หมายเหตุ – นักวิชาการ นักธุรกิจ วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันและปัจจัยหลากหลายที่ส่งผลกระทบ หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของไทย อาทิ การขึ้นอัตราดอกเบี้ย การเมืองไม่นิ่ง อัตราค่าแรงงานขั้นต่ำรายวัน ค่าพลังงาน ค่าไฟฟ้า ว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นและระยะยาวอย่างไร

อัทธ์ พิศาลวานิช
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
หากวางอันดับความกังวลต่อเศรษฐกิจไปต่อได้แค่ไหน จากที่ได้พบปะกับนักธุรกิจและต่างชาติ ความกังวลแรก คือ การเมือง ต่างชาติไม่ได้มองแค่ว่าไทยมีการเลือกตั้ง แต่กำลังมองถึงการเปลี่ยนแปลงของการบริหารประเทศ มีคำถามว่าผ่านเลือกตั้งมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนการมีรัฐบาลใหม่และนายกรัฐมนตรี เทียบกับประเทศตุรกี จัดเลือกตั้งวันเดียวกัน 14 พฤษภาคม ตอนนี้รู้ผล ได้ผู้นำประเทศเข้าบริหารประเทศแล้ว ขณะที่มองไทยความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง และตั้งคำถาม 1.พรรคได้คะแนนสูงสุด ได้ตั้งรัฐบาลไหม 2.รัฐบาลใหม่จะเป็นขั้วการเมืองเดิมหรือขั้วใหม่ 3.กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จะไม่ฟังเสียงประชาชนหรือ ทั้งๆ ที่ผู้ชนะการเลือกตั้งเป็น ส.ส.และกว่าจะได้เสียงประชาชน ต้องลงพื้นที่หาเสียงเหนื่อยมากกว่าจะได้เสียงจากประชาชน การเมืองไม่ชัดเจนและยิ่งยืดเยื้อ กระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ
ความกังวลถัดมา อันดับสอง คือ ปัญหาต้นทุนในไทยสูง หากเทียบกับประเทศคู่แข่งการค้าโลก อย่างตอนนี้ มีทั้งเรื่องค่าแรงงาน ดอกเบี้ย ค่าไฟ ราคาน้ำมัน เป็นต้น ในกลุ่มนี้ น่ากังวลสุดตัวแรงสุดไม่ใช่ค่าจ้างแรงงานจะปรับเป็น 450 บาทต่อวัน แต่เป็นเรื่องต้นทุนแพงจากค่าไฟ พลังงาน เทียบกับมาเลเซียราคาไทยสูงกว่ามาก บั่นทอนความต้องการที่จะมาลงทุนในไทย เรื่องค่าแรง 450 บาท ไม่ใช่เหตุผลหลักที่จะย้ายฐาน เพราะทุกวันนี้่โรงงานและธุรกิจจ่ายค่าแรงเกิน 400 บาท/วันแล้ว ยิ่งในเขตกรุงเทพฯ เมืองใหญ่ที่เศรษฐกิจกำลังเจริญรวดเร็ว เช่น จ.อุดรธานี เฉลี่ยสูงเกิน 450 บาท อาจถึง 1,000 บาท ในกลุ่มฝีมือทักษะสูง วันนี้ค่าแรงจ่าย 300 บาท เป็นรับจ้างทั่วไป เช่น ล้างรถ เด็กให้บริการในปั๊มน้ำมัน ดังนั้น แม้ขึ้นค่าแรงอย่างเป็นทางการ 450 บาท ก็ไม่คิดว่าจะย้ายฐานการผลิต เพราะค่าจ้างไทยที่มีฝีมือไปไกลแล้ว ยังมีเรื่องอัตราภาษีของไทยยังสูง หากเทียบหลายประเทศในอาเซียน จากต้นทุนสูงที่ไทยแบกรับ มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเหลือ 3% แต่ประเทศในอาเซียน หรือประเทศคู่ค้าขยายตัวดีกว่าที่ 4-5%
อีกปัจจัยหนักอกของประชาชนและธุรกิจ คือ การปรับขึ้นดอกเบี้ย เรื่องนี้สวนทางทิศทางเงินเฟ้อทั่วโลก รวมถึงไทย ที่เริ่มลดลง จากราคาพลังงาน ราคาธัญพืช ราคาสินค้าลดลงต่อเนื่อง แต่ไทยกลับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ไปเพิ่มภาระประชาชนและผู้ประกอบการให้หนักขึ้นไปอีก จะกระทบต่อกำลังซื้อทรงตัว หรือหดตัวได้ทันที จะส่งผลต่อการชะลอการลงทุน การซื้อสินทรัพย์ บ้าน รถยนต์ หรือลงทุนค้าขายทั่วไป ค่าเงินบาทเริ่มนิ่งเคลื่อนไหวในวงแคบ 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นค่าเงินที่ภาคเอกชนรับได้ ก่อนหน้านี้ที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพราะสกัดเรื่องเงินเฟ้อ จากต้นทุนราคาอาหาร พลังงานสูง จากการเกิดสงครามรัสเซีย–ยูเครน แต่วันนี้ปัจจัยมรสุมต่อเศรษฐกิจอ่อนตัวลง ดอกเบี้ยไทยยืนต่อที่อัตรา 1.75% ไม่ใช่ขึ้นเป็น 2% แย่อีกหากจะขึ้นอีกครั้งในปีนี้อีก 0.25% ตามที่ได้คาดการณ์ไว้ ส่วนการส่งออกขึ้นกับเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและเศรษฐกิจโลก ที่ยังมองไม่ดีขึ้นนัก ทำให้ส่งออกไทยปีนี้น่าจะยังอยู่ในช่วงลบ 1% หรือดีสุดบวก 1%
ดังนั้น ไล่เรียงแล้ว เรื่องกังวลหนักสุดคือ ดอกเบี้ยแพง ตามด้วยค่าไฟลงไม่ได้เต็มที่ การปรับค่าแรง 450 บาทมองเป็นอันดับสาม เรื่องค่าแรงหากขยับจาก 354 บาท/วัน เป็น 450 บาท คิดเป็น 15% ที่พรรคหาเสียงไว้ระบุว่าจะหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ แต่การปรับขึ้นค่าแรงรวมกว่า 4 พันล้านบาทจะกระตุ้นจีดีพี 0.1% รัฐควรหามาตรการช่วยเหลือลดค่าครองชีพและกระตุ้นใช้จ่ายในภาคประชาชนจากที่มีการใช้โอกาสนี้ขึ้นราคาสินค้า อย่างต่ำก็อีก 1-2 แสนล้านบาทผ่านรูปแบบต่างๆ ซึ่ง 2 ส่วนนี้จะช่วยกระตุ้นจีดีพีได้รวม 1%
จากนี้เศรษฐกิจไทยจะไปรอดได้แค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับไทยสร้างความเชื่อมั่น ว่าช่วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่าน จะได้รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา มีการผลักดันจัดตั้งรัฐบาลเร็วและราบรื่น ด้วยความไม่ชัดเจนและสุญญากาศในช่วง 2 เดือนจากนี้ จนกว่าจะชัดเจนว่าพรรคใดจัดตั้งรัฐบาล ได้ชื่อนายกรัฐมนตรี จะไม่เกิดความวุ่นวายหลังมีความเห็นต่าง เศรษฐกิจไตรมาส 3/2566 โอกาสต่ำกว่าไตรมาส 2/2566 เศรษฐกิจไทยจะฟื้นอีกครั้งก็เข้าช่วงไฮซีซั่นที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางทั่วโลกและเข้าไทยอีกครั้ง และกิจกรรมรับเทศกาลปีใหม่ การส่งออกยังเป็นบวกได้ 1% จะช่วยดึงจีดีพีไตรมาสสุดท้าย และทำให้จีดีพีทั้งปีนี้โตระดับ 3% ซึ่งต่ำกว่าทุกประเทศในอาเซียน ยกเว้นเมียนมา และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเงินเฟ้ออาเซียนอยู่ที่ 4%
และหากดึงความเชื่อมั่นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เห็นภาพไม่เกิน 2 เดือนจากนี้ และบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ได้ลดลง รัฐบาลใหม่ออกมาตรการเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ จะเป็นโมเมนตัมต่อการบริโภค ลงทุนรายย่อย กิจกรรมเศรษฐกิจคึกคักปลายปี เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2566 มีโอกาสขยายตัวได้ 3.5% แม้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอาเซียนก็ตาม ซึ่งก็ต้องรอว่ารัฐบาลใหม่ จะมีอะไรใหม่ๆ สมชื่อหรือไม่ โดยเฉพาะรวดเร็ว ทำจริง ให้เป็นจุดขายของประเทศ ที่จะดึงดูดการลงทุนฟื้นได้มากในอีก 1 ปีข้างหน้าจากนี้

อธิป พีชานนท์
นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร
ปัจจุบันเศรษฐกิจประเทศไทยที่กำลังเผชิญมรสุม 4 ลูก ไม่ว่า ค่าแรง ค่าไฟ ดอกเบี้ยขาขึ้น การเมือง ถือว่าเป็นความลำบากและปัจจัยเสี่ยงพอๆ กัน แต่ถ้าให้เรียงลำดับผลกระทบหนักสุดถึงเบาสุดแล้ว ผมให้ การเมืองเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเป็นต้นเหตุของอะไรหลายอย่าง ถ้าไม่นิ่ง ความมั่นใจในการบริโภคในประเทศและการลงทุนของภาคธุรกิจจะไม่มี แต่ถ้าการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจจะเดินหน้าได้ ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องรอรัฐบาลใหม่มาขับเคลื่อน ไม่ว่าการจัดทำงบประมาณปี 2567 การแก้ระเบียบกฎหมายจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ทิศทางนโยบายใหม่ การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA)
ต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็ว หากตั้งไม่ได้ภายในไตรมาส 3/2566 มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันการที่จีดีพีมีการขยายตัวในกรอบกว่า 3% เพราะกินบุญเก่าจากปี 2565 ที่ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวดี เลยทำให้เศรษฐกิจในปีนี้เติบโต ยังขาดการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนจากภาครัฐที่ยังชะลอตัว เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถทำอะไรได้ ต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาขับเคลื่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ต้องมีนโยบายในเชิงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ใช่เชิงหาเสียงถึงจะทำให้เศรษฐกิจไทยไปได้ดีกว่านี้
2.ราคาพลังงานและค่าไฟ เพราะเป็นต้นทุนที่ทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมดไม่ว่าประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวหนึ่งที่เป็นภาระหนัก กระทบต่อต้นทุนการแข่งขันของประเทศ ถ้าสูงคงไม่มีใครมาลงทุน ขณะที่ต้นทุนสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยภาครัฐจะต้องมีมาตรการออกมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และทำให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว
3.ดอกเบี้ยขาขึ้น ถ้าขึ้นเร็ว ขึ้นถี่จนเกินไป มีแนวโน้มจะกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ อย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีผลกระทบที่ชัดเจนต่อผู้ซื้อบ้านในทันที เพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยทุก 0.25% จะบั่นทอนกำลังซื้อ 2% ทำให้การตัดสินใจซื้อลดลง และการขอกู้ไม่ผ่านสูง ขณะที่ผู้ประกอบการจะมีต้นทุนพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้น และอาจจะส่งผ่านไปยังราคาบ้าน ทำให้ผู้บริโภคซื้อบ้านแพงขึ้น ซึ่งเข้าใจว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อไม่ให้สูงขึ้น แต่ควรจะค่อยๆ ปรับขึ้น อย่าถี่และมากเกินไป เพราะคนจะปรับตัวไม่ทัน ต้องยอมรับว่ารายได้ของคนไม่ได้ปรับขึ้นทุกเดือนและกำลังซื้อก็ไม่ได้ปรับตาม
4.การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท ถ้ารัฐบาลใหม่มีการประกาศใช้เลย จะส่งผลกระทบในทันทีและเกิดอาการช็อก เพราะการขึ้นค่าแรงนายจ้างอาจจะจ่ายไม่ไหว โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะทำให้ไม่เกิดการจ้างงานใหม่ๆ หรือปรับแล้วอยู่ไม่ได้ อาจจะทำให้เกิดการจ้างงานลดลง มีคนตกงาน ส่วนที่มีการจ้างงานอยู่แล้วจะได้รับผลกระทบ แม้บางอุตสาหกรรมจะมีการจ่ายค่าแรงสูงกว่า 450 บาทก็ตาม เพราะหากค่าแรงขั้นต่ำปรับทันที 450 บาท จะกลายเป็นภาระลูกโซ่ให้กับนายจ้างต้องปรับค่าแรงทั้งระบบ ทั้งแรงงานไม่มีฝีมือและแรงงานมีฝีมือ เพราะการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะไปดันค่าแรงคนมีฝีมือปรับขึ้นไปอีก หากปรับเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือ ค่าแรงจะไปเท่ากับคนที่มีฝีมือ
สุดท้ายจะไม่ส่งผลดีต่อภาครัฐ หากมีคนตกงาน รัฐจะต้องเข้าไปพยุงอีก ประเทศเราไม่ได้มีการจ้างงานแบบอุ่นหนาฝาคั่งเหมือนต่างประเทศ อีกทั้งการขึ้นค่าแรงที่สูงเกินไป จะมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นที่ค่าแรงถูกและการเมืองนิ่งกว่า เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และแรงงานต่างด้าวจะได้ประโยชน์จากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมากกว่าคนไทย เพราะงานที่ไม่ต้องใช้ฝีมือเรายังพึ่งพาแรงงานต่างด้าวถึง 80% อาจจะทำให้เกิดการหลั่งไหลแรงงานต่างด้าวเข้ามาตามชายแดนจำนวนมาก
ผมไม่ได้ค้านการขึ้นค่าแรง แต่ควรจะทยอยปรับขึ้น และเป็นไปตามกลไกคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งเป็นวิธีการสากล ที่จะมีการพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ ไม่ว่าค่าครองชีพ เงินเฟ้อ ปริมาณการจ้างงาน และแต่ละจังหวัดขึ้นค่าแรงไม่เท่ากัน ถ้าจังหวัดที่ขึ้นสูงเกินความจำเป็น จะเป็นปัญหาเพราะนายจ้างจะรับไม่ไหว ถ้าจังหวัดไหนค่าแรงต่ำเกินไป แรงงานจะหนีไปจังหวัดที่ค่าแรงสูงกว่า ดังนั้นต้องดูผลกระทบที่จะตามมาด้วย
ส่วนที่บอกว่าจะมีมาตรการมารองรับหลังขึ้นค่าแรงนั้น เช่น ลดภาษี ลดค่าไฟให้เอสเอ็มอี ตอนนี้พูดได้ เพื่อลดแรงเสียดทานไปก่อน แต่ในภาคปฏิบัติยังไม่รู้จะเป็นอย่างไร เช่น อาจจะมีบริษัทใหญ่ ตั้งบริษัทขึ้นมาสวมสิทธิหรือไม่ ตอนนี้อะไรที่สะเทือนต่อเศรษฐกิจ อะไรเบาได้ก็เบา เพราะมันไปบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

