พิธา เสนอ ‘ชัชชาติ’ แก้กฎหมายเปลี่ยนโครงสร้างทำงาน ยึดโมเดลปารีส เลือกนายกเขต ช่วยผู้ว่าฯ กทม.บริหารงาน
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ห้องประชุมรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการ กทม.1 (เสาชิงช้า) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้าพบผู้บริหาร กทม. ของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) นำโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดต นายกรัฐมนตรี พร้อมว่าที่ ส.ส.กรุงเทพฯ และตัวแทน สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรค ก.ก. เข้าพบ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อร่วมพูดคุยหารือแลกเปลี่ยนประเด็นและแนวทางการทำงานร่วมกัน นายชัชชาติกล่าวว่า ว่าที่ ส.ส.ก้าวไกลของ กทม. 32 คน แต่มา 29 คน และทีมงานเข้มแข็งของก้าวไกล รวมถึง ส.ก.อีก 3 คนมาร่วม เป็นนิมิตหมายที่ดี การขับเคลื่อนหลายอย่างไปข้างหน้า ความร่วมมือคือสิ่งสำคัญ ว่าที่ ส.ส.ลงพื้นที่มีฟีดแบ๊กจากประชาชนหลายด้าน รวมทั้งการเห็นปัญหา การมีเทคโนโลยีในหน่วยงานเข้มแข็ง จะทำให้เราหาคำตอบที่ดีให้กับเมืองได้ เชื่อว่าวันนี้เป็นก้าวแรกของการเดินทางไกล ผนึกทำงานร่วมแบบไร้รอยต่อ
นายพิธากล่าวว่า ปัญหาหลายเรื่องใน กทม.คาราคาซังมานาน หรือปัญหาใหม่ความท้าทายใหม่ๆ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถ้าแก้ไขได้อย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ระดับรัฐบาล นายกฯ มาที่สภาผู้แทนราษฎร มาที่ผู้ว่าฯ กทม. มาที่สภา กทม. การแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ ด้านกฎหมาย หรือแม้แต่การประสานงานเล็กๆ น้อยๆ จะสามารถทำให้ กทม.ทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น
“รับข้อเสนอจากผู้ว่าฯ ทั้งหมด 21 ข้อ ท่านทำคนเดียวไม่ได้ ต้องประสานงานกับเรา เพื่อให้เราไม่ว่า ส.ส. 32 คน ที่อยู่ใน กทม.ก็ดี ในการผ่านกฎหมาย ให้ท่านผู้ว่าฯทำงานได้ ยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหา PM2.5 ใน กทม. ส่วนใหญ่มาจากการเดินทางของรถ ถ้าต่ำกว่า 4 ล้อ กทม.มีอำนาจกำหนด แต่ถ้ามากกว่า 4 ล้อ เป็นอำนาจของกระทรวงอื่น เป็นต้น การทำงานแบบไร้รอยต่อ (Seamless Bangkok) จะสามารถแก้ปัญหาใน กทม.ได้ขนาดไหน” นายพิธากล่าวและว่า กทม.ไม่มีกลไกท้องถิ่นระดับรองลงมาในการจัดทำบริการสาธารณะเหมือนจังหวัดอื่นๆ แต่ระดับการทำงานที่เป็นแขนขาให้ผู้ว่าฯ ก็ยังไม่มีเหมือนจังหวัดอื่นๆ ทำให้บุคลากรของ กทม.ทำงานลำบาก เรามีฝ่ายบริหาร มีสภากรุงเทพมหานคร มี ส.ก.ที่มาจากการเลือกตั้ง ใกล้ชิดประชาชน มีหน้าที่ตรวจสอบ แก้ไข ออกข้อบัญญัติ แต่ไม่มีงบประมาณเป็นของตัวเอง เป็นโครงสร้างปัจจุบันที่ไม่แน่ใจว่าจะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องกรุงเทพฯ ได้มากน้อยเพียงใด
นายพิธากล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องการคือกฎหมายเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างทำงาน อยากเห็นการแก้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะปรับโครงสร้างใหม่ ให้มีการเลือกตั้งนายกเขต ไม่จำเป็นต้องเยอะแต่ควรแบ่งเป็นโซนคล้ายปารีส เป็นนายกเขตในแต่ละพื้นที่ ช่วยผู้ว่าฯบริหารให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำได้จริง แล้วสภา กทม.ตรวจสอบตรงนี้ อาจจะเป็นการรวมงบประมาณ ทำงานอย่างไร้รอยต่อของแต่ละเขตได้ดีมากขึ้น สามารถถกเถียงต่อได้ในรายละเอียด เพื่อมีสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) แก้ไขปัญหาใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนมากขึ้น มีงบประมาณเป็นของตัวเอง ปัญหาความเดือดร้อน ถนนชำรุด น้ำท่วม ไฟดับ ก็ได้รับการแก้ไขโดยเร็วโดยไม่ต้องกลับมาส่วนกลาง กทม. แบ่งเบาภาระผู้ว่าฯ กทม.

