ม.หอค้าฯเผยความเชื่อมั่นสูงรอบ39เดือน หวั่นยื้อรบ.ใหม่ ‘พิธา’ หลุดนายก-เปลี่ยนขั้ว-ม็อบลุกฮือ สถานทูตเตือนนักลงทุน ศก.ไทยวูบแน่
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและความเชื่อมั่นของหอการค้าไทย(นักธุรกิจ) ประจำเดือนพฤษภาคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวม ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 และอยู่ในระดับสูงสุดรอบ 39 เดือนนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจปรับดีขึ้น จากความรู้สึกว่าเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากการท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้นชัดเจน บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งคึกคักทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศและกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามภูมิภาค
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคทั้งภาคประชาชนและนักธุรกิจ กลับเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการจัดตั้งและเสถียรภาพทางการเมืองรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง เป็นอันดับแรก ทางศูนย์พยากรณ์ฯประเมินสถานการณ์ว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลไม่ว่าจะขั้วใดในเดือนสิงหาคม มีเสถียรภาพพอ และไม่เกิดการชุมนุมนอกสภาฯ การใช้งบประมาณยังอ้างอิงปีงบ 2566 ไปก่อนจนกว่าจะผ่านงบประมาณปี 2567 ในเดือนกุมภาพันธ์ การท่องเที่ยวผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวตามคาด 25-28 ล้านคน เศรษฐกิจไทยมีโอกาสโตได้ 3.0-3.5% ตรงกันข้าม หากมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นกรณีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่สามารถเป็นแคนดิเดตนายกได้ก็อาจจะทำให้เกิดการประท้วงนอกสภาเหมือนกันหรือการเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนข้างที่ทำให้เกิดการประท้วงนอกสภาได้ ซึ่งบรรยากาศเหล่านี้จะทำให้เกิดความลังเลในเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งก็มีหลายฝ่ายออกมาให้ความเป็นห่วงเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองบ้างแล้ว และในต่างประเทศก็มีเช่นกัน
” หากมีการชุมนุมประท้วงและทำให้เกิดความไม่นิ่งในบรรยากาศของประเทศไทย ตลอดจนทำให้สถานทูตต่างๆแจ้งเตือนนักลงทุนต่างประเทศถึงสถานการณ์ในประเทศไทย ทำให้มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยปี 2566 จะเติบโตต่ำลงโดยกรอบที่มองในเบื้องต้นคือ 2.5 ถึง 3% ” นายธนวรรธน์ กล่าว

