ในเอ็มโอยูทั้ง 23 ข้อของ 8 พรรค ที่ร่วมกันจัดทำเพื่อเป็นไกด์ไลน์ในการทำงานของรัฐบาลพรรคร่วมที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ
ดูเหมือนว่าเอ็มโอยูข้อ “กัญชาเสรี นำกัญชากลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดให้โทษ โดยมีกฎหมายควบคุมและรองรับการใช้ประโยชน์จากกัญชา” สร้างความกังวลใจให้กับผู้ใช้กัญชาด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพื่อสันทนาการเป็นอย่างยิ่ง
เข้าใจได้ว่าเป้าหมายการดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด เพราะพรรคก้าวไกลมองว่า ขณะนี้ไม่มีกฎหมายควบคุมกัญชาอย่างจริงจัง ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย
แต่ไม่แน่ใจว่าการแก้ปัญหาสุญญากาศควรจะกลับไปเป็นยาเสพติด เพื่อมีกฎหมายมาควบคุมเข้มข้นขึ้น จะแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดจริงหรือไม่ หรือจะกลายเป็น “ขี่ช้างจับตั๊กแตน”
ถ้าเรายอมรับความจริงว่า กัญชามีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะทางการแพทย์ รวมถึงประโยชน์จากการบริโภคและการนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบสินค้าด้านอื่นๆ อีกหลายด้าน
แต่ก็ต้องยอมรับความจริงเช่นกันว่า มีการนำกัญชาไปใช้เพื่อสันทนาการกันอย่างแพร่หลายในแทบทุกวงการ มีเยาวชนนำไปใช้จริง
ปัญหาอยู่ที่ว่า นำไปใช้กันอย่างไร้การควบคุม กังวลว่าเยาวชนจะเข้าถึงได้ง่าย จึงเป็นที่มาของความพยายามดึงกลับไปเป็นยาเสพติด
จึงเกิดคำถามตามมามากมายจากกลุ่มคนใช้ประโยชน์จากกัญชาในด้านอื่น กำลังจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งกลุ่มธุรกิจ ลงทุนวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อการบริโภค ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม
หลังจากที่ผ่านมาปลดล็อกกัญชาพ้นจากยาเสพติด เกิดการลงทุนพัฒนาสินค้าจากกัญชามากมายมหาศาล แล้วกลุ่มคนเหล่านี้จะทำอย่างไร แม้ว่าจะได้รับการคุ้มครองบ้าง ถ้าจะกลับไปเป็นยาเสพติด แต่การดำเนินธุรกิจในอนาคตไม่สดใสตามแผนที่วางไว้แน่นอน เกิดจากผู้กำหนดนโยบายกลับไปกลับมา กระทบการลงทุนอย่างชัดเจน
ที่สำคัญที่สุดคือกัญชาเพื่อการแพทย์จะได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ โดยเฉพาะชาวบ้านรากหญ้า ใช้กัญชาเป็นยาโดยไม่ต้องพึ่งพายาฝรั่งมีอยู่จำนวนมาก
คนที่ประสบปัญหานอนไม่หลับ หรือผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมาก ใช้กัญชาเป็นตัวช่วย ทั้งในสารพัดรูปแบบ ใบสด ใบแห้ง ชงชา ใส่อาหาร หรือน้ำมันกัญชาสกัด
สิ่งเหล่านี้ในปัจจุบันชาวบ้านเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ราคาลงมาเยอะจากเมื่อก่อนต้องสั่งจากต่างประเทศในหลากหลายรูปแบบ ต้องหลบๆ ซ่อนๆ หามาบรรเทารักษา
ตอนนี้ถึงขั้นบางบ้านปลูกใช้เอง สกัดเองที่บ้านเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ถือว่าเกิดประโยชน์กับคนจำนวนมาก น่าจะมีผู้เกี่ยวข้องเป็นล้านคนแน่นอน
ดังนั้น การจะดึงกลับไปเป็นยาเสพติดจำเป็นต้องคิดให้รอบคอบ อย่าให้กระทบกับกลุ่มอื่นๆ
และต้องตอบคำถามที่ อาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี หรือหมอเดชา ผู้ทำน้ำมันกัญชาสกัด น้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ตั้งข้อสังเกตให้ได้
อ.เดชาตั้งคำถามถึงพรรคก้าวไกลว่า “ผมถามแต่แรกว่างานวิจัยทั่วโลกเนี่ย โทษของเหล้า กับโทษของกัญชาใครมากกว่าทั้งวิทยาศาสตร์ หรือสาธารณสุข”
“จริงๆ แล้วทางวิทยาศาสตร์เหล้าคือยาเสพติด แต่กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด นายพิธาเคยพูดเองว่าติดยากกว่าเหล้า บุหรี่ กาแฟ ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเมื่อสังคมยอมให้ยาเสพติดที่เป็นเหล้าออกมาจำหน่ายได้ในการสันทนาการ ทำไมไม่เอากัญชาเป็นยา ถึงสันทนาการก็มีโทษน้อยกว่าเหล้า ก็เอาแบบเหล้าก็พอ ให้ไม่เป็นยาเสพติดเหมือนเหล้า แล้วก็มีกฎหมายควบคุมเหมือนเหล้า จะเอากัญชากลับมาเป็นยาเสพติดทำไม”
“แม้จะบอกว่าหมอใช้กัญชาได้ แต่เมื่อกัญชาเป็นยาเสพติด ไม่มีหมอคนไหนอยากใช้ยาเสพติด แล้วชาวบ้านจะเอากัญชาไปรักษาตัวเองได้ไหม กัญชาเป็นสมุนไพรเหมาะกับชาวบ้านนำไปใช้เอง ไม่ต้องมาพึ่งหมอในการป้องกัน ถ้าเอากัญชาเข้ายาเสพติดชาวบ้านก็ไม่ได้ใช้เลย หมอก็ไม่อยากใช้เพราะต้องรายงาน เก็บต้องรายงาน ยุ่งยาก หมอไปใช้อย่างอื่นดีกว่า แสดงว่าคุณตัดโอกาสของคนป่วย”
พรรคก้าวไกลกำลังประสบความสำเร็จกับนโยบาย “สุราก้าวหน้า” เพื่อทลายการผูกขาดจากนายทุน พอนายพิธาออกมาพูด สุราพื้นบ้านขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
แต่สำหรับกัญชา ถือว่า “ก้าว(มา)ไกล” ขนาดนี้แล้ว การจะย้อนกลับไปจุดเดิม จะยิ่งกลายเป็นถอยหลังลงคลองหรือไม่
น่าจะเปิดเวทีพูดคุยกับทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ คุยกันให้ชัดว่าจะควบคุมกันอย่างไร
คิดให้รอบคอบ คำนึงถึงผลกระทบในวงกว้าง อย่าคิดแค่เพียงปัญหาบางส่วน อาจทำให้เกิดผลกระทบกับคนอีกจำนวนมากก็เป็นได้
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

