ส่อง ‘ปารีสโมเดล’ ชูเลือกตั้งนายกเขต

8.06.23 | 05:45 น.

ส่อง ‘ปารีสโมเดล’ ชูเลือกตั้งนายกเขต

ช่วงหนึ่งของการหารือระหว่าง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่น่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อพิธาหยิบยกเรื่องสำนักงานเขตใน กทม.ต้องรับผิดชอบดูแลประชาชนมากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ถึง 5 เท่า อ้างอิงข้อมูลของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย

พร้อมแจกแจงว่า กทม.ไร้กลไกท้องถิ่นระดับรองมาในการจัดทำบริหารสาธารณะเหมือนจังหวัดอื่นๆ รวมทั้งเลเยอร์ในระดับการทำงานที่เป็นแขนขาให้ผู้ว่าฯกทม.ก็ยังไม่มีอีกเช่นกัน ทั้งที่มีสมาชิกสภา กทม.มาจากการเลือกตั้งทำหน้าที่ตรวจสอบ แก้ไข ออกข้อบัญญัติ เป็นโครงสร้างที่ไม่แน่ใจว่าจะแก้ไขปัญหาให้กับชาว กทม.

ดังนั้น อยากใช้กฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงาน อยากเห็นการแก้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ให้มีการเลือกตั้งนายกเขต ไม่จำเป็นต้องเยอะ แต่ควรแบ่งเป็นโซน คล้ายปารีส ช่วยผู้ว่าฯกทม.บริหารให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำได้จริง และสภา กทม.ทำหน้าที่ตรวจสอบ และมีงบประมาณของตัวเอง รวมถึงการให้มีสมาชิกสภาเขต หรือ ส.ข. การเกิดขึ้นของนายกเขตจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ว่าฯกทม.

นับเป็นแนวคิดการกระจายอำนาจของพิธาและคณะอย่างต่อเนื่อง โดยย้อนกลับสัปดาห์ที่แล้วพิธาพบปะกับเหล่านายกสมาคม อปท.แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย อบจ. เทศบาล อบต. และเมืองพัทยา

Advertisement

ที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีการกล่าวถึงเรื่องการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นด้วยการร่วมกันเข็นนโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ผ่านการทำประชามติของประชาชนในปีแรก เพื่อให้เห็นแผนการทำงานที่ชัดเจน ยืนยันว่าไม่ได้สุดโต่ง

สำหรับไอเดียโมเดลปารีสเลือกนายกเขต รศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายความว่า ปารีสโมเดล สื่อถึงเขตปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ กล่าวคือ ปกติแล้วประเทศฝรั่งเศสแบ่งการปกครองเป็น 3 เลเยอร์ ได้แก่ 1.ภูมิภาค 2.ภาคจังหวัด และ 3.เทศบาล เนื่องจากปารีสเป็นเมืองใหญ่ มีประชากรจำนวนมาก จึงได้รับ 2 สถานะ คือเป็นทั้งจังหวัดและเทศบาลในตัว หมายความว่าเมืองปารีสที่เราเรียกกันนั้น มีอำนาจหน้าที่มากกว่าเทศบาลทั่วไป

“สถานะเขต หรือตารางเมตรของเมืองแม้ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ด้วยจำนวนประชากรที่เยอะและมีสถานะเป็นเมืองหลวงด้วย ก็เลยทำให้ถูกยกระดับกลายเป็นจังหวัดด้วย พอมีสถานะเป็นจังหวัดแล้วก็มีอำนาจหน้าที่มากกว่าเทศบาลอื่นๆ ทั่วๆ ไป ในฝรั่งเศสก็จะมีเมืองที่คล้ายๆ กับปารีส เช่น เมืองลียง (Lyon) มาร์เซย (Marseille) และคอร์ซิกา (Corsica) ที่อยู่ทางใต้ เป็นต้น” รศ.ดร.วรรณภาระบุ

รศ.ดร.วรรณาให้ข้อมูลเพิ่มว่า นายกเทศมนตรีเมืองปารีสทำหน้าที่เหมือนนายกเทศมนตรีเมืองอื่นๆ โดยมีหน้าที่เพิ่มเติม เพราะเมื่อปารีสกลายเป็นจังหวัดด้วยก็ทำให้มีอำนาจหน้าที่มากกว่าเมืองอื่นๆ แต่ด้วยความที่ปารีสมีความซับซ้อนสูง จึงทำให้ปารีสถูกแบ่งออกเป็นเขตในกฎหมายกระจายอำนาจของเมืองปารีสในปี 1982 ที่แบ่งปารีสออกเป็น 20 เขต ในแต่ละเขตมีสภาเขต และก็นายกเขตที่มาจากการเลือกตั้ง

สมาชิกของสภาเขตประกอบไปด้วยสมาชิกของสภาเมืองปารีส ซึ่งได้รับเลือกตั้งในเขตนั้น ทำให้มีหมวก 2 ใบ กล่าวคือ เป็นทั้งสมาชิกสภาเมืองและสภาเขตด้วย โดยในแต่ละเขตก็มีการเลือกตั้งทั้ง 20 เขต และรับผิดชอบต่อการดำเนินการที่เกี่ยวกับเขต คล้ายกับ กทม.ในอดีตที่เคยมีสมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร หรือ ส.ข. แต่ความพิเศษของเขตในปารีสคือ การมีนายกเทศมนตรีของแต่ละเขตด้วย

“นายกเทศมนตรีก็คือคนที่ดูแลเขต ถ้าเปรียบเป็นแบบบ้านเรา อาจเทียบได้กับ ผอ.เขต แต่ก็อาจไม่ใช่เสียทีเดียวเพราะ ผอ.เขตมาจากการเป็นข้าราชการประจำ แต่นายกเทศมนตรีแต่ละเขตจะมาจากการเลือกตั้งจากบรรดาสมาชิกที่อยู่ในเขตนั้น เพื่อเข้ามาบริหารจัดการ หลักคิดที่สำคัญคือการ กระจายอำนาจ เพื่อให้แต่ละเขตตอบสนองความต้องการของคนในเขต”

“ซึ่งดูได้จากการวางผังเมืองที่ชัดเจนของเมืองปารีส ที่อาจไม่เหมือนกรุงเทพฯ ฝรั่งเศสแบ่งออกเป็นโซนธุรกิจ โซนร้านค้า โซนที่อยู่อาศัย เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการในแต่ละเขต ทำให้ตัวนายกเทศมนตรีเข้าใจปัญหาของแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ไม่เหมือนกับข้าราชการประจำ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแบบปกติ ที่อาจจะไม่ได้ทำงานตามการตอบสนองของประชาชนในพื้นที่” รศ.ดร.วรรณาสรุป

ต้องลุ้นว่าหากพิธาขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯได้ จะผลักดันโมเดลปารีสให้มีการเลือกตั้งนายกเขต เพื่อตอบโจทย์การบริหารจัดการเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯได้หรือไม่