การจุดประเด็นเรื่องรัฐบาลแห่งชาตินั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในสังคมการเมืองไทย
กล่าวโดยสรุปได้ง่ายๆ แบบฟันธงว่า ทุกครั้งที่มีการเสนอเรื่องของรัฐบาลแห่งชาตินั้น ก็ให้เพ่งลงไปว่ามี “วิกฤตการณ์ทางการเมือง” อะไร อันเป็นที่มาของเงื่อนไขของข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ
และเหนือสิ่งอื่นใดเราจะพบว่าแนวคิดและข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติในภาพรวม (ไม่ได้ระบุเจาะจงไปที่ของใคร) หรือที่เรียกว่า national coalition government ในบ้านเราอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากปัญหาวิกฤตทางการเมืองในระดับประชาชน
เท่ากับวิกฤตทางการเมืองของฝ่ายชนชั้นนำเอง ซึ่งแบ่งอำนาจกันไม่ลงตัว หรือไม่ยอมถอย
อีกเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญก็คือ การพยายามพูดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติโดยอ้างความไม่แตกแยกนั้น บางทีมันก็สะท้อนว่าสังคมเรายังไม่สามารถอยู่กันแบบ “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก” ได้
และส่วนใหญ่ก็มีปัญหาในระดับกติกาทั้งสิ้น
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ว่าเพราะคนไม่เคารพกติกา
แต่เป็นมิติที่ว่าคนที่มีอำนาจไม่พอใจกติกา และเปลี่ยนกติกาให้ตัวเองได้เปรียบ พอคนอื่นท้าทายก็ใช้กติกาที่ตนร่างเอง หรือเปลี่ยนมาไปกดเขาไว้ แล้วก็อ้างว่าคนอื่นที่ท้าทายไม่เคารพกติกา
บ้านเมืองมันก็เป็นอย่างนี้มาตลอด
วกกลับมาเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ อีกเรื่องที่เราควรจะพยายามทำความเข้าใจก็คือ เราชอบด้อยค่าการจัดตั้งรัฐบาลร่วมหลายพรรค
ขนาดราชบัณฑิตยสถานยังแปลคำว่า coalition government ว่ารัฐบาลผสม
ทั้งที่สามารถแปลได้ว่าเป็นรัฐบาลแห่งความร่วมมือ
ทำไมสื่อและสังคมไทยชอบใช้คำแค่สองคำ คือ รัฐบาลผสม กับ รัฐบาลแห่งชาติ แล้วทำให้รัฐบาลแห่งชาติดูดีในสายตาของพวกชนชั้นนำกลุ่มหนึ่งตลอดเวลา
ถ้าเราแปลคำว่ารัฐบาลผสมว่ารัฐบาลแห่งความร่วมมือ เราก็อาจจะมีภาพที่เปลี่ยนไปในการมองและในการคาดหวังต่อการจัดตั้งและการบริหารงานรัฐบาลแห่งความร่วมมือในรูปแบบใหม่
ในความเห็นของผม ผมคาดเดาว่าการที่ครูบาอาจารย์ของผมนั้นแปลคำไทยว่ารัฐบาลผสม เพราะสมัยก่อนอาจจะสมาทานแนวคิดเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง โดยมองว่ารัฐบาลผสมมันจะสู้รัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมากพรรคเดียวไม่ได้ ไม่เหมือนตัวแบบบริสุทธิ์แบบอเมริกา หรืออังกฤษไม่ได้
ทั้งที่ในยุโรปเองรัฐบาลผสมก็มีมากมาย ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปด้อยค่ามัน
จริงอยู่ว่ารัฐบาลผสมในอดีตในสังคมไทยเต็มไปด้วยปัญหาการต่อรอง และความไร้เสถียรภาพ
แต่ปัญหาอยู่ที่ความเป็นรัฐบาลผสม หรือมันอยู่ที่คุณภาพและที่มาของชนชั้นนำทางการเมืองที่แยกพรรคกันอยู่ตามผลประโยชน์ มากกว่าเฉดทางอุดมการณ์หรือเปล่า
คำถามที่ท้าทายต่อมาก็คือ การหมกมุ่นกับเสถียรภาพทางการเมืองจนละเลยว่าการไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกับการไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง เป็นผลของความครุ่นคิดของคนรุ่นครูบาอาจารย์ผมมานาน
คือมักจะมองว่ารัฐบาลที่เปลี่ยนบ่อย และมีการทำรัฐประหารเป็นเรื่องที่สอดคล้องกัน
แต่สิ่งสำคัญที่ต้องยอมรับก็คือ สมัยที่ผมเรียนหนังสือจะหาครูบาอาจารย์ที่สนับสนุนการทำรัฐประหารและวิจารณ์ประชาธิปไตยอย่างเสียหาย แล้วสรรเสริญเผด็จการก็ยากเต็มทน ส่วนใหญ่จะระมัดระวังไม่ให้เกิดความสุดโต่งไปในทางใดทางหนึ่งเสียมากกว่า
ทีนี้ประเด็นที่ยังเป็นอมตะในการคิดคำนึงทางการเมืองก็คือ รัฐบาลผสมมันเป็นเรื่อง second best หรือเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องดีที่สุดจริงไหม
สิ่งที่อาจจะต้องลองพิจารณาให้ดีก็คือ การที่มีพรรคการเมืองหลายพรรค ส่วนหนึ่งมันก็สะท้อนสีสันของประชาธิปไตย มันแปลว่าคนมีเสรีภาพที่จะเลือกตัวเลือกที่เขาอยากได้เพิ่มขึ้น
ขณะที่บางประเทศถึงกับต้องเลือกตั้งสองรอบ เพราะต้องการให้เกิดการเลือกรอบสองจากสองพรรคที่ทำให้คนต้องยอมเลือกคนที่ใกล้ (เคียง) มากกว่าคนที่ใช่ อาทิ การเลือกตั้งประธานาธิบดีของอินโดนีเชีย หรือการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ ที่พรรคใหญ่ต้องมีกระบวนการสรรหาคนภายในอยู่เป็นปีก่อนที่จะส่งสมัครในนามพรรค
เวลาที่เราพูดเรื่องสีสันของประชาธิปไตยสิ่งที่ต้องคิดคือ มันเป็นสีสันเฉยๆ หรือมันสะท้อนความปริแยกทางสังคม social cleavage ที่ชัดเจนว่าสังคมมีความแตกต่าง และมีตัวแทนที่แตกต่างกัน ซึ่งถ้ามันสะท้อนถึงความปริแยกทางสังคมจริง
ความสัมพันธ์ระหว่างความแตกต่าง ปริแยกทางสังคม เราจะทำอะไรกับมัน ระหว่างปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ หรือปรับแต่งมันให้เข้มข้นขึ้นมาผ่านการออกแบบระบบเลือกตั้งก็สำคัญ
การออกแบบระบบเลือกตั้งจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงหลายเรื่อง เพราะความแตกต่างปริแยกทางสังคมอาจจะมี แต่บางที่ก็อาจจะถูกกลบง่ายๆ ด้วยการเพิกเฉยไปเลย
ขณะที่บางทีก็เน้นการเลือกตั้งระบบสัดส่วน หรือแม้กระทั่งการกำหนดสัดส่วนตัวแทนพิเศษต่างๆ
หรือกระทั่งการออกแบบระบบเลือกตั้งสองรอบเพื่อทำในสิ่งตรงข้ามคือ แทนที่จะขับเน้นความแตกต่าง กลับเน้นเสียงข้างมากเด็ดขาดที่เชื่อว่าคือการสร้างฉันทามติของสังคมให้คนยอมรับความหลากหลายโดยเลือกตั้งแต่ก่อนเข้ามาเป็นรัฐบาล
สรุปง่ายๆ ก็คือ ผลจากการเลือกตั้งไม่เท่ากับความแตกต่างและปริแยก (ยังไม่นับความแตกแยก) ในสังคมที่ชัดเจน เพราะเราจะเห็นมัน หรือไม่เห็นมันเกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบเลือกตั้งด้วย
จะมองไม่เห็นเลย จะเห็นเป็นแบบไหน หรือจะถูกขับเน้น หรือจะถูกกลบเกลื่อนก็เป็นไปได้หมด
ระบบรัฐบาลแบบผสม หรือรัฐบาลแห่งความร่วมมือเองในหลายประเทศกลับเป็นเรื่องที่เขามองว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องไปตกใจอะไร
สิ่งที่เขาสนใจกันในทางวิชาการจึงอยู่ในสองเรื่องหลักคือ รัฐบาลผสมนอกจากจะมีเสถียรภาพไหม มันจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมไปด้วยว่ารัฐบาลผสมเมื่อครองอำนาจแล้วจะอยู่ต่อได้ไหมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ความพร้อมรับผิด (accountability) ของรัฐบาลผสมอยู่ที่ไหน
ไม่ใช่พูดง่ายๆ แบบบ้านเราว่า รัฐบาลผสมเข้าไปได้ก็ไม่สนอะไร เพราะระบบราชการครอบงำ
แต่ต้องหมายถึงว่า ระหว่างพรรคที่หัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ กับพรรคอื่นๆ ต่อไปจะเป็นอย่างไร จะกลับมาร่วมมือได้อีกไหม แล้วเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีแล้วใครจะถูกตั้งคำถามและเสียคะแนน ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล หรือเฉพาะพรรคที่เป็นพรรคอันดับหนึ่งของรัฐบาลผสม
สำหรับประเด็นอื่นๆ ในทางวิชาการที่มีการตั้งคำถามกันก็คือ รัฐบาลผสม หรือรัฐบาลแห่งความร่วมมือ ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีอุดมการณ์ไม่ต่างกันมาก
พรรคที่ขนาดไม่ใหญ่บางพรรคอาจจะมีลักษณะที่ไม่ได้เป็นเรื่องนโยบาย หรืออุดมการณ์ แต่อาจเป็นพรรคที่พร้อมจะพลิกเกมได้เสมอ เพราะต้องการต่อรองในสิ่งที่ต้องการเป็นเรื่องแรก
บางครั้งรัฐบาลผสมอยู่รอดได้ ไม่ใช่เพราะมีอะไรดี แต่ฝ่ายค้านอาจจะอ่อนแอ แตกแยก หรือไม่มีศักยภาพ หรือถ้ามองอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลผสมอาจจะมีประสิทธิภาพสูงในการจัดการฝ่ายค้าน หรือทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอมากกว่าการทำงานจริง
บางกรณีในรัฐบาลผสมพรรคอันดับสามมักจะเป็นพรรคหลักในการเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะว่าเป็นพรรคที่ย้ายข้างได้ง่าย
ส่วนในแง่ของศัพท์แสงนั้นมีหลายคำที่น่าสนใจ
คำว่า grand coalition government มีนัยยะของการเป็นรัฐบาลที่มีพรรคใหญ่มากที่สุดสองพรรคร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราตอนนี้คือการพูดถึงรัฐบาลร่วมก้าวไกลเพื่อไทย ซึ่งไม่ใช่แค่รัฐบาลผสม แต่มันคือรัฐบาลแห่งความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ เป็นความร่วมมือของฝ่ายประชาธิปไตย และมีพรรคเล็กๆ ที่มีอุดมการณ์ทางประชาธิปไตยร่วมกัน
rainbow coalitions หรือรัฐบาลแห่งความร่วมมือหลากสี ก็คือรัฐบาลที่ผสมหลายพรรคเข้าด้วยกัน จากหลากหลายอุดมการณ์ ทั้งในลาตินอเมริกา หรือในยุโรป บางทีของเยอรมันก็อาจจะผสมกันจากหลายพรรคแล้วเอาไปเรียกว่าเป็นสีธงชาติของประเทศไหนสักประเทศในโลก
หรือรัฐบาลแห่งความร่วมมือที่ล้นเกิน oversized coalitions คือไม่จำเป็นต้องมีเยอะ แต่ร่วมกันมากเกินไปจนไม่เป็นคุณกับประชาธิปไตยเพราะขาดการตรวจสอบ
บางประเทศ เช่น ญี่ปุนและมาเลเซีย ในอดีตคือรัฐบาลที่เรียกว่าครอบงำจากพันธมิตรอันยาวนาน (coalition dominance) หมายความว่า เป็นรัฐบาลที่มีพรรคที่เป็นพันธมิตรที่ยาวนาน ซึ่งอาจจะมีเสถียรภาพแต่จะพบว่าประเด็นการเมืองอื่นๆ ก็ไม่ได้เลือนหายไป เช่น จินตนาการทางการเมือง สิทธิเสรีภาพในการเห็นต่าง และความเป็นไปได้ในการคัดค้านวิจารณ์ ต่อต้านในระบบอย่างสันติ
ในส่วนของทางออกในการสร้างพันธมิตรทางการเมือง และรัฐบาลแห่งความร่วมมืออาจต้องทำในบางเรื่อง
หนึ่ง แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง อะไรที่ยังไม่ร่วมกันก็ต้องยอมเว้น แต่ไม่ใช่ปล่อยให้การเว้นเป็นเรื่องที่ใครๆ เอามาทิ่มแทงกัน เช่น กรณีของสโลวาเกียในช่วง 1998 ที่ต้องละในหลายเรื่องเอาไว้เพื่อให้พรรคสี่พรรคร่วมรัฐบาลกันได้ โดยไปเน้นเรื่องการพยายามเข้าสู่สหภาพยุโรปมากกว่าเรื่องของความแตกแยกภายใน
สอง ให้ความสนใจกับจุดร่วม แล้วสร้างเป้าหมายในเชิงปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น มีเป้าหมายว่ายืนตรงข้ามกับแนวคิดอะไร และจะสร้างยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงอย่างไร คือมีหมุดหมายร่วมในการจัดการระบบราชการอย่างไร
สาม สร้างความร่วมมือระหว่างสมาชิกและผู้สนับสนุนของรัฐบาลแห่งความร่วมมือ แทนที่จะปล่อยให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกกัน ทุกฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลแห่งความร่วมมือต้องร่วมมือร่วมแรงกัน สร้างเครือข่ายทำงานร่วมระหว่างสมาชิกพรรคกับกองเชียร์ ไม่ให้ทะเลาะกันเอง สร้างระบบการทำงานร่วม เพื่อให้เกิดประโยชน์สองด้าน คือทั้งการไม่ให้เกิดความบาดหมางกันและเกิดความไว้วางใจกัน กับอีกเรื่องก็คือไม่ปล่อยให้แกนนำของพรรคดีลกันโดยหลุดมือไปจากการตัดสินใจของสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุน

