่มีการจัดพิธีลงนามใน MOU ซึ่งน่าจะศักดิ์สิทธิ์กว่าใบแถลงข่าวโดยถือ MOU นี้ ว่าเป็นเสมือนคำสัญญาที่รัฐบาลให้แก่ประชาชน ว่าจะทำอะไรบ้างในการบริหารราชการใน 4 ปีข้างหน้า เผื่อเอาไว้ให้ประชาชนทวงถามกันได้เลยในกรณีที่ไม่ทำอะไรตามที่ประกาศใน MOU จริงอยู่ ก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลจะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นพิธีกรรมที่ใช้ภาษาทางการ เหมือนบอกกล่าวกันเองในหมู่ผู้นำ กรณีไม่ทำตามนโยบายที่แถลงไว้ ก็ไม่เห็นจะมีผลต่อเนื่อง (consequence) อะไร

การจัดตั้งรัฐบาลครั้งก่อน ๆ มักเริ่มด้วยการแบ่งโควตารัฐมนตรีระหว่างพรรคการเมือง ตามจำนวน ส.ส. เช่น กำหนดโควตาไว้ก่อน แล้วคำนวณว่าพรรคใดมี ส.ส. กี่คน ให้เอาโควตาหาร ก็จะได้จำนวนรัฐมนตรีของพรรคนั้น จากนั้นก็ต่อรองกันว่า พรรคจะได้กระทรวงใดไปบริหาร เมื่อเจรจากันลงตัว พรรคจะเสนอชื่อผู้นำคนใดภายในพรรคเป็นรัฐมนตรีก็ได้ แต่โดยปกติจะคำนึงถึงจำนวน ส.ส. ในมุ้งของผู้นำคนนั้น แล้วพรรคก็เสนอชื่อว่าที่รัฐมนตรีไปยังนายกรัฐมนตรี โดย “มารยาท” ถือเป็นสิทธิ์ขาดของพรรค จะวิจารณ์ว่าผิดฝาผิดตัว คือเสนอชื่อผู้มีประสบการณ์ไม่ตรงกับตำแหน่งให้มาเป็นรัฐมนตรี ก็มีคำอธิบายทำนองว่า ใครเป็น ส.ส. ถือว่ามีความสามารถเป็นรัฐบนตรีแล้ว

สำหรับการจัดทำนโยบายของรัฐบาลที่จะเสนอต่อรัฐสภา แต่ก่อน พรรคจะเรียกประชุมภายในพรรคเพื่อร่างนโยบายของกระทรวงที่อยู่ในโควตาของพรรค โดยอาจมีผู้เชี่ยวชาญหรือข้าราชการประจำที่เกี่ยวข้องมาช่วยร่าง แล้วส่งนโยบายที่พรรคเขียนให้นายกรัฐมนตรีไปบูรณาการ โดยมีการประชุมปรับแต่งนโยบายบ้าง แต่โดย “มารยาท” เขาไม่วิจารณ์นโยบายที่เขียนโดยกระทรวงที่อยู่กับพรรคอื่น ผมเคยทักท้วงว่า การบริหารราชการต้องทำเป็นทีม ต้องเห็นชอบกันข้ามกระทรวง ต้องร่วมมือกัน แม้การร่วมมือกันจะเป็นยาขมสำหรับคนไทย แต่ถ้าจะทำการณ์ใหญ่ให้สำเร็จ ต้องให้ทั้งข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำของหลายกระทรวงมาช่วยคิด ช่วยทำ จึงพอมีโอกาสความสำเร็จ ถ้าสามารถร่วมถกแถลงกันในสภา หรือถกแถลงอย่างกว้างขวางในทางสาธารณะ ก็จะทำให้เกิดบรรยากาศของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและแบบถกแถลง (deliberative democracy) กันอย่างจริงจัง ผลที่หวังว่าจะได้ คือ เพิ่มความรอบคอบ ลดความระแวง เพิ่มความเข้าใจและความไว้วางใจกันนั่นเอง

กกต. อธิบายเส้นเวลาของการตั้งรัฐบาล ว่ามีเวลาประกาศรับรอง ส.ส. ไม่เกิน 60 วัน จากนั้นต้องเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรภายใน 15 วัน แล้วรัฐสภาถึงเลือกนายกรัฐมนตรี โดยไม่กำหนดเส้นตายว่าต้องเลือกภายในกี่วัน เมื่อได้นายกรัฐมนตรีและจัดทำรายชื่อคณะรัฐมนตรีเสร็จ จึงจะรอให้โปรดเกล้า และให้รัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณตน รัฐบาลปัจจุบันก็จะหมดหน้าที่ ขั้นตอนสุดท้ายคือการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แสดงว่าถ้า กกต. ประกาศรับรอง ส.ส. ในวันที่ 60 พอดี คือใช้เวลาเต็มที่ตามที่กฎหมายกำหนด เราคงต้องรอไปถึงเดือนสิงหาคมกว่ากระบวนการตั้งรัฐบาลทั้งหมดจะแล้วเสร็จ

อันที่จริง นานาประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เขาอาจตั้งรัฐบาลล่าช้าบ้าง แต่นั่นเป็นเพราะต้องใช้เวลามากในการเจรจาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลจนเห็นพ้องกันในเรื่องนโยบายสำคัญ แต่กรณีของไทย ดูเหมือนว่า พรรคการเมือง 8 พรรคที่จะร่วมรัฐบาลได้เห็นพ้องกันในเบื้องต้นโดยการจัดทำ MOU แล้ว อีกทั้ง กกต. มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการประมวลผลการนับคะแนน ซึ่งก็ผ่านไปแล้ว และกำลังพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ ซึ่งไม่น่าจะใช้เวลานาน ถ้าหลักฐานยังไม่พอที่จะทำให้เชื่อได้ว่า ผู้สมัครคนใดมีพฤติกรรมทุจริตการเลือกตั้ง ก็ควรรับรองผู้สมัครคนนั้น ส่วนกรณีมีหลักฐานการทุจริตที่ได้เพิ่มเติมมาในภายหลัง ก็ให้เป็นเรื่องของกระบวนการของศาลต่อไป เพราะฉะนั้น เชื่อว่า กกต. จะสามารถประกาศรับรองการเป็น ส.ส. ได้เร็วโดยไม่ต้องรอไปถึงวันสุดท้ายคือ 60 วันพอดี

กรณีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ ซึ่งจะมีการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 เมื่อรัฐสภาสหรัฐรับรองผล ก็ถือเป็นประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกตั้งแล้ว (president-elect) และให้เวลาเขาเตรียมทีมงานบริหาร เตรียมผู้จะเป็นรัฐมนตรีหรือเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ให้พร้อม ประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกตั้งจะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม 2568 การที่เว้นเวลาไว้ประมาณ 2 เดือนครึ่งระหว่างวันเลือกตั้งกับวันเข้ารับตำแหน่งนั้น เพราะประธานาธิบดีที่จะเข้ารับตำแหน่ง จะเปลี่ยนตัวข้าราชการการเมืองทั้งชุด (ใช้คำว่าเปลี่ยน administration แต่ถ้าเป็นประธานาธิบดีที่จะเข้ารับตำแหน่งในวาระที่สอง ก็อาจจะเก็บข้าราชการการเมืองคนเดิมไว้บ้าง) ในช่วงเวลา 2 เดือนครึ่งดังกล่าว จะมีทีมงานการเปลี่ยนผ่าน ที่จะช่วยประสานงานระหว่างคนที่จะออกกับคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นการส่งไม้ต่ออย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงส่งแฟ้มเอกสารให้พอเป็นพิธี ในกรณีของไทย เราน่าจะมีเวลาพอที่จะทำแบบนี้ เพื่อให้มีการสานงานที่ควรสานต่อจากรัฐบาลที่กำลังหมดวาระ ไม่ให้งานดี ๆ ต้องพลอยหยุดไป หรือสูญไป ว่าที่รัฐบาลใหม่น่าจะขออนุญาตเข้าไปศึกษางานกับคนที่ทำอยู่เดิม มิใช่ไปเร่งรัดในทำนองก้าวก่าย หากเป็นการขอความร่วมมืออย่างอ่อนน้อมถ่อมตนและอย่างมีเหตุผล ทั้งนี้เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานใหม่ของการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นในสังคมการเมืองไทย

หลังการจัดทำ MOU แล้ว ดูเหมือนว่าความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลจะไม่รวดเร็วทันใจคนทุกคน จึงไม่มีข่าวหวือหวา ทำนายว่าใครจะเป็นประธานสภาหรือใครจะอยู่กระทรวงใด นับว่าเป็นความใจร้อนของผู้สื่อข่าวและของคนที่ลุ้นในทางหนี่งทางใด พรรคร่วมทั้ง 8 จึงได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2566 แล้วมีการแถลงความคืบหน้าว่าได้ดำเนินไปตามจังหวะก้าว คือ

1) ขณะนี้มีเพียงผู้สมัคร ส.ส. เมื่อ กกต. ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. อย่างเป็นทางการแล้ว จึงจะมี ส.ส. ที่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำ

2) ขณะนี้มีการตั้งคณะทำงานเจรจา ซึ่งเข้าใจว่าคงเน้นการพูดคุยหรือลอบบี้ ส.ส. และ ส.ว. ให้โหวตให้ความเห็นชอบพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี

3) คณะทำงานประสานงานที่เคยกล่าวถึงก่อนหน้านี้ บัดนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นในลักษณะของคณะกรรมการที่มีพิธาเป็นประธาน และมีตัวแทนพรรคการเมืองทั้ง 8 พรรคเป็นกรรมการ เข้าใจว่าคณะกรรมการฯจะประสานและทำงานด้านนโยบายร่วมกัน โดยอาจลงรายละเอียดการปฏิบัติให้ชัดเจนขึ้น พร้อมทั้งดูหน่วยก้านว่า ใครจะเหมาะที่จะนำนโยบายในด้านใดไปปฏิบัติ

4) มีการตั้งคณะทำงานศึกษานโยบายเร่งด่วน 7 คณะ ซึ่งองค์ประกอบมาจากพรรคร่วม 8 พรรคอีกนั่นแหละ แต่อาจรวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ได้แก่

1.คณะทำงานเกี่ยวกับค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันดีเซล และพลังงาน (ตรงกับประเด็นที่ 12 ของ MOU)

2.คณะทำงานเกี่ยวกับภัยแล้ง เอลนีโญ (ตรงกับประเด็นที่ 17 ของ MOU)

3.คณะทำงานเกี่ยวกับปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ตรงกับประเด็นที่ 5 ของ MOU)

4.คณะทำงานเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ตรงกับประเด็นที่ 1 ของ MOU)

5.คณะทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และ PM 2.5 (ตรงกับประเด็นที่ 22 ของ MOU)

6.คณะทำงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ปากท้อง และเอสเอ็มอี (ตรงกับประเด็นที่ 9 ของ MOU)

7.คณะทำงานเกี่ยวกับการแก้ปัญหายาเสพติด (ตรงกับประเด็นที่ 15 ของ MOU)

คณะทำงานจะมีการประชุมต่อเนื่อง เพื่อแจ้งความคืบหน้าต่อคณะกรรมการประสานงานฯ ต่อไป สังเกตว่า MOU มีอยู่ 23 ประเด็น ที่ยกมา 7 ประเด็นในจังหวะก้าวนี้อาจตรงกับเรื่องที่พรรคร่วม 8 พรรค คิดว่าน่าจะทำได้ภายใน 100 วัน นับตั้งแต่วันเข้ารับงาน ส่วนประเด็นอีก 16 ประเด็นของ MOU ที่ยังไม่ยกมาศึกษาในระดับคณะทำงานในขั้นนี้ ส่วนหนึ่งอาจจะตั้งคณะทำงานมาศึกษาและจัดทำเป็นแผนงานที่จะนำไปปฏิบัติให้มีผลภายในหนึ่งปี ประเด็นที่เหลือคงต้องการเวลาในการดำเนินงานโดยหวังผลสัมฤทธิ์ใน 4 ปีก็เป็นได้
จังหวะก้าวในระยะนี้ คือการทำนโยบายให้ชัดขึ้น และการปรึกษาเรื่องตัวบุคคลไปพลางก่อน อย่าไปเคลื่อนตามสื่อมวลชนที่มุ่งสนใจประเด็นแย่งชิงตำแหน่ง ว่าใครจะเป็นประธานสภา ใครจะเป็นรัฐมนตรี อาทิตย์หนึ่งหลังจากที่ กกต. ประกาศผลการเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยค่อยคุยเรื่องใครจะเป็นประธานสภาก็ยังทัน และหลังจากที่รัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ค่อยคุยเรื่องใครจะเป็นรัฐมนตรีก็น่าจะเป็นจังหวะก้าวที่เหมาะ ระหว่างนี้ให้สื่อมวลชนและสื่อลังคมออนไลน์ “แบ่งขนมเค้ก” ให้พรรคร่วม 8 พรรคไปชิมเป็นการเรียกน้ำย่อยไปพลาง ๆ

มีกระแสข่าวว่า ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกำลังหาทางกีดกันไม่ให้พรรคร่วม 8 พรรคสามารถตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดยอ้างเหตุผลสารพัด เพียงแต่ยังไม่พูดให้ชัดถึงความในใจว่า “ชาติสำคัญกว่าประชาธิปไตย” ตามความเชื่อแต่เดิมก่อนรัฐประหารด้วยซ้ำไป เขาชอบอ้างว่า “ชาติ” กำลังบอบช้ำ จึงมีแต่ “พวกเรา” ที่จะกอบกู้ชาติจากภัยพิบัติ (ที่บางครั้งก็กุขึ้นเอง) ขณะนี้อ้างภัยคอมมิวนิสต์ได้ไม่เต็มปากเต็มคำ เพราะหันมาเป็นมิตรกับจีนเสียแล่ว จึงอ้างภัยจากอเมริกาขึ้นมาแทน จึงหลงอยู่ในภยาคติว่า ศัตรู “ทำลายชาติ” คือพวกเสรีประชาธิปไตยที่อเมริกาหนุนหลังนั่นเอง มีการปล่อยข่าวเหลือเชื่ออื่น ๆ อีก เช่น จะต้องล้มกระดานการเลือกตั้งเพราะหัวหน้าพรรคก้าวไกลที่ต้องหาว่าขาดคุณสมบัติไม่มีสิทธิเซ็นรับรองผู้สมัครของพรรค จะต้องตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ให้ “คนดี” มาปกครอง มีการกล่าวหาฝ่ายเสรีประชาธิปไตยว่าเป็นฝ่าย “ล้มเจ้า” จึงต้องสลายการรวมตัวของพรรคร่วม 8 พรรค โดยแทนด้วยสูตรใหม่ที่ไม่มีพรรคก้าวไกล เป็นต้น

ผมขอแนะนำว่าพรรคร่วม 8 พรรค อย่าประมาทกระแสต่อต้าน แต่กระนั้นไม่ควรเต้นไปตามการปล่อยข่าว ให้เขาออกฤทธิ์เดชไป เราสงบไว้แล้วก้าวเดินตามจังหวะก้าวของเรา โดยเชื่อในวุฒิภาวะของประชาชนราวสองในสามที่เลือกตั้งพรรคร่วม 8 พรรคให้เป็นรัฐบาล ถ้าฝ่ายอนุรักษ์นิยมโฆษณาว่าฝ่ายตนที่ได้รับคะแนนเสียงประมาณ 15 % คือคัวแทนของชาติ ก็ให้เขาโฆษณาไป

แน่นอนว่าสถานการณ์มีความไม่แน่นอน มีศัพท์ที่พูดถึงมากในหมู่ผู้สนใจว่า สถานกาณ์เป็นแบบ VUCA ซึ่งเป็นอักษรย่อของคำว่า volatile (เหมือนเป็นหมอกควัน) uncertain (ไม่แน่ไม่นอน) complex (ซับซ้อน) และ ambiguous (คลุมเครือ) ในสถานการณ์เช่นนี้ พรรคร่วม 8 พรรคต้องตั้งสติให้ดี และก้าวไปบนเส้นทางของตน ยอมรับสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้น มองหาจุดคานงัด (leverage points) ที่จะทำให้ระบบที่ซับซ้อนตอบรับการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี แล้วทำใจว่าถึงแม้นจะพบจุดคานงัดแล้ว เช่น ชัยชนะการเลือกตั้ง ก็ยังต้องงัดให้เป็น มิฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงอาจเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่พึงปรารถนาได้

ก่อนจบบทความนี้ ขอนำคำเตือนใจที่ “หนุ่มเมืองจันท์” โพสต์เป็นข้อความที่สรุปจากคำกล่าวของพระไพศาล วิสาโล ในการเสวนาครั้งหนึ่งว่า พระไพศาลเคยผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาแล้วสมัยเป็นนักศึกษา สิ่งที่เรียนรู้ คือ การยึดมั่นถือมั่นสามารถทำให้เราฆ่ากันได้ คนที่รุมทำร้ายนักศึกษา แขวนคอ ตีจนตาย เขาคิดว่าเขากำลังปกป้อง “ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์” และนักศึกษาคือคอมมิวนิสต์มุ่งทำลายสิ่งที่เขาเคารพ ถ้ารักชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ ก็ควรทำดีต่อกัน ไม่ใช่ฆ่ากัน “คนเราฆ่ากันในนามของความดี เพราะยึดมั่นถือมั่น” ท่านยกคำสอนของหลวงพ่อเฟื่อง โชติโก ที่ระยองว่า “ความเห็นของเราแม้จะถูก แต่ถ้ายึดติดไว้ มันก็ผิด” พระไพศาลแนะนำหลักกาลามสูตร 3 ข้อให้คิดก่อนโพสต์ข้อความใด ๆ ลงในสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่

1.อย่าเชื่อตามคนหมู่มาก เพราะพูดต่อ ๆ กันมา

2.อย่าเชื่อเพราะเขาเป็นครู หรือเชื่อเพราะเขามีอำนาจเหนือกว่า

3.อย่าเชื่อเพราะตรงกับความเห็นหรือสอดคล้องกับตรรกะของเรา

เพียงแค่นึกถึงหลัก 3 ข้อนี้ก่อนจะโพสต์ข้อความใด ๆ เราจะใจเย็นขึ้นทันที บางทีข้อมูลที่เราคิดว่า “จริง” อาจจะ “ไม่จริง” ก็ได้

ในสื่อสังคมออนไลน์ มีข้อความแสดงความเกลียดชังหรือข่าวปล่อยมากมาย จึงอยากขอให้ทุกฝ่ายใจเย็น พรรคร่วม 8 พรรคจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็นรัฐบาล จะมีทั้งคนดีใจและเสียใจหลายคน แต่นั่นไม่ใช่ฟ้าถล่มดินทลาย เราไม่ควรให้การเคารพใน “ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์” มาเป็นเหตุให้เราเข่นฆ่ากันเหมือนครั้ง 6 ตุลา 2519 เลย ปล่อยให้การเมืองเคลื่อนไปตามจังหวะก้าวของมันเถิด

โคทม อารียา