เอกชนหวั่น รบ.ใหม่คลอดช้า ม็อบรวมตัวลงถนน หวั่นฉุดจีดีพี กระทบเงินทุนนอก
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร.ยังคงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปี 2566 อยู่ที่ 3.0-3.5% รวมทั้งการส่งออกปี 2566 คาดว่ายังอยู่ที่ -1.0-0.0% และกรอบอัตราเงินเฟ้อ อยู่ที่ 2.7-3.2% เท่าเดิมกับที่เคยประมาณการไว้เมื่อการประชุม กกร.ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
นายผยงกล่าวว่า โดยภาพรวม เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่องจากการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 4 เดือนแรก (เดือนมกราคม-เมษายน 2566) เข้ามาสูงกว่า 8 ล้านคน คาดว่าทั้งปีจะมากถึง 30 ล้านคน เป็นปัจจัยสนับสนุนการจ้างงาน
นายผยงกล่าวว่า รายได้ในภาคเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมยังขยายตัว ทำให้ในภาพรวมผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นและมีการใช้จ่ายบริโภคเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวที่ล่าช้าของเศรษฐกิจโลก ทั้งเศรษฐกิจจีนไม่ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง หลังการเปิดประเทศอย่างที่คาดการณ์ไว้ และเศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรปเผชิญแรงกดดันจากภาวะอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ทำให้คาดว่าการส่งออกไทยในปี 2566 จะหดตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
นายผยงกล่าวว่า การส่งออกที่ผ่านมา หดตัวติดลบติดต่อกัน 7 เดือน ทำให้คำสั่งซื้อลดลง แต่ภาคอุตสาหกรรมยังคงต้องรักษาการผลิต เพื่อพยุงการจ้างแรงงานไม่ให้ได้รับผลกระทบ หากการส่งออกไม่ฟื้นตัว อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยมี 19 กลุ่มอุตสาหกรรม จาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรกล เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
นายผยงกล่าวว่า เงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยท้าทาย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปรับขึ้นอีก 0.25% เป็น 2% และมีแนวโน้มว่าจะยังปรับขึ้นต่อไปด้วยเหตุว่าเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังอาจได้รับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มเติมจากการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตเกษตรและราคาสินค้าในระยะข้างหน้า รวมถึงหากมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 450 บาทต่อวัน อาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นถึง 0.82% ถ้าไม่มีการเพิ่มทักษะแรงงานและผลิตภาพแรงงานให้เหมาะสมไปพร้อมกับการปรับเปลี่ยน
นายผยงกล่าวว่า ประเทศไทยมีโอกาสในการดึงดูดนักธุรกิจจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนและทำงานเป็นฮับมากขึ้น จากอานิสงส์ของความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิต เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นเป้าหมายของนักลงทุนทั่วโลก ดังนั้น ภาครัฐควรปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุน โดยเฉพาะการปฏิรูปกฏหมาย กฏระเบียบเพื่อยกระดับความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เช่น การปรับปรุงปฏิรูปการขอวีซ่าให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น เป็นต้น
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในส่วนของการจัดตั้งรัฐบาล ภาคเอกชน ต้องการเห็นการจัดตั้งรัฐบาลให้เป็นไปตามไทม์ไลน์ภายในเดือนสิงหาคมนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและการบริโภค แต่หากกรณีตั้งรัฐบาลได้ล่าช้าไปอีก 2-3 เดือน และเกิดสถานการณ์รุนแรง เช่น มีการชุมนุมประท้วง คาดว่าจะกระทบต่อจีดีพีปี 2566 ที่อาจจะเหลือเพียง 2-2.5% ได้รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ลดลง อย่างไรก็ตามระหว่างนี้รัฐบาลรักษาการอยากเห็นการออกมาตรการที่จะลดค่าครองชีพของประชาชนและดูแลต้นทุนผู้ประกอบการเพื่อให้ประคองตัวเองได้

