“สังคม–การเมืองไทย” หลังวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 กำลังเดินไปบนสองเส้นทางคู่ขนาน
ในมิติทางการเมือง เราได้พบเจอสถานการณ์ที่ไม่ง่าย ไม่สั้น หากซุกซ่อนไว้ด้วยความซับซ้อน วุ่นวาย ไร้เสถียรภาพ
คงคล้ายกับที่มีผู้รู้บางท่านบอกเอาไว้ว่า กลไกต่างๆ ในระบบการเมืองแบบที่เป็นอยู่นี้ ถูกจัดวางเอาไว้เพื่อต่อต้าน “เสียงข้างมาก” จากการเลือกตั้งอย่างจงใจ
รูปธรรมของกลไกเหล่านั้น มีทั้งก้อนหินที่ถูกโยนออกมาถามทาง อย่างแนวคิด “รัฐบาลแห่งชาติ”
ตลอดจนหลายด่านอันตรายที่ปรากฏให้เห็นรางๆ ตรงรายทางข้างหน้า เช่น การที่คณะผู้จัดตั้ง “รัฐบาลก้าวไกล” ยังหาเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. ได้ไม่ครบตามเป้าหมาย
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณี “หุ้นไอทีวี” ของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตัวว่าที่นายกฯ ในฐานะปัจเจกบุคคล หรือเริ่มมีเสียงขู่ว่ากรณีนี้อาจส่งผลสะเทือนไปถึง ส.ส.ก้าวไกล เกินร้อยชีวิตด้วย
หากพิจารณาเส้นทางสายนี้สายเดียว โอกาสเกิดขึ้นของ “รัฐบาลก้าวไกล” ก็ดูเป็นเรื่องยากเย็นและเต็มไปด้วยขวากหนาม
ทว่า บนถนนอีกเส้นที่ดำรงอยู่ในมิติทางสังคม นักคิดหลายท่านได้วิเคราะห์คล้ายคลึงกันว่าพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งมาพร้อม “สำนึกใหม่” ของประชาชน เป็นชัยชนะอันเกิดขึ้นจาก “อำนาจนำทวนกระแส” หรือ “อำนาจนำใหม่” และเงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมต่างๆ นานา
สำนึกและอำนาจเหล่านี้ยึดโยงกับสังคมและวัฒนธรรมไทยที่มีพลวัตเคลื่อนหน้าไปอย่างยากจะถอยหลังกลับ
ชัยชนะทางสังคมและวัฒนธรรมดังกล่าวปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกิจกรรมความเคลื่อนไหวของพิธาและพรรคก้าวไกล ตรงรอยต่อสุญญากาศระหว่างการชนะการเลือกตั้ง กับการไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ผู้นำประเทศอย่างเป็นทางการเสียที
ตัวอย่างความสำเร็จอันโดดเด่น คือ การไปออกรายการสดของ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” ซึ่งไม่เพียงจะเข้มข้นไปด้วยเนื้อหาทางการเมือง
แต่ตัวตนและบุคลิกลักษณะของพิธายังถูก “ขาย” ออกไปผ่านการเล่นกีตาร์–ร้องเพลง ผ่านการโปรโมต “สุราชุมชน” ยี่ห้อเด่นๆ จากจังหวัดต่างๆ (ที่ไม่มีผู้สมัคร ส.ส.เขต ของก้าวไกลได้รับเลือก)
ในโมงยามนี้ พิธาจึงมิได้เป็นแค่ผู้นำการเมืองที่มีความสดใหม่ ไม่ใช่แค่ตัวแทนอันแข็งกร้าวที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ
หากเขายังเป็นบุคคลสาธารณะที่ทรงเสน่ห์ มีความรอบรู้ และมีความสามารถสูงในการผสานประเด็นทางการเมืองเข้ากับเรื่องบันเทิงและไลฟ์สไตล์
คุณลักษณะทำนองนี้ คือ คุณลักษณะของผู้นำที่สังคมไทยชื่นชอบและเสาะแสวงหามาเสมอ แต่กลับสูญหายไปยาวนานเกือบสองทศวรรษ
ยิ่งปล่อยให้พิธาและก้าวไกลฉายศักยภาพการเป็น “ผู้มีอำนาจนำทางวัฒนธรรม” ออกมาเรื่อยๆ ด่านสกัดในทางการเมืองที่เอ่ยไว้ตอนต้น ก็จะยิ่งเสื่อมศักยภาพลง
ต่อให้หยุด “พิธา–ก้าวไกล” เอาไว้ได้บนถนนเส้นการเมือง แต่ไม่มีใครเบรกพลังใหม่นี้ได้ไหวในมิติสังคม–วัฒนธรรม
เนื่องจากคุณได้ปล่อยให้สาธารณชนไทยตกหลุมรัก “ผู้นำในดวงใจ” (อย่างไร้คู่แข่ง) ไปแล้ว ต่อให้จะปิดประตูทำเนียบรัฐบาลและประตูรัฐสภาใส่เขา ห้ามไม่ให้เขาทำงานการเมืองอีกกี่ทศวรรษ เขาก็ได้กลายเป็น “ผู้นำ” ในความใฝ่ฝันและความคิดจิตใจของคนไทย 14 ล้านราย (หรืออาจมากกว่านั้น) ไปเรียบร้อย
หนทางเดียวที่พอจะขวางพิธาและก้าวไกลเอาไว้ได้ คือ การฉวยใช้ “อำนาจทางวัฒนธรรม” แบบอื่นมาสู้
เรื่องเล่า–ทฤษฎีสมคบคิดของ “อดีตแกนนำม็อบเสื้อสีรุ่นอาวุโส” บางคน มิได้ไร้พลังเสียทีเดียว แต่ยังมีพลังน้อยกว่ากระแสของพิธา–ก้าวไกล และเทียบไม่ได้เลยกับกระแส “พิธา+สรยุทธ”
ขวาไทยยังมี “อำนาจทางวัฒนธรรม” อื่นๆ อีก แต่ก็ไม่มีใครมั่นใจเต็มร้อยว่าพลังเหล่านั้นจะหักล้างพิธา–ก้าวไกลลงได้ในเวลานี้
ปราปต์ บุนปาน

