คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 เสียง ไม่รับคำร้องกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล มีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ในการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. จากการถือหุ้นบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) 42,000 หุ้น เพราะยื่นมาเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่ให้รับเรื่องไว้พิจารณาเป็นความปรากฏ เนื่องจากคำร้องดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์มีหลักฐานและข้อมูลเพียงพอที่จะสืบสวนไต่สวนต่อไปว่ารู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามแต่ได้สมัครรับเลือกตั้ง ขัดต่อมาตรา 42(3) และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.
การไม่รับคำร้องดังกล่าว ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวหานายพิธาเรื่องการถือหุ้นสื่อยุติลงไป แต่มีผลตามมา 2 กรณี คือ เมื่อมีการรับรองผลการเลือกตั้ง อาจจะมี ส.ส.และ ส.ว. เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 ของแต่ละสภา ร้องผ่านประธานสภา ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ หรือ กกต.เอง อาจร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย โดยระหว่างพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ หรืออีกทางหนึ่ง เมื่อรับรองผลเลือกตั้งแล้ว กกต.อาจแจ้งความต่อตำรวจให้สอบสวนตามมาตรา 151 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง จากนั้นส่งอัยการเพื่อฟ้องต่อศาลอาญา อันเป็นกระบวนการที่เคยดำเนินการต่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต ส.ส.และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แต่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง สำหรับมาตรา 151 กำหนดโทษอาญารุนแรงถึงจำคุก 10 ปี และตัดสิทธิ 20 ปี
ผลจากมติของ กกต. จะสร้างความยุ่งยากไม่น้อย เพราะนายพิธาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น การเสนอชื่อนายพิธาเพื่อลงมติรับรองเป็นนายกฯ อาจไม่ราบรื่น ดังที่อดีต กกต.ระบุว่า เป็นการสร้างเงื่อนไข ให้บางกลุ่มในรัฐสภาใช้เป็นเหตุไม่ลงคะแนนให้นายพิธา สิ่งที่จะตามมา คาดว่าอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคก้าวไกลเป็นแกนกลางจัดตั้งอยู่ ส่วนจะเปลี่ยนแปลงในทิศทางใด เชื่อว่าประชาชนคนไทยต้องการให้เป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตย โดยคำนึงถึงความชอบธรรม มิใช่การฉวยโอกาสช่วงชิงอำนาจซึ่งมีบางกลุ่มอำนาจจับจ้องรอ
โอกาสอยู่

