‘พิธา-ชัชชาติ’ชนหมัด แก้ 21ปัญหา กทม.

7.06.23 | 12:11 น.

หมายเหตุ – การหารือร่วมกันระหว่างนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ ก.ก. กับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. โดยนายชัชชาตินำเสนอ 21 ข้อเสนอแก้ปัญหา กทม. ให้พิจารณา ณ ห้องประชุมรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการ กทม.1 (เสาชิงช้า) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

สิงคโปร์แข่งกับฮ่องกงอย่างไร กรุงเทพฯอยากทำเป็นทาเลนต์ ต้องมีหลายหน่วยงานมาช่วย ผมชอบที่ agoda บริษัทจองโรงแรม มีเฮดควอเตอร์ที่นี่เกือบ 3,000 คน กรุงเทพฯยิ่งกว่าซิลิคอนวัลเลย์อีกคนของเราเก่ง ถามว่าเราจะดึงบริษัทข้ามชาติมาอยู่ที่ไทยได้อย่างไรเพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ กทม.ต้องร่วมมือกับรัฐบาล ทำงานกับสภาในอนาคต เพื่อปรับปรุงข้อบัญญัติ รวมถึงปรับปรุงกฎหมายต่างๆ กฎหมายที่เป็นต้นตอเรื่องความทุจริต การเร่งระบายน้ำ เรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ยังค้างอยู่ การสร้างความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว เรื่องของสาธารณสุขที่ต้องทำเครือข่าย และการบรรเทาสาธารณภัย เราทำเองอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีความร่วมมือ รวมถึงเรื่องอัตราส่วนการใช้จ่ายของบุคลากรภาครัฐ การทำงานร่วมกับจังหวัดรอบข้าง มันไม่มีแล้วกรุงเทพฯ มีแต่กรุงเทพฯและปริมณฑล การแก้ปัญหาไม่ได้แก้ที่กรุงเทพฯอย่างเดียว ต้องมีนนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม มาร่วมมือกัน รัฐบาลใหญ่ต้องเป็นเจ้าภาพ สุดท้ายคือเรื่อง การศึกษา ถ้าทำทั้ง 21 เรื่องนี้ได้ ผมว่าหลายเรื่องจะสามารถทำให้เกิดเป็นรูปธรรมได้

อย่างเรื่องที่ดินของรัฐเพื่อประโยชน์ประชาชน ที่ดินใต้ทางด่วน รถไฟ มีเยอะแยะ ทำเป็น Hawker center หรือทำเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนเข้าไปใช้ได้หรือไม่ ปัจจุบันที่ของ กทม.มีเฉพาะฟุตปาธทางเท้า ถ้าใช้ที่ภาครัฐส่วนอื่นจะช่วยเรื่องปากท้องของประชาชนได้ อย่าง PM2.5 เรามี 1 นโยบายที่อยู่ในวาระแห่งชาติแล้ว คือการย้ายท่าเรือคลองเตย เพราะมี 1 ล้านตู้ รถบรรทุก 2 ล้านเที่ยวต่อปี ที่เข้ามาในกรุงเทพฯ สร้างปัญหารถติด สร้างฝุ่น ถ้าเอาออกไปได้เหมือนหลายเมืองในโลก เช่น ลอนดอน ก็จะมีที่ 2,000 ไร่ เอามาพัฒนาเป็นส่วนที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพให้กับคน มีหลายเรื่องที่ต้องตามวาระแห่งชาติ อย่างเรื่องฝุ่นวาระเล่มหนาเป็นปึก ถ้าเราตามให้เต็มที่ปรับเรื่องมาตรฐานน้ำมันให้เป็นยูโร 6 ก็จะลดฝุ่นได้

Advertisement

จุดหมายหลักคือ เรื่องความเหลื่อมล้ำ ปัจจุบันกรุงเทพฯไม่ได้เก็บภาษีน้อยลง ผมเชื่อว่าเราเก็บได้มากขึ้น แต่เก็บจากคนที่รายได้ปานกลางและรายได้น้อยเยอะขึ้น แต่ผู้ประกอบการอาจจะจ่ายน้อยลงเพราะเปลี่ยนภาษีโรงเรือนเป็นภาษีที่ดิน จากแต่ก่อนเก็บตามรายได้ ตอนนี้เก็บตามทรัพย์สินที่มีแล้ว กลายเป็นว่าคนที่พยายามหาซื้อบ้าน มีมรดกโดนเก็บหมด แต่ที่ทำรายได้โดนเก็บน้อยลง อาจจะต้องกลับไปทบทวน ยกตัวอย่างให้เห็นใน 21 ข้อ เผื่อเอาไปศึกษา เป็นประเด็นที่ถ้าทำได้จะยอดเยี่ยมมาก

และเห็นด้วยทั้งสองประเด็น พ.ร.บ.กทม.เองก็ต้องมีการแก้ รวมถึงเรื่องการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นนายกเขตหรือนายกโซน ก็ต้องมาคิดต่อ แต่เราเห็นด้วยในเรื่องการเลือกตั้งอยู่แล้ว เชื่อมั่นในการกระจายอำนาจ รวมถึงมิติอื่นๆ อย่างอำนาจ กทม.ในการเก็บภาษี ต้องบอกว่า กทม.ยังล้าหลังกว่าท้องถิ่นบางแห่งเพราะถูกควบคุมด้วย พ.ร.บ.กทม.ที่ออกปี 2528 ส่วนท้องถิ่นมี พ.ร.บ.ต่างหาก แอดวานซ์กว่า

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ขอชื่นชมการทำงานของ กทม. ในการเอาเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหา เห็นจำนวนข้อเรียกร้องในทราฟฟี่ฟองดูว์หลายแสนเรื่อง และมี KPI ในการแก้ไขปัญหาออกมาอย่างชัดเจน 3.84 จาก 5 น่าชื่นชมมาก

ขออนุญาตแนะนำณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อดีต ส.ส.ตอนนี้มาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นคนดูเรื่องการใช้เทคโนโลยีโดยตรง คนที่ 2 ส.ส.ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุลเชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนมาก่อน ในเรื่องของการเงิน ก็มีอดีต ส.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ เช่นกัน ถวิล ไพรสณฑ์ที่จะดูแลเรื่องการบริหารจัดการเลือกตั้ง กทม. ที่ผมจะนำเสนอต่อไป

สำหรับ 21 ข้อ ขอแสดงความเห็นว่าตรงตามนโยบายที่พรรคก้าวไกลใช้หาเสียงไว้ ไม่ว่าจะเป็น 300 นโยบาย หรือ 45 กฎหมาย ที่ยื่นเข้าสู่สภาเมื่อไหร่จะเกาให้ถูกที่คันหลายเรื่อง เช่นเรื่องที่ดิน 8 กระทรวง กฎหมายอย่างน้อย 9 ฉบับ มีทั้งที่ราชพัสดุ ที่สาธารณประโยชน์ ยังมีที่ดินของทหารใน กทม.อยู่บ้าง และที่ดิน ส.ป.ก.ในต่างจังหวัด การแก้ปัญหาเรามีกฎหมายปฏิรูปที่ดินฉบับเดียว อย่างน้อยการมีที่ดินรัฐ 8 กระทรวง จะทำอย่างไรให้เห็นภาพตรงกัน การทยอยเอาที่ดินของรัฐไปให้ท้องถิ่นหรือทางเอกชนใช้ เป็นสิ่งที่ต้องทำในสากล เวลาจะทำสวนสาธารณะในต่างจังหวัด ท้องถิ่นต้องเป็นคนซื้อ ต่างจากต่างประเทศที่แบ่งชัดและช่วยให้บริหารจัดการได้

สอดคล้องไปถึงเรื่องน้ำท่วม sponge city เมืองฟองน้ำ ตอนนี้เป็นเรื่อง climate change ที่โดนทุกเมืองมีแนวคิดตรงนี้ที่จะเปลี่ยนผังเมือง หรือที่ดินที่เป็นประโยชน์พอจะเก็บน้ำไม่ให้กระทบประชาชนก็ดี ฉะนั้น ผมสรุปทั้ง 21 ข้อของท่าน และข้อเสนอของฝั่งก้าวไกลด้วยเปลี่ยนใหม่เป็นการทำงานเชิงรุก

ท่านผู้ว่าฯต้องการทาเลนต์ ทำอย่างไรให้กรุงเทพฯเป็น metropolitan city ขึ้นมา เรามี Workcation Visa การบริหารตอนนี้คือ อยู่ได้ 3 เดือน แล้วไปอรัญประเทศ ทำวีซ่ากลับเข้ามา กับอีกแบบที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ทำไป คือ LTR 10 ปีไปเลย แต่ความจริงเขาต้องการมาแค่ 2 ปีแล้วไปที่อื่นต่อ ส่วนนี้ยังไม่มีเราจึงเสนอ Workcation Visa เพื่อดึงดูดทาเลนต์ต่างๆ เข้ามา กทม.ให้ได้มากที่สุด

ขณะเดียวกันก็มีการทำงานเชิงรับ คือรับ PM2.5 น้ำท่วม รับรายได้ของ กทม.ที่น้อยลง การทำแบบนี้เช่นกันอย่างไรก็ดี ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ ยังมีองค์ประกอบต่างกันในเรื่องกฎหมายที่ไม่อนุญาตให้ กทม.ทำ อยากจะแก้ไขปัญหา PM2.5 ที่รถมากกว่า 4 ล้อกลายเป็นการบริหารของคมนาคม ก็จะไปแก้ตรงนี้ให้ ข้อที่ 2 เกี่ยวกับงบประมาณ ส่วนข้อที่ 3 เป็นข้อจำกัดทางด้านการประสานงาน ไม่ว่าจะเป็น legal barrier, financial barrier หรือเป็น coordination barrier ไม่ว่าท่านต้องการทำงานเชิงรุกหรือเชิงรับ ทางผมก็จะเอาตรงนี้ไปบริหารจัดการ รับข้อเสนอของท่านทั้ง 21 ข้อ

ผมอยากจะประชุมหารือออกแบบการทำงานร่วมกันระหว่าง กทม.และภาคก้าวไกล ที่มีอยู่ 45 กฎหมายครอบคลุมทั้งประเทศ แต่เรื่องที่เฉพาะเจาะจงกับ กทม. มีอยู่ 1 กฎหมาย คือเจตจำนงในการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรง จากสิ่งที่ผมเห็นในการบริหารและพูดคุยกับกระทรวงมหาดไทย ผ่านกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎร ผ่านงบประมาณแผ่นดินก็ดี รู้สึกว่าสำนักงานเขตใน กทม.มีความรับผิดชอบในการดูแลประชาชนมากกว่าท้องถิ่นอื่นๆ ประมาณ 5 เท่า จากข้อมูลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จุดที่ 2 ที่เห็นคือ กทม.ไม่มีกลไกท้องถิ่นระดับรองลงมาในการจัดทำบริการสาธารณะเหมือนจังหวัดอื่นๆ แต่ระดับการทำงานที่เป็นแขนขาให้ผู้ว่าฯ ก็ยังไม่มีเหมือนจังหวัดอื่นๆ ทำให้บุคลากรของ กทม.ทำงานลำบาก เรามีฝ่ายบริหาร มีสภากรุงเทพมหานคร มี ส.ก.ที่มาจากการเลือกตั้ง ใกล้ชิดประชาชน มีหน้าที่ตรวจสอบ แก้ไข ออกข้อบัญญัติ แต่ไม่มีงบประมาณเป็นของตัวเอง เป็นโครงสร้างปัจจุบันที่ไม่แน่ใจว่าจะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องกรุงเทพฯได้มากน้อยเพียงใด

ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องการคือกฎหมายเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างทำงาน อยากเห็นการแก้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะปรับโครงสร้างใหม่ ให้มีการเลือกตั้งนายกเขต ไม่จำเป็นต้องเยอะแต่ควรแบ่งเป็นโซนคล้ายปารีส เป็นนายกเขตในแต่ละพื้นที่ ช่วยผู้ว่าฯบริหารให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำได้จริง แล้วสภา กทม.ตรวจสอบตรงนี้ อาจจะเป็นการรวมงบประมาณ ทำงานอย่างไร้รอยต่อของแต่ละเขตได้ดีมากขึ้น เราสามารถถกเถียงต่อได้ในรายละเอียด เพื่อมีสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) แก้ไขปัญหาใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนมากขึ้น มีงบประมาณเป็นของตัวเอง ปัญหาความเดือดร้อน ถนนชำรุด น้ำท่วม ไฟดับ ก็ได้รับการแก้ไขโดยเร็วโดยไม่ต้องกลับมาส่วนกลาง กทม. แบ่งเบาภาระผู้ว่าฯกทม. ถ้า กทม.มีข้อคิดเห็นอย่างไรก็ยินดีที่จะได้แลกเปลี่ยน

สุดท้าย เพื่อให้การทำงานช่วงนี้กับ กทม.ไร้รอยต่อให้ได้มากที่สุด เป็น Seamless Bangkok เพื่อแก้ข้อจำกัดทางกฎหมาย ข้อจำกัดทางงบประมาณ ประสานระหว่างรัฐสภา สภากรุงเทพมหานคร และรัฐบาล เป็นจุดประสงค์ของการตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนผ่าน Seamless Bangkok นี้ ถ้าผู้ว่าฯเห็นด้วยจะได้ตั้งคณะกรรมการนี้ขึ้นมา พอถึงเวลาตั้งรัฐบาลได้ปุ๊บ ก็จะได้แก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาว กทม.ได้ทันที

 

21 ข้อเสนอ กทม.

1.การใช้ที่ดินของหน่วยงานรัฐเพื่อประโยชน์ของประชาชน เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน รถไฟฟ้า ทางรถไฟ สถานที่ราชการ ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์นำมาทำเป็นพื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะ หรือสวน 15 นาที หรือสถานที่ขายของ hawker center ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์

2.ร่วมผลักดันโครงการตามวาระแห่งชาติเรื่อง ฝุ่น PM2.5 ในการย้ายท่าเรือคลองเตยไปอยู่แหลมฉบัง ลดฝุ่น PM2.5 จากรถบรรทุกและเครื่องยนต์เรือ ลดการจราจรติดขัดจากรถบรรทุกกว่า 2 ล้านเที่ยวเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่อยู่อาศัย, ทำ Ultra low Emission zone, Low Emission Zone ให้มีการเก็บค่าธรรมเนียมของรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเวลาเข้ามาในพื้นที่ กำหนดให้มีการติด RFID ในรถเพื่อควบคุมการเข้าออกของรถประเภทต่างๆ ในพื้นที่

3.ทบทวนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับแปลงเกษตรกรรม ปรับปรุงรูปแบบการเก็บภาษี โดยในส่วนของการทำเกษตรในพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่มีศักยภาพ

4.ร่วมมือกับรัฐในการแก้ไขปัญหาจราจร ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บังคับใช้กฎจราจร การจอดรถ บริหารจัดการจราจรด้วยระบบอัจฉริยะ (ITMS) เปิด Bus lane ในช่วง Rush hour และพัฒนาระบบ Feeder เพื่อลดความหนาแน่นของจราจร และส่งเสริมให้คนเดินทางด้วยขนส่งมวลชน

5.ศึกษาแผนระยะยาวในการป้องกันน้ำทะเลขึ้นสูง เนื่องจากสภาวะโลกร้อน ทำแนวป้องกันน้ำทะเลหนุน (Sea Barrier) ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา และพัฒนา Risk map เพื่อจำลองสถานการณ์ และวิธีการรับมือ

6.หาแนวทางการจัดสรรงบประมาณให้สะท้อนกับความเป็นจริง

7.นำสายสื่อสารลงดิน โดย กสทช. กทม. กฟน. และผู้ประกอบการ และกำหนดการเดินสาย Last Mile ให้เหลือรายเดียว

8.หาข้อสรุปร่วมกันสำหรับโครงการรถไฟฟ้า การต่อสัญญาสัมปทานสายสีเขียวตาม ม.44 ที่ยังค้างอยู่ใน ครม. กำหนดแนวทางในการดำเนินการผู้ลงทุนโครงการรถฟ้าสายสีเงินและสายสีเทา

9.สนับสนุนการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความสะดวกในการเดินทางค่าโดยสารร่วม รถเมล์ รถไฟฟ้า เรือ ให้เป็นระบบเดียว รูปแบบของสัญญาสัมปทานแยกจากกันแต่ละโครงการไม่เอื้อต่อ การเชื่อมค่าโดยสารอย่างมีประสิทธิภาพ

10.ร่วมกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง เร่งทำโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย และ First Jobber บ้านใกล้งาน การแก้ไขปัญหาประชาชนที่รุกล้ำพื้นที่สาธารณะ คูคลอง การจัดเตรียมที่อยู่อาศัยสำหรับคนไร้บ้าน

11.พัฒนา Open Bangkok โดยการสนับสนุนข้อมูลจากรัฐ จัดเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง Stakeholders การเชื่อมโยง และเปิดเผยข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์สาธารณะ

12.ส่งเสริมการดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจเมือง พัฒนาแนวคิดผลักดัน กทม.ให้เป็นศูนย์กลางสำหรับบริษัทต่างชาติในภูมิภาค (Regional Hub) ร่วมมือกับ BOI ในการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษ และทำในการเป็น regional hub สำหรับ MFC การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเตรียมบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ปรับวิธีการและเกณฑ์การแจ้งอยู่ในราชอาณาจักรของชาวต่างชาติเกิน 90 วันเพื่อส่งเสริมการเข้ามาทำงานและลงทุนแรงงานทักษะสูง และ expats แม้ทาง BOI จะมี LTR visa แล้ว แต่ไม่ได้ครอบคลุมทุกกลุ่มทั่วถึง

13.ปรับปรุงกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ผังเมือง EIA ให้มีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

14.แก้ พ.ร.บ.กทม.ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร มาตราที่ 111 เพื่อเพิ่มอำนาจให้สามารถจัดเก็บภาษียาสูบ ค่าธรรมเนียมจากผู้พักโรงแรม

15.เร่งรัดโครงการค้างอยู่ที่ต้องอาศัยเงินจากรัฐบาล สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่เกียกกาย (1,967 ล้านบาท) โครงการเขื่อนกัดเซาะชายทะเลบางขุนเทียน ค่าตอบแทนเสี่ยงภัยโควิด (387 ล้านบาท) โครงการระบบระบายน้ำทางฝั่งตะวันออก เงินชดเชยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (25,000 ล้านบาท)

16.ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว พัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ สิ่งอำนวยความสะดวก ตามหลักการ Universal Design รวมทั้งการพิจารณาให้กองทุนท่องเที่ยวและค่าเหยียบแผ่นดิน สามารถมีการใช้ในการดูและสุขภาพความปลอดภัยนักท่องเที่ยว

17.ส่งเสริมกลไกระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ และการเชื่อมต่อกับเครือข่ายโรงพยาบาล Bangkok Health Zones เร่งรัดการแก้กฎหมายขอใช้งบประมาณของ สปสช. ที่เป็นข้อจำกัดการใช้ และที่ไม่ชัดเจนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กทม. (คณะทำงานร่วมของ กทม.และ สปสช. ได้จัดทำร่างแก้ไขเรียบร้อยแล้ว) และกลไกการทำงานของชุมชน การประสานกองทุน 3 กองทุนสุขภาพให้สามารถใช้วิธีและหลักการในการใช้งบที่ใกล้เคียงกัน และเชื่อมโยงกันสะดวกกับประชาชนในการเบิกจ่ายค่ารักษา จัดทำและเชื่อมโยง National Health Data จากทุกศูนย์

18.ยกระดับระบบการป้องกันบรรเทาสาธารณภัยและการบริหารเรื่องฉุกเฉินตั้งแต่การเผชิญเหตุไปจนถึงการชดเชยค่าเสียหาย สนับสนุนระบบประกันภัยสาธารณภัยที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้ในภาคธุรกิจทุกขนาด และการให้มีกองทุนภัยพิบัติที่สนับสนุนงานด้านการลดความเสี่ยงสาธารณภัย พิจารณาจัดทำมาตรฐานงานและวิชาชีพงานของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน รวมทั้งทบทวนการกำหนดค่าตอบแทนและค่าเสี่ยงภัย การกำหนดเกณฑ์มาตรฐาน สมรรถนะ การจัดกลุ่มงานและภารกิจ การประเมินค่างาน ผลการดำเนินงาน การจัดทำค่าตอบแทน และค่าเสี่ยงภัยให้สอดคล้องกับงานพัฒนาระบบการเชื่อมโยงระบบของแต่ละศูนย์ฉุกเฉิน (191, 1669, 199, 1199, 1784 etc.) ผลักดันให้เกิดระบบการแจ้งเตือนภัยระดับชาติและเมือง และมีรูปแบบกลไกขั้นตอนการทำงานร่วมกันของ กสทช. และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย

19.ทบทวนอัตราส่วนค่าใช้จ่ายการจัดการบุคลากรภาครัฐ โดยเฉพาะงานด้านสาธารณสุขและสาธารณภัย ตามกรอบ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลท้องถิ่น และมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (สำนักงาน ก.พ.)

20.ทบทวนแนวทางการจัดทำความร่วมมือบ้านพี่เมืองน้องของเมืองให้ท้องถิ่นดำเนินการได้คล่องตัวมากขึ้น ปัจจุบัน หากโครงการริเริ่มโดยจังหวัดฝั่งประเทศไทย ขั้นตอนการอนุมัติการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (Sister City) ในระดับจังหวัด ต้องส่งเรื่องให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้พิจารณา และมีข้อพิจารณาถึงกระทรวงการต่างประเทศรับทราบ หลังจากนั้น มท.ถึงทำหนังสือการแจ้งกลับจังหวัดให้ดำเนินการความร่วมมือในลักษณะต่างๆ ก่อนการทำหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) และบันทึกความเข้าใจ (MOU) ขอให้ทบทวนแนวทางปฏิบัติ หรือลดขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติความร่วมมือ เพื่อให้การดำเนินงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

21.ยกระดับการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ควรปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางและการประเมินผลให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนมากขึ้น เพิ่มการพัฒนาบุคลากรครูที่ขาดแคลนในท้องถิ่น เช่น ครูแนะแนวที่ขาดอยู่ 290 อัตรา และการศึกษาพิเศษที่ขาดอยู่ 190 อัตรา ให้แต่งเครื่องแบบครบถ้วนตามที่กำหนดในวันพิธีการ และอนุโลมให้สวมชุดนักเรียน สวมผ้าพันคอ หมวก และประดับเครื่องหมายได้ ในวันฝึกอบรมหรืออยู่ค่ายพักแรม ส่วนกิจกรรมพิธีการก็ไม่จำเป็นต้องยกเลิก อาจคัดเลือกเฉพาะนักเรียนที่มีความพร้อม หรือที่ได้รับการจัดสรรชุดจากหน่วยงานเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม

21.สร้าง OKRs Mapping ปรับปรุงยุทธศาสตร์และเชื่อมโยงแผนทุกระดับ (1-3) รวมถึงสนับสนุนกลไกระหว่างพื้นที่รอยต่อ การกำกับเป้าหมายและผลลัพธ์หลักที่ให้ความสำคัญและเชื่อมโยงกับบริบทพื้นที่ ด้วยการสร้าง OKRs Mapping รวมถึงสนับสนุนกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างเมืองหลักเมืองรอง หรือพื้นที่ต่อเนื่องจังหวัด กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีลักษณะและบริบทเฉพาะ แตกต่างจากกลุ่มจังหวัดอื่นๆ ของประเทศไทย แต่ยังขาดกลไกความร่วมมือในแนวระนาบ และกลไกเชิงประเด็นภารกิจที่มีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองต่อการพัฒนาหรือการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างหน่วยงาน