สมหมาย ปาริจฉัตต์ : กม.ปฏิรูป…กับดักเลือกตั้งผู้ว่าฯ
น ายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นำทีมพรรคก้าวไกลพบผู้นำสมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย หารือวาระเกี่ยวกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น
เนื้อหาการพูดคุยครอบคลุมทั้งระบบ 12 ประเด็น ได้แก่ 1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2.การพัฒนาการกระจายอำนาจ 3.การพัฒนารายได้ท้องถิ่น 4.การพัฒนารูปแบบการทำงานของท้องถิ่น 5.การส่งเสริมให้ท้องถิ่นพัฒนาเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 6.การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
7.วาระของผู้บริหารท้องถิ่น 8.การขออนุญาตเดินทางไปราชการของผู้บริหารท้องถิ่น 9.ปัญหาการใช้เงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 10.ขอให้ออกระเบียบหรือประกาศกำหนดวิธีการและระยะเวลาในการแจ้งผลการพิจารณาคณะกรรมการอุทธรณ์
11.ปัญหาอุปสรรคการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้และการขอเวลายื่นคำขออนุญาต 12.การเพิ่มค่าตอบแทนผู้บริหารท้องถิ่น
จากข้อหารือทั้งหมด ดูเหมือนว่าประเด็นที่ผู้คนสนใจติดตามเป็นพิเศษ น่าจะอยู่ที่ข้อเสนอประการที่ 5 การพัฒนาท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ
รูปแบบที่ถูกกล่าวถึงและเกิดปัญหาโต้แย้งกันตลอดมาคือ ยุบราชการบริหารส่วนภูมิภาค เลิกผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย เปลี่ยนเป็นเลือกตั้งโดยตรงโดยประชาชน เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร
การผลักดันนโยบายเรื่องนี้จะเป็นผลหรือไม่ในยุครัฐบาล 8 พรรคซึ่งกำลังก่อตัวกันอยู่ขณะนี้ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด
ภายหลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 ชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ทำให้เกิดความหวังขึ้นมาว่า ข้อเสนอทั้งหลายแหล่เกี่ยวกับการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสู่ประชาชนในท้องถิ่น น่าจะมีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้น
แต่ในความเป็นจริงของกระบวนการทางกฎหมายซึ่งต้องยกร่างขึ้นมารองรับ คงไม่สะดวกราบรื่นจนสมหวังได้ง่ายๆ ถึงแม้ 8 ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรถึง 310 เสียง จาก 500 เสียงก็ตาม
หากมีผู้เห็นต่าง มองว่าร่างกฎหมายที่จะยกร่างขึ้นมารองรับการกระจายอำนาจเข้าข่ายเป็นกฎหมายปฏิรูป ตามหมวด 16 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ก็จะกลายเป็นประเด็นโต้แย้งขึ้นมาอีกทันที
เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 270 เขียนบังคับไว้ว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นตามหมวดการปฏิรูปประเทศให้เสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมของรัฐสภา โดยคณะะรัฐมนตรีดำเนินการแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ
กรณีที่คณะรัฐมนตรีมิได้แจ้งว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของแต่ละสภา (ส.ส. 100 คน-ส.ว. 50 คน) อาจเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อวินิจฉัย
ตรงประเด็นนี้แหละครับ ร่าง พ.ร.บ.ที่ว่าด้วยการจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดน่าจะเกิดอุปสรรค หาก ส.ส.ฝ่ายค้านหรือวุฒิสภาตามจำนวนที่กำหนด ขอให้วินิจฉัยว่าเข้าข่ายเป็นกฎหมายปฏิรูปหรือไม่ ถ้าเป็นก็ต้องพิจารณากันในที่ประชุมรัฐสภา
เมื่อมาคำนวณเสียงหรือจำนวนมือทั้งหมดของสมาชิกรัฐสภา 750 เสียง รัฐบาลมี 310 เสียง อีกฝ่ายหนึ่งมีถึง 440 เสียง หากต้องการชนะรัฐบาลต้องหาเสียงจากฝ่ายค้านและวุฒิสมาชิกมาเพิ่มให้ได้อีกอย่างน้อย 66 เสียง ถึงจะรวมเป็น 376 เกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา
ทำนองเดียวกันกับหาเสียงสนับสนุนให้นายพิธาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งถึงวันนี้ยังมั่นใจไม่ได้ 100% เต็ม
ฉะนั้นถึงแม้ว่า 8 พรรคร่วมรัฐบาลจะตกลงกันได้เป็นเอกฉันท์ เขียนเป็นนโยบายจะผลักดันให้เกิดการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค ให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่กระบวนการ ขั้นตอน การเขียนกฎหมายขึ้นมารองรับแต่ละประเด็น คงไม่สามารถฝ่าด่านฝ่ายเห็นต่างไปได้โดยง่าย และจะกลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นอีกอย่างแน่นอน
แนวทางการรับมือต่อสถานการณ์ที่ว่ามานี้่ฝ่ายที่เห็นด้วยกับหลักการเลือกตั้งผู้ว่าฯเสนอว่า ให้มีการทำประชามติรับฟังเสียงของประชาชนโดยตรง
ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจให้มีการลงประชามติก็คือรัฐบาล โดยมติคณะรัฐมนตรี ส่วนผู้จัดก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ถ้าการลงประชามติเกิดขึ้นได้จริง ผลที่ออกมาจะเป็นตัวช่วยหรือยับยั้งแนวทางกระจายอำนาจดังกล่าว ขึ้นอยู่ที่คะแนนจะเป็นไปทางไหน
ประเด็นสำคัญต่อมาก็คือ ที่ประชุมรัฐสภาจะรับฟังเสียงประชามติหรือไม่
แต่ก่อนไปถึงขั้นตอนนั้น สังคมคงถกเถียง อภิปรายกันยกใหญ่ว่า สมควรทำประชามติหรือไม่ ต้องใช้เงินมากระดับพันล้าน พอๆ กับการจัดการเลือกตั้งทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ข้อดีก็คือทำให้ประชาธิปไตยทางตรงงอกงามขึ้นอีกระดับหนึ่ง
การออกเสียงประชามติในรายประเด็นที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศชาติ ประชาชน จะกลายเป็นสิ่งปกติ
ความหลากหลาย งดงามของประชาธิปไตยดำเนินต่อไป จะได้ไม่จบลงหรือหวนกลับไปสู่การแก้ปัญหาความเห็นต่างโดยความรุนแรง ด้วยกำลังสีอะไรก็ตาม

