เดินหน้าชน : เจตนารมณ์‘หุ้นสื่อ’

8.06.23 | 12:32 น.

เดินหน้าชน : เจตนารมณ์‘หุ้นสื่อ’

ก ารถือหุ้นจำนวน 42,000 หุ้น ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคก้าวไกล ใน บมจ.ไอทีวี ถือเป็นกรณีศึกษาและบททดสอบชี้ชะตาทิศทางและอนาคตการเมืองไทย

ล่าสุด นายพิธาโพสต์เฟซบุ๊กอธิบายถึงเหตุผลของการโอนหุ้นไอทีวีให้แก่ทายาทรายอื่น โดยระบุว่า ไม่ใช่เพราะหลีกหนีความผิด แต่หวั่นเกรงว่าบริษัท ไอทีวี อาจจะถูกทำให้คืนชีพมาเป็นสื่อมวลชนอีก หลังจากไอทีวี ไม่ได้เผยแพร่ออกอากาศตั้งแต่ผลของการบอกเลิกสัญญาวันที่ 7 มีนาคม 2550 มีผลใช้บังคับแล้ว เนื่องจากพบข้อพิรุธหลายประการ เช่น เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2566 มีการตั้งคำถามของผู้ถือหุ้นบางรายว่า บริษัท ไอทีวี มีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่อหรือไม่

ดังนั้น เขาจึงได้หารือกับทายาทถึงประเด็นดังกล่าวและให้จัดการแบ่งมรดกหุ้นไอทีวี แก่ทายาทอื่นไปโดยสิ้นเชิง

ผมมีความมั่นใจว่า ก่อนที่ผมจะดำเนินการโอนหุ้นไอทีวีนั้น บริษัท ไอทีวี ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชนใดๆ ผมมั่นใจข้อเท็จจริงในอดีต แต่ข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ผมไม่อาจคาดหมายได้ว่า บริษัท ไอทีวี จะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพเป็นสื่อมวลชนอีกครั้งหรือไม่ การโอนหุ้นให้แก่ทายาทอื่นจึงเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการโอนหุ้นเพราะหลีกหนีความผิดแต่อย่างใด

Advertisement

นับตั้งแต่คดีถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เมื่อปี 2562 นักวิชาการมองว่าได้เห็นพัฒนาการเชิงบวกในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการถือหุ้นสื่อ ที่อาจเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการอำนวยความยุติธรรม

“ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ยืนยันว่า บมจ.ไอทีวี ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชนมาตั้งแต่ปี 2550 และได้ถอนชื่อออกจากตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2557 สาเหตุที่ยังคงสถานะเป็นบริษัท เพราะยังมีการฟ้องร้องอยู่กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) จากการที่ สปน.ยกเลิกสัญญาสัมปทานที่ทำกับ บมจ.ไอทีวี

ขณะที่ “สฤณี อาชวานันทกุล” นักวิชาการอิสระ ได้ยกตัวอย่างกรณีล่าสุดในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา 3 คดี โดยพิจารณาคดีลงในรายละเอียดถึง 3 องค์ประกอบ คือ เป็นเจ้าของกิจการสื่อจริงหรือไม่ ถือครองหุ้นหรือไม่ และสัดส่วนการถือครองหุ้นสามารถมีอำนาจครอบงำสื่อมวลชนได้หรือไม่

แต่ละคดีที่ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยอย่างชัดเจน เช่น คดีของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กกต. เขต 2 จ.นครนายก ชี้ว่าการถือหุ้นในบริษัท เอไอเอส 200 หุ้น ขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ เพราะเอไอเอสลงทุนกับ 2 บริษัท คือ บริษัท เทเลอินโฟ มีเดีย จํากัด (มหาชน) และบริษัท เยลโล เพจเจส คอมเมอร์ส จํากัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชน

แต่ว่าศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายชาญชัยไม่ใช่เจ้าของหรือมีหุ้นในจํานวนมาก เขาจึงไม่มีอำนาจสั่งการให้บริษัท เอไอเอส เผยแพร่ข้อความที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเขาและพรรคการเมืองของเขา หรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครและพรรคการเมืองอื่น เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งของเขาหรือพรรคการเมืองของเขาได้ จึงมีคำสั่งคืนสิทธิให้

ส่วนอีก 2 คดีที่ปรากฏเป็นข่าว คือ คดีของ นายชานน นันทะภา ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต 5 จ.อุดรธานี พรรคแนวทางใหม่ ที่ถูกตัดสิทธิ เพราะศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าครบองค์ประกอบ คือ บริษัทยังประกอบกิจการสื่อมวลชน ถือหุ้นเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด และในงบการเงินมีการบันทึกรายได้จากกิจการสื่อมวลชน

อีกคดีเป็นของ ร.ต.อ.คฑาวุธ แสนวา ผู้สมัครพรรคเสรีรวมไทย ที่ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง กกต. ที่ยื่นให้ถอนชื่อของเขาจากการรับเลือกตั้ง หลังจากศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า บริษัทสื่อของเขา หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด แคนนี่ มีเดีย ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อหลังจากใบอนุญาตเดิมได้สิ้นสุดลงในวันที่ 3 พ.ค.2559 และมีรายได้ดอกเบี้ยรับจากการให้หุ้นส่วนยืมเงินเท่านั้น แม้ว่าเขาจะเป็นหุ้นส่วนของกิจการดังกล่าวเป็นเงิน 50,000 บาท ก็ตาม

“จาก 3 คดีนี้มองว่าเป็นพัฒนาการอีกระดับหนึ่ง เพราะว่าคดีของคุณชาญชัยนั้น ศาลฎีกาพิจารณาไปจนถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่เพียงพิจารณาเพียงว่าถือหุ้นหรือไม่ถือหุ้นเท่านั้น เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้คือไม่ต้องการให้ผู้สมัครเลือกตั้งใช้สื่อของตัวเองในการหาเสียง ที่ไม่ยุติธรรมกับคู่แข่ง”

เหมือนอย่างที่ “อาจารย์ปริญญา” เคยบอกว่า นักกฎหมายไม่ดูแค่ตัวหนังสือเพราะตัวหนังสือเขียนกันในอดีต แต่ถูกใช้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต การตีความกฎหมาย ต้องคิดถึงความมุ่งหมายของการมีกฎหมายข้อนั้น แต่ไม่ได้ตีความจนผิดไปเกินกว่าตัวหนังสือ

ขณะที่วันนี้ยุคใหม่ของสื่อเปลี่ยนไป การเข้ามาของสื่อสังคมออนไลน์ กฎหมายที่กำหนดความเป็นเจ้าของสื่ออาจจะดูล้าสมัย

น.ส.สฤณีให้ความเห็นไว้น่าสนใจว่า “การเขียนกฎหมายที่ควบคุมนักการเมืองไม่ให้เป็นเจ้าของสื่อ อาจจะมีผลอยู่บ้างในยุคสื่อเก่าที่เป็นสื่อทางเดียว เช่น สื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์ ซึ่งคนที่จะดำเนินธุรกิจนี้ต้องมีทุนและความตั้งใจในการใช้สื่อสร้างอิทธิพลต่อความคิดสังคมได้ แต่ไม่ใช่ยุคที่มีสื่อที่หลากหลายอย่างเช่นในปัจจุบัน”

พันธศักดิ์ รักพงษ์