‘จตุพร’ ดึงสติหาทางออก เบรกวิกฤตนองเลือด หวังประเทศไม่ต้องนับหนึ่งใหม่

4.06.23 | 21:49 น.
แฟ้มภาพ

“จตุพร” ดึงสติหาทางออก เบรกวิกฤตนองเลือด หวังประเทศไม่ต้องนับหนึ่งใหม่

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชนจตุพร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับเรื่องเจ้าของพรรค โดยตอนหนึ่งนายจตุพรระบุว่า

หลายคนสงสัยตนมีอคติกับพรรคเพื่อไทยที่วิพากษ์วิจารณ์จะย้ายขั้วไปจับมือกับฝ่าย 188 เสียง อย่างไรก็ตาม หาก 312 เสียงเป็นนักเลงการเมืองกันจริง พร้อมจับมือกันแน่นหนาแล้ว ก็ไม่มีทางจัดตั้งรัฐบาลได้เลย ขณะที่ 188 เสียงก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้เช่นกัน ประกอบกับ ส.ว.ยังไม่โหวตให้ใครด้วย ดังนั้น การเมืองแบบนักเลงจริงทุกฝ่าย ก็ไม่มีรัฐบาลเกิดขึ้นได้เลย

“ผมบอกว่ามีประตูเดียวเท่านั้นที่จะตั้งรัฐบาลได้คือ ถ้าเสียง 141 ของพรรคเพื่อไทยไปบวกกับ 188 เสียง ดังนั้น ถ้าจริงจังกับการไม่ทิ้งเพื่อน ยังรักษาจุดยืนไม่ไปซบสองลุง ไม่เอากัญชา ก็ย่อมไม่เป็นไร แต่ยังตั้งรัฐบาลก็ไม่ได้อีก หากสถานการณ์เปลี่ยนใจให้ 141 เสียงย้ายข้างแล้ว คงต้องใช้ปี๊บคลุมหัวแน่ และเป็นช่องทางเดียวที่จะตั้งรัฐบาลได้แน่นอน”

นายจตุพรมั่นใจว่า แม้มีความพยายามติดต่อให้ฝ่ายพรรค 188 เสียงย้ายมาช่วยหนุนเลือกนายกฯ เพื่อตั้งรัฐบาล แต่ไม่มีทางเป็นไปได้ นอกจากพรรคฝ่าย 312 เสียเท่านั้นต้องแยกวงออกไปร่วมกับ 188 เสียงเอง ด้วยสถานการณ์การเมืองสองฝ่ายล้วนขึงพืดกันอย่างนี้ จึงต้องมีพรรคที่ไม่มีใจนักเลงจริง โดยย่อมย้ายข้างไปจับมือตั้งรัฐบาลกับ 188 เสียงเสียเอง

Advertisement

รวมทั้ง ย้ำว่า นักวิชาการวิเคราะห์เชิงตำหนิว่า หากเพื่อไทยย้ายไปอยู่กับฝ่าย 188 เสียงแล้ว อนาคตพรรคเพื่อไทยย่อยยับแน่ เกิดหายนะ และล่มสลาย แต่เมื่อมองอีกด้านหนึ่งแล้ว ถ้าเพื่อไทยไม่ล่มสลายจะแลกกับการกลับบ้านของเจ้าของพรรคได้หรือ? ซึ่งไม่แตกต่างจากการถีบหัวเรือคนเสื้อแดง เพราะ บทเรียนในอดีตสะท้อนถึงการกล้าเอาชีวิต เลือดเนื้อคนไปแลกเปลี่ยนมาแล้ว

“ขณะนี้การถีบหัวเรือเสื้อแดงเพื่อแลกกลับบ้าน (รอบสอง) ยังไม่เกิดขึ้น จึงให้จับตากันไว้ เพราะศักดิ์ศรีนักการเมืองจะมั่วหมองน่าอับอายอย่างยิ่ง แล้วจะยืนอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างไรกัน และที่สำคัญที่สุด คุณ (พรรคเพื่อไทย) จะกล้าเป็นนายกฯ เองหรือ? เพราะเพียงแค่ย้ายขั้วคนก็เต็มถนนแล้ว คุณกล้าหรือเปล่า?”
นายจตุพร เชื่อว่า ในสถานการณ์ย้ายขั้วนั้น แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย คงไม่กล้าขึ้นมาเป็นนายกฯ แน่นอน ดังนั้น หนทางสุดท้ายต้องนำเก้าอี้นายกฯ ไปส่งให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังนิ่งอยู่ อาจประเมินว่า ถ้า พล.อ.ประวิตร เอาสถานการณ์ประชาชนลงถนนไม่อยู่แล้ว ก็ถึงเวลาของ พล.อ.ประยุทธ์ อีกรอบ

“เราอธิบายกระดานการเมืองนี้เพื่อให้พรรคเพื่อไทยได้คิดกัน เพราะมีประตูเดียวที่จะตั้งรัฐบาลได้ แล้วสองลุงจะกลับมามีอำนาจได้อีก ดังนั้น เจ้าของพรรคเพื่อไทยต้องประกาศออกมาว่าจะไม่ใช้ช่องทางนี้โดยเด็ดขาด เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย”

อีกทั้ง ย้ำว่า ตนต้องการให้การเมืองเป็นเรื่องของคนจริง โดยในฝ่าย 312 เสียง ตนอยากให้พรรค 141 เสียงเป็นคนจริงเช่นกัน คนจริงที่ไม่ทิ้งเพื่อน แม้นายพิธา จะต้องถูกคดีถือหุ้นไอทีวีหรือไม่ก็ตาม ก็จะไม่ทอดทิ้งกัน ไม่หักหลังนายพิธา และพรรคฝ่าย 312 เสียง

นายจตุพรกล่าวว่า แม้ข้อเท็จจริงเชิงตัวเลขพรรค 312 เสียง ย่อมหนุนส่งให้นายพิธา เป็นนายกฯ ไม่ได้ ถึงนายพิธา จะเดินทางไปขอบคุณประชาชน และไปพบกลุ่มต่างๆ ก็ย่อมทำได้ และสามารถแสดงบทบาทได้เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ในเชิงตัวเลขนายพิธา ไปไม่ถึงนายกฯ และจบแล้ว เพราะปลายทางคำตอบทางการเมืองอยู่ที่ตัวเลขอย่างน้อย 376 เสียงเท่านั้น ถึงจะมีแรงกดดัน ส.ว.ก็ยากเต็มทีที่จะเปลี่ยนใจ

ดังนั้น จึงมีแรงกระทุ้งให้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ ซึ่งมีนัยทางการเมืองว่า พอแล้ว และจะได้ปลดปล่อย ส.ว.เป็นอิสระ หนทางนี้โอกาสของนายพิธา อาจพอเป็นไปได้ที่จะไปถึง 376 เสียง แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเงียบอยู่ คงรอส้มหล่น จึงทำให้การตั้งรัฐบาล 312 เสียงเข้าสู่มุมอับ

ในตอนท้ายนายจตุพรระบุว่า “ตนขอให้สติกับทุกฝ่ายในการหาทางออกของประเทศ ไม่ให้ลุกลามรุนแรงขยายไปสู่วิกฤตเลือดนองท้องช้างในวันข้างหน้า แต่ทุกฝ่ายกลับเห็นแต่ประโยชน์ของพรรคตัวเอง ไม่ยอมให้ประเทศเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ แล้วที่สุดจึงมาถึงทางตัน ส่วนทางออกต้องเดินฝ่าข้ามประชาชนบาดเจ็บ ล้มตายอีก ซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้นอีกแล้ว”