‘ปริญญา’ ถามหามาตรฐานเดียวกันกับ ‘ชาญชัย’ ติดใจ กกต. ไม่ห้าม ‘พิธา’ ลงสมัคร ถ้าโปร์ไฟล์ไม่ผ่าน เทียบปมหุ้น ITV กับน้ำ กิจการติดลบ 1,626 ล้าน ชะงักมา17 ปี ครอบงำยังไง?
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ The Politics ข่าวบ้านการเมือง ทางมติชนทีวี ในประเด็นการถือครองหุ้นไอทีวีของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่าจะรอดหรือไม่
ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า ตามข้อกฎหมาย หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นว่ามีคุณสมบัติต้องห้ามก็ไม่ควรรับสมัครตั้งแต่แรก หากเกิดคดีเช่นนั้น ก็จะจบที่ศาลฎีกาเหมือนกรณี นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหุ้น AIS ที่มีวัตถุประสงค์เรื่องสื่อและมีการดำเนินกิจกรรมที่ถูกตีความเป็นสื่อ
“ศาลเห็นว่าหุ้นเพียง 400 หุ้น มันน้อยเกินกว่าจะมีการกำหนดอะไรได้ น้อยมากจนไม่นับว่าถือหุ้นสื่อ เมื่อเทียบกับหุ้นเป็นล้านๆ หุ้นของ AIS ศาลก็สั่ง กกต. ให้ต้องรับคุณชาญชัยให้สมัคร ส.ส.ได้
“ถ้าหากตอนนั้น กกต. ไม่รับสมัคร คุณพิธาก็ไปร้องต่อศาลฎีกา เรื่องจบ เพราะหุ้นของคุณพิธาแม้ว่าจะดูเยอะกว่า คือ 42,000 หุ้น แต่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์กับหุ้นทั้งหมดของไอทีวี มันเพียงแค่ 0.0035 เปอร์เซ็นต์ มันน้อยจนไม่สามารถไปมีบทบาทใดในการกำหนดกิจกรรมได้เลย” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว
ผศ.ดร.ปริญญาอธิบายว่า บรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญควรจะไปดูที่คดีของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และต้องดูถึงคดีต่อมา คือ 18-19/2563 คุณธนาธรในปี 62 คดีคำวินิจฉัยที่ 14/2562 ต้องดูคดีที่ 18-19 ซึ่งเป็นคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำร้อง ส.ส.ฝั่งรัฐบาลถูกร้อง ว่าหุ้นที่ ส.ส.ฝั่งรัฐบาลถือมีกิจการสื่อมวลชน กิจการวิทยุโทรทัศน์
“ศาลวางหลักไว้ว่า มาตรา 98(3) ของรัฐธรรมนูญ ที่ห้าม ส.ส. รวมถึงผู้สมัคร ส.ส. ไม่ให้ถือหุ้นสื่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ ส.ส.ใช้สื่อมวลชนเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง ทำให้สื่อมวลชนไม่ถูกครอบงำ และเป็นอิสระ เป็นกลางในการทำหน้าที่ ก็วางหลักไว้แบบนี้ เขาก็ยกตัวอย่างบริษัทมา แล้ววินิจฉัยหมดทุกบริษัทที่ถูกร้อง แม้บริษัทเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ทำสื่อมวลชน แต่ว่าในข้อเท็จจริงแล้วหาได้มีการประกอบกิจการเป็นสื่อมวลชนไม่ จะดูแค่มีวัตถุประสงค์ไม่ได้ ต้องดูว่ามีการประกอบกิจการจริงหรือไม่ อีกทั้งรายได้ตามงบการเงินแต่ละปีก็หาได้มีรายได้จากสื่อมวลชนไม่ รายได้มาจากทางอื่น เช่น การประกอบกิจการฝึกอบรม กิจการทำธุรกิจทางด้านการกีฬา ไม่มีรายได้จากสื่อ จึงยกคำร้อง ส.ส.ฝั่งรัฐบาล 29 คน” ผศ.ดร.ปริญญาชี้
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวอีกว่า หากใช้บรรทัดฐานเดียวกัน ไอทีวี ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมา 17 ปี แม้วัตถุประสงค์ตั้งขึ้นมาเพื่อทำทีวี แต่ไม่ได้ทำกิจการมาแล้ว 17 ปี ส่วนรายได้ที่มี 20 ล้านบาทต่อปี เป็นรายได้จากดอกเบี้ย เงินลงทุน และรายได้ก็ไม่ได้แบ่งให้ผู้ถือหุ้น เพราะไอทีวีเป็นกิจการที่ติดลบอยู่ 1,626 ล้านบาท
“ไอทีวีไม่ได้เป็นกิจการที่มีรายได้เป็นบวก ที่เขายังไม่เลิกเป็นบริษัท เพราะยังมีเรื่องฟ้องร้องกับสำนักปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี ถ้าเอามาตรฐานเดียวกันกับที่ท่านยกคำร้องของ ส.ส.รัฐบาล 29 คน ไอทีวีก็ไม่ใช่สื่อมวลชน แม้จะมีวัตถุประสงค์เป็นสื่อมวลชน แต่ไม่ได้ทำกิจการมา 17 ปี ไม่มีรายได้จากสื่อมวลชนเลย จึงไม่นับเป็นสื่อมวลชนเช่นเดียวกัน” ผศ.ดร.ปริญญา อธิบาย
ผศ.ดร.ปริญญาระบุว่า หากจะตีความให้ได้ว่าเป็นสื่อมวลชน หรือเกิดเจ้าของหุ้นที่แท้จริงมีการฟื้นคืนชีพเป็นสื่อขึ้นมาในระหว่างนั้น โดยที่ผู้ถือหุ้นเพียง 0.0035 ไม่ทราบเรื่อง หุ้นในมือจะเป็นหุ้นสื่อขึ้นมาทันที ศาลวางหลักไว้ว่า ให้ดูก่อนว่าเป็นสื่อไหม ถ้าเป็นสื่อค่อยดูเรื่องต่อไปคือนับว่าถือหุ้นหรือไม่ ปรากฏว่าบรรทัดฐานเรื่องการถือหุ้นว่ากี่หุ้นจึงนับเป็นถือหุ้นสื่อ ศาลรัฐธรรมนูญไม่เคยมีบรรทัดฐาน แต่บรรทัดฐานมีโดยศาลฎีกา
“ศาลฎีกาในคดีคุณชาญชัยบอก 400 หุ้น น้อยเกินกว่าที่จะมีอำนาจหรือบทบาทใดๆ ในการกำหนดทิศทางของ AIS ที่พูดกันว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนว่าต้องกี่หุ้น นั่นหมายความว่าถือหุ้นเดียวก็คือถือหุ้นสื่อ เป็นความเข้าใจที่ถือว่าไม่ได้วิเคราะห์ในแง่ของเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวางหลักไว้แล้วว่าป้องกันเพื่อไม่ให้มีการครอบงำสื่อ หรือใช้สื่อเพื่อประโยชน์การเมืองของตน ถ้าหากหุ้นมีเพียง 0.0035 เปอร์เซ็นต์ มันจะไปครอบงำสื่อได้อย่างไร ผมเปรียบเทียบน้ำดื่มในขวด ที่ว่าบริสุทธิ์ คิดว่าบริสุทธิ์จริงไหม เขาจะมีวิธีการวัดที่เรียกว่า PPM หากมีปริมาณสารนี้ไม่เกิน 400 ส่วนใน 1 ล้านส่วน ถือเป็นน้ำบริสุทธิ์ มีแร่ธาตุที่เป็นพิษต่อร่างกายไม่เกินเท่านี้ส่วน ในล้านส่วนก็ถือว่าบริสุทธิ์ เพราะมันน้อยจนถือว่าไม่มี” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวอีกว่า นายพิธา มีหุ้นน้อยกว่าที่จะมีอิทธิพลกับไอทีวี และถือหุ้นในฐานะผู้จัดการมรดก และในการถือกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งว่าเป็นของใคร ทายาทจะมีกี่คนก็แล้วแต่ จะมีส่วนอย่างเท่ากันในนั้น ไม่มีใครสามารถเอาไปจำหน่ายในส่วนของตนได้เพราะยังไม่ได้แบ่ง เช่นนี้จะถือว่าถือหุ้นหรือยัง

